หนังสือเรียนสำหรับเด็ก (๙๑) / บทความพิเศษ ฟ้า พูลวรลักษณ์

ฟ้า พูลวรลักษณ์

บทความพิเศษ

ฟ้า พูลวรลักษณ์

 

หนังสือเรียนสำหรับเด็ก (๙๑)

 

นับแต่โบราณ

หน้าที่ของรัฐที่ดีคือ

หนึ่ง ควบคุมกลุ่มอภิสิทธิ์ชน

สอง ปราบปรามการคอร์รัปชั่น

สาม การทำงานของรัฐมีประสิทธิภาพ

สี่ ทำให้สังคมเกิดระเบียบ

ห้า ทำให้ประเทศชาติเข้มแข็ง

มีเพียงห้าข้อนี้เท่านั้น

รัฐใดทำได้ รัฐนั้นคือรัฐที่ดี

 

รัฐสมัยใหม่ สังคมสมัยใหม่ มีความซับซ้อนขึ้น เงื่อนไขก็มากขึ้นตาม แต่ห้าข้อนี้ก็ยังเป็นแกนกลาง ยังเป็นตัวตัดสิน เพราะต่อให้รัฐนั้นมีเสรีภาพมากมาย มีความยุติธรรมมากมาย แต่ทว่าหากห้าข้อนี้เป็นตรงข้าม หมายถึง กลุ่มอภิสิทธิ์ชนทำอะไรได้ตามใจชอบ มีคอร์รัปชั่นแพร่ขยายเป็นวงกว้าง กระจายไปทั่ว รัฐจะมีประสิทธิภาพในการทำงานได้อย่างไร สังคมจะมีระเบียบได้อย่างไร และประเทศชาติจะมีแต่ความเข้มแข็งได้อย่างไร

ที่แปลกก็คือ สันติภาพ เสรีภาพ ภราดรภาพ ไม่ได้ช่วยอะไร เพราะพวกมันเป็นเพียง Ideals มันไม่มีอยู่จริง มันจริงในความคิด เข้มแข็ง แกร่งกร้าว แต่ทว่ามันข้ามความคิดมาไม่ได้ มันโดนบล็อกไว้

ที่จริงมันตอบตัวมันเองชัดเจนอยู่แล้ว

 

แต่อะไรคือหนังชีวิต

หนังชีวิต in a nutshell ก็คือการมีชีวิตและความตาย

ไม่มีอะไรเกินกว่านี้

และชีวิตและความตาย มันกลบหมดทุก Ideals นี้คือความลึกซึ้งของชีวิต

ฉันจำได้ มีสายลับหญิงชาวฝรั่งเศสกลุ่มหนึ่ง มีห้าคน ต่อสู้อย่างเสี่ยงอันตรายในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง เพื่อสร้างข่าวลวง และปกปิดความจริง ว่าพันธมิตรจะขึ้นบกที่ไหน พวกเขาทำสำเร็จ แต่ตายไปสี่คน คนเดียวที่รอดชีวิตอยู่ ได้เห็นชัยชนะของฝ่ายพันธมิตร ได้มีชีวิตอยู่จนแก่เฒ่า

แต่ทว่าตลอดชีวิตที่เหลืออยู่ คือความทรงจำ ความเจ็บปวดในความตายของเพื่อนอีกสี่คนของเธอ

ไม่มีอะไรมาแทนที่ความตายของเพื่อนของเธอได้

ในวันที่สงครามยุติ และฝ่ายเยอรมนียอมแพ้ มันเป็นข่าวดีนิดหน่อย แต่ในห้วงขณะนั้น ห้วงที่ไม่มีอะไรมาแทนที่ชีวิตได้ และที่เป็นเช่นนั้น เพราะมีความตาย

หากไม่มีความตาย ก็ไม่มีชีวิต

คล้ายหนึ่ง Ideals เหล่านั้นจะมาแทนที่ได้ แต่จริงแล้วหรือ สันติภาพ เสรีภาพ ภราดรภาพเหล่านั้น ที่ได้มาหลังสงครามโลกครั้งที่สอง มีความจริงกี่เปอร์เซ็นต์

พอจะชดเชยความตายของหญิงสี่คนนี้ไหม

 

ฉันดูหนังชีวิตหลายเรื่อง ในนั้นมีเกิดแก่เจ็บตาย และมีกาลเวลา ฉันดูด้วยความเข้าใจ ฉันอินกับมัน จึงปวดร้าวใจเหลือเกิน ที่น่าสังเกตคือ Ideals มีความหมายน้อยเมื่อเจอชีวิต

Ideals มีความหมายมากสำหรับเด็กๆ และวีรบุรุษ คนที่ไม่กลัวตาย ไม่สนใจ ยอมสละชีพ แต่สิ่งใดที่พวกเขาคิด มันถูกครอบงำด้วย Ideals

๑๐

Ideals เหมือนศาสนา มันครอบงำจิต แต่มันไม่ใช่สัจธรรม หากใช่ จะไม่มีหนังชีวิต ไม่มีสิ่งที่เรียกว่าชีวิต เพราะชีวิตแตกต่างจาก Ideals และสิ่งนี้คือความโศกเศร้า ความรันทด ความปวดร้าว

๑๑

ทหารไทยกับทหารพม่ามีอะไรบางอย่างใกล้เคียงกัน พวกเขาเหมือนพี่น้อง พวกเขาทำรัฐประหาร เป็นปัญหาใหญ่ของชาติ แต่แตกต่างกัน ทหารพม่าล้าสมัยไปห้าร้อยปี ทหารไทยล้าสมัยแค่หนึ่งร้อยปี หรือพูดอีกทีหนึ่ง ทหารไทยทันสมัยกว่ามาก ทหารพม่าหลังเขากว่ามาก

๑๒

ขนาดทันสมัยกว่ามาก ก็ยังล้าสมัยหนึ่งร้อยปี

๑๓

ขนาดล้าสมัยหนึ่งร้อยปี ก็ทำอะไรพวกเขาไม่ได้ เพราะความล้าหลังที่อยู่ไม่ได้ มันไม่ใช่ว่าแค่หนี่งปีสองปี ก็ต้องอยู่ไม่ได้ ขนาดห้าร้อยปี มันก็ยังอยู่ได้ แต่ง่อนแง่นเต็มที นี้คือความรันทด ชีวิตมันไม่ง่าย กาลเวลายาวนานยิ่งนัก ทำไมมันไม่เหมือนขนมปังนะ อยู่ได้แค่สามวัน ห้าวัน สิบวัน เกินกว่านั้นก็โยนทิ้งไป รัฐประหารมีหลายแบบ บางแบบอยู่ได้หลายร้อยปี แม้จะหมดอายุแล้ว

๑๔

อย่างนี้ เราไม่เรียกมันว่าปีศาจ แล้วจะเรียกอะไร

 

๑๕

บางคนบอกว่า พวกเขาอยู่ได้เพราะคนไทยไม่ลุกฮือขึ้นทั้งประเทศ พวกเขาไม่ลุกฮือขึ้น ก็เพราะเงื่อนไขไม่เพียงพอไงเล่า

๑๖

เงื่อนไขเป็นสิ่งที่คุณต้องสร้างขึ้น ไม่ใช่เรียกขึ้น

๑๗

ในปี 1915 เพื่อนสนิทของหยวนซื่อไค่คนหนึ่งมาหาเขา ถามเขาว่า เขาจะทำการรัฐประหารเพื่อตั้งตัวเป็นฮ่องเต้จริงไหม เขาตอบปฏิเสธ ให้เหตุผลว่า

ผมไม่มีความคิดอยากเป็นฮ่องเต้หรอก ตระกูลหยวนของผม ไม่เคยมีใครอายุเกินกว่า ๖๐ ปี และตัวผมวันนี้ อายุ ๕๘ แล้ว หากผมเป็นฮ่องเต้ ผมจะเป็นได้กี่ปี

คนเป็นฮ่องเต้ ก็เพื่อสืบทอดให้ลูก-หลาน ลูกชายคนโตของผมเป็นคนพิการ ลูกชายคนที่สองของผม เป็นคนหลอกลวง ลูกชายคนที่สามเป็นโจร ไม่มีใครเลยที่เหมาะจะถ่ายทอดตำแหน่งได้

ขอให้คุณวางใจได้ ผมไม่มีวันทำรัฐประหาร

๑๘

เขาพูดอย่างน่าเชื่อถือแบบนี้ แต่แล้วไม่นาน เขาก็ทำรัฐประหาร ตั้งตัวเป็นฮ่องเต้ และอยู่ในตำแหน่งได้ ๘๓ วัน ก่อนตาย และกลายเป็นตัวตลกที่สุดในประวัติศาสตร์

๑๙

คิดดูซึ้งๆ จะเห็นความยอกย้อนในนี้ เขาล้มเหลวเพราะการต่อต้านรุนแรงมากเหลือเกิน ในช่วงนั้น การที่ใครคนหนึ่งจะยังอยากจะเป็นฮ่องเต้ ชาวจีนรับไม่ได้อีกแล้ว มันหมดอายุมานานมาก ขึ้นหืนขึ้นรา จนทนไม่ไหว ที่แปลกคือเขาพูดเอง บอกเองได้อย่างน่าฟัง เหมือนคนที่รู้ตัวดีทุกอย่าง แต่ก็ไม่รู้ มีความคันที่ล้ำลึก ความคันที่เกาไม่หาย ความคันที่อยากเป็นฮ่องเต้

ขอเป็นสัก ๘๔ วันค่อยตาย ก็ยังดี

 

๒๐

แต่นี้คือชีวิต ที่ไม่สนใจราคา ไม่สนใจว่าต้องจ่ายอะไรบ้าง มีกี่คนที่ต้องเสียหาย ล้มตาย มันสลายหายไปหมด เหลือแค่ความคัน

๒๑

คันเหลือเกิน

๒๒

เหล่าขุนทหารพม่า เหล่าขุนทหารไทย หรือใครก็ตาม ล้วนคันยิ่งนัก ผลที่ตอบกลับแตกต่างกันไปตามสภาพ แต่มันไม่มีอะไรมากกว่านี้จริงๆ

๒๓

ใครแน่จริง ก็มาลองดู ลองมาสู้กับชีวิตดู แล้วจะพบเองว่า ชีวิตมีแค่นี้จริงๆ มีแค่ชีวิตกับความตาย มันน้อยจนน่าขัน

น้อยจนเราต้องเมา ต้องหลง

บทความก่อนหน้านี้แผนการลอบสังหาร ‘ราอูล คาสโตร’ กับการสิ้นสุดยุค ‘คาสโตร’ ในคิวบา / บทความต่างประเทศ
บทความถัดไปอิสลามศึกษาและมุสลิมศึกษา ในธรรมศาสตร์ (1) /มุมมุสลิม จรัญ มะลูลีม