อนุสรณ์ ติปยานนท์ : ชายผู้มาตามหาไก่สองตัว

อนุสรณ์ ติปยานนท์[email protected]

ท่าอากาศยานต่างความคิด

อนุสรณ์ ติปยานนท์ / [email protected]

 

ชายผู้มาตามหาไก่สองตัว

 

แดดเผามานานกว่าสามชั่วโมงทำให้ดินแถวนั้นแห้งผาก คนพเนจรคนหนึ่งเดินหลบเลี่ยงไปที่ร้านข้างทาง มีคนนั่งอยู่ก่อนหน้าสองถึงสามคน พวกเขาเหลือบมองคนแปลกหน้าด้วยความไม่ไว้วางใจ อำเภอไกลปืนเที่ยงแบบนี้ไม่ค่อยมีใครมาเยี่ยมบ่อยนัก ยิ่งคนที่แลดูมีการศึกษาแบบนี้ด้วยแล้ว

“ขอยกล้อให้สักแก้วเถอะพี่ชาย ไม่ต้องหนักน้ำแข็งนะ น้ำแข็งมันแพงเข้าใจอยู่ ขอเป็นกาแฟเข้มๆ และรินนมหวานมากสักหน่อยก็พอ” คนพเนจรตะโกนสั่งไปยังชายที่อยู่หลังเตาน้ำร้อน

บาริสต้าท้องถิ่นสะบัดผ้าขนหนูสีขาวที่พาดอยู่กับไหล่ลงมาเช็ดหน้าตา “รอสักครู่แล้วกันน้องชาย ถ่านมันเพิ่งราไฟไปเมื่อครู่ นึกว่าจะไม่มีใครสั่งแล้ว หาที่นั่งเอาเหมาะๆ ตรงไหนก็ได้ หนังสือพิมพ์ที่นี่ก็มีอยู่สองสามฉบับ เผื่ออยากจะรู้เรื่องราวของเมืองหลวงเขาบ้าง”

“ไม่เห็นจะมีอะไรน่าสนใจ น้ำท่วมทั้งปี ฝนตกหรือไม่ตกก็เหมือนกัน ไม่รู้ทนอยู่กันไปได้อย่างไร เมืองพรรค์นั้น”

“ว่าไม่ได้ คนเขาจำเป็นต้องอยู่มันก็มีนิ” ชายวัยกลางคนที่นั่งอยู่อีกโต๊ะเปรยเบาๆ จะให้ถึงหูไอ้หนุ่มที่เพิ่งมาถึงหรือไม่ ไม่อาจรู้ได้

“ฉันเข้าใจอยู่นะพี่ชายว่าคนจำเป็นต้องอยู่มันก็มี แต่คนเรามันก็ต้องเลือกได้สิ ชั้นแต่ว่าสัตว์มันยังหาถิ่นฐานใหม่เลยถ้ามันไม่ดี หรือพี่ว่าไม่จริง”

“นี่มึงหาว่ากูเป็นสัตว์หรือไอ้หนุ่ม” น้ำเสียงกร้าวขึ้นทันใด

“พุทโธ่” เสียงอ่อนเบาปรามราวกับจะสมานฉันท์ “ฉันจะไปว่าน้าได้อย่างไร มาตัวคนเดียวแบบนี้ มีแต่คนบ้าเท่านั้นที่จะไปหาเรื่องคนไม่รู้จักมักจี่” ชายหนุ่มเลื่อนวัยคู่สนทนาเมื่อแลเห็นริ้วรอยตามใบหน้าของชายวัยกลางคนอย่างชัดเจน

“ฉันก็พูดไปตามเนื้อผ้า น้าคิดดูทีรึ ปลายามน้ำแห้งมันยังดิ้นรนไปหาปลักน้ำไม่ยอมตายไปซื่อๆ คนเราถ้าคิดจะหาชีวิตที่ดีมันก็ต้องทำได้ ไม่งั้นก็อายสัตว์อื่นๆ มัน นี่ละความเห็นของฉัน ไม่มีอะไรแอบแฝงเลย จะให้ไหว้ให้น้าเชื่อก็ทำ”

“เออ อธิบายความอย่างนี้มันค่อยพูดกันลงคอหน่อย” ชายวัยกลางคนยกน้ำสีขาวในถ้วยเล็กเทลงคอก่อนจะหันไปหาชายที่อยู่หลังเตาน้ำร้อน “ผิน รินเอาอีกสักแก้วสิ หนาวๆ อย่างนี้มีคนมาคุยให้เลือดลมทางสมองข้ามันตื่นเต้นถือว่าเป็นมงคล วันนี้ขอกินเกินพิกัดหน่อยเถอะ”

 

ชายที่บัดนี้เรารู้แล้วว่าชื่อผินเทน้ำจากขวดสีชาใส่แก้วตะไลเล็ก “เอาไปตาเอียด และก็อย่าพูดไอ้กินเกินพิกัดให้ข้าได้ยิน เปลืองน้ำลายเปล่าๆ แกก็พูดอย่างนี้ทุกที ว่าแต่น้องชายมาจากไหนและจะไปไหนล่ะ อย่าหาว่าละลาบละล้วงเลยนะ เผื่อรู้ว่าจะไปไงมาไงจะได้ช่วยแนะนำอะไรได้”

“ไม่หรอกพี่ ฉันไม่คิดเล็กคิดน้อยอะไรแบบนั้น เดี๋ยวได้ยกล้อให้หวานคอแล้วก็เทไอ้แบบนั้นให้ฉันสักแก้วเถอะ มีบทสนทนาแบบนี้น่าจะได้โอภาปราศรัยกันยาวอยู่ ฉันน่ะไม่ได้มาทำอะไรหรอก มาหาไก่เป็นเรื่องหลักล่ะนะพี่ชาย”

“ไก่ ไก่อะไรของเอ็งวะน้องชาย อย่าบอกนะว่าเอ็งน่ะชื่อลอ”

ชายหนุ่มหัวเราะจนตัวโยนเมื่อได้ยินคำทักเช่นนั้น เขาลุกออกจากที่นั่งไปหยิบหนังสือพิมพ์ประจำวันที่วางอยู่บนโต๊ะตัวหนึ่งในสภาพยับยู่ยี่ เปิดหน้าแต่ละหน้าและไล่อ่านข่าวกรอบเล็กกรอบใหญ่อย่างตั้งใจ “อะ เจอเข้าแล้ว นี่แสดงว่าพี่ชายรับหนังสือพิมพ์ให้ลูกค้าอ่านอย่างเดียวเสียกระมัง ถึงพลาดข่าวใหญ่แบบนี้ไปได้”

ชายหนุ่มยื่นหนังสือพิมพ์แผ่นหนึ่งให้ชายเจ้าของร้าน ชายผู้นั้นรับไปอ่านข่าวในหน้าดังกล่าวก่อนจะหันมาสบตากับชายหนุ่ม “นี่เอ็งไม่ได้ล้อข้าเล่นกระมังน้องชาย”

“พุทโธ่ ใครจะกล้าล้อเล่นกับคนไม่รู้จักมักจี่ พี่ชายอ่านดูก็จะเห็นว่ามันเป็นความจริง”

“มันง่ายขนาดนั้นเทียวรึ ไอ้การพ้นจากความยาก ความจนนี่”

“จะว่าง่ายมันก็ง่าย จะว่ายากมันก็ยาก เอาอย่างนี้ น้ำเดือดแล้ว ชงยกล้อมาให้จบๆ ไป ฉันจะได้สาธยายให้พี่ชายและทุกคนตรงนี้ฟัง จะได้รู้แจ้งแถลงไขไปพร้อมๆ กัน”

 

กาแฟดำใส่นมพร้อมน้ำแข็งถูกยื่นมาให้ชายหนุ่ม เขากลับไปนั่งที่โต๊ะตัวเดิม แต่ในครานี้ทุกคนในร้านพากันมานั่งล้อมวงชายผู้นั้นไม่เว้นแม้แต่คนสองสามคนในร้านที่มีท่าทีเคลือบแคลงต่อการมาถึงของเขาในตอนแรก

“แหม ทำอย่างกับฉันเป็นผู้ใหญ่ลีเรียกประชุมลูกบ้านก็ไม่ปาน” ชายหนุ่มพูดติดตลก “เอาล่ะครานี้ทุกคนตั้งใจฟัง พี่ชายที่อ่านข่าวคงเห็นแล้วว่าในข่าวเขาเขียนถึงยาวิเศษตัวใหม่ที่หลวงท่านประกาศออกมาบำบัดความยากจนให้พวกเราๆ ท่านๆ ไอ้ยาวิเศษนี้คือการที่เราต้องมีไก่เอาไว้เลี้ยงคนละสองตัวหรืออย่างต่ำถ้าทำไม่ได้ก็ต้องบ้านละสองตัวเป็นอย่างน้อย”

“เออ ข้าเห็นแล้ว” ชายเจ้าของร้านสำทับคำพูดชายหนุ่ม

“นั่นล่ะ หนทางไปรอดพ้นจากความยากจน ยุคนี้มันได้ทางไหนก็ต้องเอา จะขายของเก่าก็ขายกันจนหมดตัวกันไปหมด มาทางนี้ล่ะแน่นอน ฉันเห็นข่าวละก็รีบแทบไม่ทันแต่ก็ยังไม่ทันอยู่ดี”

“ไม่ทันอะไรหรือ พ่อหนุ่ม?” ครานี้เจ้าของร้านเปลี่ยนสรรพนามบ้าง ความยำเกรงในใจแกต่อข่าวยาวิเศษนี้ทำให้แกสนใจขึ้นทันควัน

“ก็ไอ้เรื่องเลี้ยงไก่สองตัวนี่สิ ผมได้ฟังแล้วก็เกิดพุทธิปัญญาสว่างวาบว่ามันจะหาทางทำอะไรให้ได้ง่ายกว่านี้ไม่มีแล้ว ลองเรามีไก่อยู่ที่บ้าน เราก็จะมีไข่กินกันทั้งปี และไข่นี่ใครๆ ก็รู้ใช่ไหมว่ามันทำอะไรกินได้สารพัด ขอให้มีข้าวหรือไม่มีข้าว แค่ต้มไข่กินเราก็รอดท้องไปได้ในแต่ละวันแล้ว”

“ใช่” ทุกคนประสานเสียงกัน

“ถึงว่าสิ ปัญหาหญ้าปากคอกแบบนี้ทำไมผู้นำคนอื่นถึงคิดไม่ได้ ต้องให้ท่านผู้นำคนนี้คิดออก นี่แหละที่เขาว่าคนมีปัญญามันเห็นอะไรไกลกว่าคนอื่นเสมอ คนเราลองมีกำลังวังชาจากอาหารเสียแล้วไอ้เรื่องจะไม่มีเรี่ยวแรงทำงานเป็นไม่มี ครั้งทำงาน เราก็มีเงิน เงินคืองาน งานคือเงิน เงินคืองานบันดาลสุขดังโบราณเขาว่า”

 

“นี่พ่อหนุ่มจะบอกว่าที่ออกมาที่นี่เพราะมาตามหาไก่ไปเลี้ยงกระนั้นหรือพ่อ?”

“เผงเลย อย่างที่ฉันบอกทุกคน ไม่ใช่ฉันหรอกที่คิดได้ว่าต้องทำตามที่หลวงว่าให้โดยเร็ว คนอื่นเขาก็คิดเหมือนกัน เชื่อเหมือนกัน พอไอ้เรื่องนี้ออกมา ในเมืองหลวงจะหาซื้อไก่เป็นๆ สักตัวมาเลี้ยงตอนนี้ยากยิ่งกว่าหาทองคำ ใครอุ้มไก่เดินตามถนนกลายเป็นคนโก้ไม่ต่างจากคนขับรถสปอร์ต หรือหนุ่มไหนมีไก่เอาไว้จูง คนมองตาเป็นมันไม่ต่างจากควงนางงามกาชาด ฉันอุตส่าห์เดินทางหาไก่ไปทั่ว แต่ตอนนี้เพิ่งจะได้มาตัวเดียว เป็นยายแก่บ้านทางใต้โน่น ไปคุยกับแกถูกคอ บีบนวดให้แกอยู่หลายวัน แกถึงตัดใจให้มา แต่ก็ให้มาตัวเดียว อีกตัวหัวเด็ดตีนขาดแกก็ไม่ยอม”

“แน่ใจนะว่าเป็นยายแก่ และแค่บีบนวด” ชายวัยกลางคนที่มือไม่ได้ห่างจากแก้วดักคอ

“จริงสิน้า อย่าหาว่าฉันปด ฉันน่ะหามาจนจะหมดแรง ไม่ได้ไก่ก็คงกลับไม่ได้ พี่ๆ น้าๆ คนไหนพอมีไก่จะแบ่งให้ฉันได้บ้างไหมล่ะ?”

“ไหนก่อนจะไปเรื่องนั้น ขอพวกข้าดูไก่เอ็งสักหน่อยเถอะเป็นบุญตา ของดีแบบนี้ไม่ได้เห็นกันบ่อยนักหรอก”

 

ชายหนุ่มคนนั้นอิดๆ ออดๆ แต่ในที่สุดก็ตัดสินใจเปิดถุงทะเลที่นำติดตัวมา ในนั้นมีแม่ไก่รุ่นกระทงตัวหนึ่งนอนสงบอยู่ “โถแม่คงเพลีย เดี๋ยวก็ได้กลับบ้านเราแล้ว ถ้ากลับไป พ่อจะขุนทั้งข้าวเปลือก ทั้งไส้เดือน แมลงแกลบให้อ้วน มีเงินเท่าไหร่ก็ไม่ได้ใจเท่ามีแม่ เป็นบุญของพ่อจริงๆ ที่เกิดมาในรัฐบาลชุดนี้ที่ชี้ทางสว่างให้ประชาชน นับแต่นี้พ่อจะไม่มีคำว่ายากจนไว้ในพจนานุกรมอีกแล้ว พี่ๆ น้าๆ เห็นไหมว่าไก่ฉันงามขนาดไหน?”

ทุกคนชะโงกหน้ามองไก่ตัวนั้นก่อนที่แม่ไก่จะร้องออกมาคำหนึ่งและหลุดไข่ไก่สีเหลืองนวลให้เห็นคาตา

“เอาล่ะ ใครพอจะแบ่งไก่ให้ฉันได้บ้างสักตัว ฉันพูดตรงๆ ไหนๆ ก็รู้จักกันแล้ว เท่าไหร่ฉันจ่ายไม่อั้น ฉันจะได้กลับบ้านเสียที” ชายหนุ่มเอ่ย แต่ดูเหมือนจะไม่มีใครอยู่ให้คำตอบเสียแล้ว ชายหนุ่มเงยหน้าจากถุงทะเล มองไปรอบๆ แต่ไม่มีใครเลย ทุกคนหายไปจากร้าน เหลือแต่เพียงคราบฝุ่นฟุ้งจางๆ นอกร้านที่บอกว่าทุกคนมุ่งไปทางไหนสักที่เพื่อไปหาไก่มาเลี้ยงให้ครบสองตัว

“เป็นบุญของกูจริงๆ ที่เจอรัฐบาลให้ทางสว่างแบบนี้ ตายกี่ชาติจะได้เจออีกก็ไม่รู้” เสียงใครบางคนตะโกนลอยลมฝ่าผงฝุ่นเหล่านั้นมา