ไม่เหมาะกับยุคสมัย/เมนูข้อมูล นายดาต้า

เมนูข้อมูล

นายดาต้า

 

ไม่เหมาะกับยุคสมัย

 

หากใครที่ได้ติดตามการอภิปรายร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2565 ในรัฐสภาแล้วยังเชื่อว่ารัฐบาลชุดนี้มีความคิดในการบริหารจัดการประเทศถูกต้อง ดีงาม จัดสรรงบประมาณเหมาะสมกับความสำคัญเร่งด่วนของภารกิจที่ควรต้องทำ โดยเห็นความสำคัญของความเดือดร้อนประชาชนในปัจจุบัน

นั่นหมายความว่าทัศนคติทางการเมืองของคนผู้นั้นตกผลึกแข็งตัวเกินกว่าจะปรับมุมมองให้เห็นสิ่งอื่นๆ นอกจากความเชื่อที่ครอบงำมาแต่โบราณกาล

คนจำพวกนี้มีแต่จะต้องเจ็บปวดกับท่าทีของมนุษย์ปกติที่ปรับความคิดไปตามความเป็นจริง

เพื่อรักษาความสุขสงบของจิตใจไว้บ้าง ไม่ต้องมาปะทะกับความคิดความอ่านของคนร่วมสมัย

คนจำพวกนี้สมควรอย่างยิ่งที่จะนำพาตัวเองเข้าถอยหลังเข้าถ้ำ ปลีกไปจากคนร่วมสมัย เพื่อให้บั้นปลายของชีวิตไม่อยู่กับความคับข้องต่อกระแสที่เคลื่อนไปได้บ้าง

โควิด-19 เป็นวิกฤตที่สาหัส และดูจะหนักขึ้นเรื่อยๆ เพราะการบริหารที่ขาดความเข้าใจ ไม่มีความคิดที่จะเตรียมการรับมืออนาคต งมโข่งอยู่กับการตั้งหน้าตั้งตาคิดว่าจะหาประโยชน์อะไรให้กับตัวเองและพรรคพวกจากความตื่นตระหนกในอันตรายและความเดือดร้อนของประชาชนได้บ้าง

เรื่องราวที่ได้ฟังจากการอภิปรายให้ความรู้สึกถึงภาพรุมทึ้งหายนะของประเทศกันอย่างหิวกระหาย

ประชาชนรู้ดีว่าในสถานการณ์เช่นนี้ ควรจัดการอย่างไรกับตัวเอง

ถึงวันนี้ไม่มีคนที่ออกจากบ้านโดยไม่ใส่หน้ากาก หยิบอะไรแล้วไม่รู้สึกว่าต้องรีบล้างมือ ปฏิเสธการรักษาระยะห่างโดยไม่จำเป็น

ประชาชนทำตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัดกันเป็นส่วนใหญ่

และ “วัคซีน” ที่บอกกันว่าเป็นทางรอดเดียวที่เหลืออยู่ ทั้งการพาร่างกายพ้นจากความเจ็บป่วยรุนแรง และฟื้นระบบเศรษฐกิจในภาพรวมให้ขับเคลื่อนไปได้

 

ในเรื่องวัคซีน ผลสำรวจ “กรุงเทพโพลล์” ล่าสุด ร้อยละ 47.2 จองคิวแล้วกำลังรอฉีด, ร้อยละ 19.3 รอวัคซีนทางเลือก, ร้อยละ 14.9 รอลงทะเบียน, ร้อยละ 7.3 ฉีดแล้ว, ร้อยละ 2.1 ยอมจ่ายเองเพื่อซื้อยี่ห้อที่ต้องการ หรือซื้อแพ็กเกจไปฉีดต่างประเทศ มีแค่ร้อยละ 9.2 เท่านั้นที่ไม่ฉีด

หมายถึงเกือบ 100% ที่เลือกฉีดวัคซีน ซึ่งเมื่อถามถึงเหตุผลที่ต้องการฉีดโดยให้ตอบได้มากกว่า 1 ข้อ ร้อยละ 91.4 เพื่อช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้ตัวเองและคนในสังคม, ร้อยละ 58.8 กลัวติดเพราะการระบาดเพิ่มขึ้น, ร้อยละ 38.8 เชื่อหมอและบุคลากรทางการแพทย์ที่มาพูดให้ข้อมูล, ร้อยละ 22.8 หาข้อมูลผลกระทบจากวัคซีนทุกยี่ห้อมาแล้ว, ร้อยละ 11.8 เห็นว่าการฉีดวัคซีนเอาชนะโควิดได้, ร้อยละ 8.9 เชื่อข้อมูลจากสังคมออนไลน์, ร้อยละ 3.9 เห็นดารา นักร้องฉีด, ร้อยละ 3.7 เห็นนักการเมืองฉีดเป็นตัวอย่าง, ร้อยละ 2.5 อยู่ในพื้นที่เสี่ยง

ดูจากผลสำรวจนี้จะพบว่าสำหรับประชาชนนั้น ถึงวันนี้พร้อมทุกด้าน ทั้งเต็มเปี่ยมด้วยจิตสำนึกที่ดี พร้อมให้ความร่วมมือเพื่อสร้างสังคมที่ปลอดภัย ทั้งศึกษาเพื่อจัดการตัวเองอย่างมีความรู้ ทั้งความคิดที่จะเลือกทางที่เหมาะสมให้กับตัวเอง ประชาชนมีความพร้อมอย่างสูงยิ่งที่จะดูแลประเทศชาติและตัวเอง เพื่อร่วมกันฟันฝ่าวิกฤต

แต่สำหรับรัฐบาล ซึ่งมีอำนาจทุกอย่าง ควรจะพร้อมมากกว่า ทั้งในฐานะผู้นำ และผู้มีหน้าที่ดูแลทุกข์สุขของประชาชน

การอภิปรายร่าง พ.ร.บ.งบประมาณในสภาผู้แทนฯ ที่ผ่านมา สะท้อนชัดว่า “ไม่มีความพร้อมแม้กระทั่งความคิดที่จะจัดสรรทรัพยากรที่มีอยู่จำกัดของชาติเพื่อรับวิกฤตเฉพาะหน้าอย่างเหมาะสม”

ผู้มีอำนาจยังบริหารจัดการด้วยความหวาดระแวงกันเอง คิดแต่รวบโอกาสหาประโยชน์ไม่ทางใดก็ทางหนึ่งมาไว้ที่ตัวเอง

การจัดสรรงบประมาณ เป็นไปตามแรงกดดันของเครือข่ายอำนาจ มากกว่าการตระหนักถึงความเดือดร้อนของประชาชน เป็นเรื่องน่าเศร้ายิ่งทั้งที่ทุกฝ่ายเห็นความน่าอเนจอนาถถึงเพียงนี้

แต่ไม่มีใครทำอะไรได้

กระแสที่ตื่นตัวด้วยเห็นความเสื่อมทราม มีพลังไม่พอที่จะก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้น อำนาจอันน่าชิงชังนี้ปักรากฝังลึกได้ว่ากติกาโครงสร้างอำนาจที่แข็งแกร่ง ขยายรากแผ่กว้างค้ำจุนไว้อย่างแน่นหนาด้วยกลไกที่แต่งตั้งขึ้นมาเพื่อปกป้อง

ที่สำคัญคือเพื่อนประชาชนกลุ่มหนึ่งที่มีความเชื่อถูกแช่แข็ง หมดความสามารถที่จะยืดหยุ่นอันเป็นปกติของมนุษย์ไปแล้ว ยังเป็นพลังหนุนสำคัญ

คนพวกที่ควรจะถอยเข้าถ้ำลึกเพื่อเปิดทางให้ความสงบได้เกิดกับชีวิตตัวเองบ้าง กลับเป็นพวกที่มาร่ำร้องโหยหวนอยู่ในกระแสความเปลี่ยนแปลง

ดังนั้น ความเปลี่ยนแปลงที่ควรมี ควรเกิดกลับไม่เกิด

แถมเมื่อดูจากการจัดสรรงบประมาณแล้ว มีแต่สัมผัสถึงความสิ้นหวัง

บทความก่อนหน้านี้“ลุงตู่” ชงเอง ชิมเอง ผ่านฉลุย ไม่มีหือ มีอือ “ตบจูบ” สงครามแหกตา/ลึกแต่ไม่ลับ จรัญ พงษ์จีน
บทความถัดไปเป้าหมาย การเมือง เป้าหมายของ โทนี่ วู้ดซัม สถานะ ‘ประยุทธ์’/กรองกระแส