หนังสือเรียนสำหรับเด็ก เล่มใหม่ (๘๓.๑) /ฟ้า พูลวรลักษณ์

ฟ้า พูลวรลักษณ์

บทความพิเศษ

ฟ้า พูลวรลักษณ์

 

หนังสือเรียนสำหรับเด็ก เล่มใหม่ (๘๓.๑)

 

ภาคปฏิบัติ ที่จริงแล้วก็คือการตีสองหน้านั่นเอง

มนุษย์ที่มีเหตุผลนับตั้งแต่อดีตกาลมาแล้ว ล้วนตีสองหน้า เวลาเผชิญหน้ากับ

๑ ศาสนา

๒ พิธีกรรม

๓ ความงมงาย

๔ สถาบัน

พวกเขาจะแสดงความเคารพ ความนอบน้อม บางครั้งก็แสดงความเฉยๆ ไม่ว่าอะไร แม้ว่าภายในใจจะเต็มไปด้วยความดูถูก เหยียดหยาม

นี้คือการตีสองหน้า แต่ในโลกนี้ สิ่งสำคัญที่สุดคือสันติภาพ การแสดงเหตุผลอย่างชัดเจน แต่แสดงความเกลียดชังอย่างออกหน้า จะทำให้ปัญญาชนผู้มีเหตุผลเหล่านี้ ขัดแย้งกับมวลชน ทำให้เกิดความเสียหายด้วยกันทั้งสองฝ่าย

การตีสองหน้าจึงเป็นทางออก และเป็นเช่นนี้มาตั้งแต่โบราณแล้ว

ในสมัยโรมัน นักปราชญ์ นักคิด นักกวี หรือนักปกครอง ทุกคนคือผู้มีเหตุผล และเหตุผลก็ทำให้พวกเขาดูถูก ชิงชัง ศาสนา พิธีกรรม หรือความงมงายมากมายในโลกยุคนั้น

แต่พวกเขาพบว่า การตีสองหน้า กลับทำให้ทุกอย่างราบรื่น

มนุษย์ก็มีความเป็นมนุษย์ มีความอ่อนโยน และโลกก็ดำเนินต่อไปด้วยดี ความสงบดำเนินไปนานหลายร้อยปี หรือนานกว่าหนึ่งพันปี

มนุษย์ที่ตีสองหน้า เป็นคนแบบไหนกัน ที่จริงแล้วก็คือคนมีเหตุผล ที่เป็นนักปฏิบัติ

รัฐบุรุษ คือใคร

โดยทางการ พวกเขาหมายถึง ผู้นำทางการเมืองหรือผู้นำทางการทหาร โดยตลอดระยะเวลาที่อยู่ในตำแหน่ง ได้ประกอบคุณงามความดี ปฏิบัติอย่างเต็มความสามารถ ด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต และได้สร้างคุณประโยชน์ต่อประเทศชาติ อย่างไร้ข้อกังขา

แต่โดยความหมายที่แท้จริง พวกเขาคือ ผู้ที่ทำคุณประโยชน์ในทางปฏิบัติ มากกว่าความเปล่งปลั่งทางอุดมการณ์ ว่องไว และทำได้จริง

พวกเขามีจิตใจที่เข้มแข็งจากประสบการณ์ และการเรียนรู้มนุษย์

ใจกว้างและประหยัด

ยอมเปลี่ยนวิธีการ ยอมสละอารมณ์ของตัวเองและผู้อื่น

ยากที่จะสละอารมณ์ของตัวเอง และยากยิ่งกว่าที่จะสละอารมณ์ของผู้อื่น

แต่การจะเป็นนักปฏิบัติ จะต้องคาดคะเนอนาคตได้ถูกต้อง เป็นไปไม่ได้ที่เขาจะรู้ทุกอนาคต แต่การคาดเดาได้บางส่วน ก็ถือว่างดงามเพียงพอแล้ว

แต่โดยรวม เป็นการยากมากที่จะมีจิตใจเป็นรัฐบุรุษ ง่ายกว่าที่จะเป็นวีรบุรุษ เพราะวีรบุรุษท้าทายอันตราย และชื่อเสียง ท้าทายคนร่วมสมัย ชิงชังเล่ห์เหลี่ยม

รัฐบุรุษจึงมีสองหน้า แต่วีรบุรุษมีหน้าเดียว

อย่างคุณธนาธร หรือคุณปิยบุตร ล้วนมีหน้าเดียว มันเป็นใบหน้าของวีรบุรุษ แต่ไม่ใช่หน้าของรัฐบุรุษ

น่าเสียดายเหลือเกิน พวกเขาดีมากแล้ว แต่ยังดีไม่พอ

เด็กๆ ก็มีหน้าเดียว แต่ข้อนี้กลับแตกต่าง เพราะความมีหน้าเดียวของเด็กๆ เป็นคุณสมบัติของเด็ก เด็กที่มีสองหน้าจะผิดปกติ เพราะพลังของเด็กเกิดจากความใสซื่อ ความน่ารัก พวกเขาไม่จำเป็นต้องมีสองหน้า

ไม่จำเป็นต้องเป็นรัฐบุรุษ

อนาคตคาดเดาได้ไหมนะ ฉันลองคิดดู พบว่าตัวฉันคาดเดาไม่ได้ แสดงว่าฉันไม่อาจเป็นรัฐบุรุษ ฉันอาจตีสองหน้าได้ แต่ก็ยังไร้ทิศทาง ไม่รู้จะไปทางไหน

อนาคต ๓๐-๕๐ ปี ก็ยังยากเหลือเกิน ไม่จำเป็นต้องคิดว่าคือ ๓๐๐-๕๐๐ ปี

ฉันพอคะเนได้ว่า ในอีก ๓๐-๕๐ ปีข้างหน้า ชาติจีนจะเป็นมหาอำนาจอันดับหนึ่งของโลก มีบทบาทสำคัญกว้างใหญ่บนเวทีโลก

แต่หากเป็น ๓๐๐-๕๐๐ ปีข้างหน้า ไม่อาจรู้ได้เลย พวกเขาอาจจมหายไปแล้วก็ได้ อย่าเย่อหยิ่งให้มากนักเลย

หากเงื่อนไขครบถ้วน บางสิ่งก็สูญหายไป ต่อให้พยายามเพียงไร มันก็ดำรงอยู่ไม่ได้ เช่น ในศตวรรษที่สิบเก้าและยี่สิบ คิดยังไง ก็นึกภาพอาณาจักรโรมันไม่ออก มันดับสูญ ตายสนิท แต่ดีแล้วที่ดับสูญ เพราะหากดำรงอยู่ จะมีผลร้ายแรงอย่างสุดจะประมาณ

แต่ในโลกยุคโบราณ อาณาจักรโรมันงดงามยิ่งนัก

มันดับไปพร้อมกับโลกยุคใหม่ ดับไปพร้อมกับสภาพการเมือง การปกครอง เศรษฐกิจ ทุกอย่างที่เป็นอยู่ในโลกวันนี้ ไร้ที่ว่างสำหรับสิ่งหมดยุคอย่างชาวโรมัน

กฎหมายโบราณหลายข้อที่ไม่ได้ถูกยกเลิก แต่ค่อยๆ จมหายไปเองด้วยหมดยุค

ชนชาติหลายชาติดับสลายไป เราไม่รู้จักชื่อ ต่อให้วางอยู่ข้างหน้า ก็จำไม่ได้ ด้วยเพราะพวกเขาเป็นชาติที่หมดยุคไปแล้ว หมดสมัย

สรรพสิ่งมีความลึก และมีความลึกที่ต่างกัน

บางสิ่งมีความลึกเป็นปี เป็นทศวรรษ หรือเป็นศตวรรษ

อย่าง Leonardo da Vinci มีความลึกหลายร้อยปี ทำอะไรเขาได้ยาก

พุทธศาสนามีความลึกเป็นพันปี ยิ่งลึกล้ำ ยิ่งมีพลัง

มันเป็นคุณสมบัติ ไม่มีใครจงใจให้มันเป็นเช่นนั้น แต่เมื่อเป็นแล้ว ก็จะเป็นเช่นนั้น

แต่แม้มันจะลึกล้ำ เฉกเช่นไม้พรรณที่ดำรงอยู่อย่างยาวนาน แต่มันก็ไม่อาจกำหนดปัจจุบันได้ ปัจจุบันถูกกำหนดโดยตัวมันเอง ซึ่งเราจะรู้ก็ต่อเมื่อไปถึงปัจจุบันนั้น

อย่างเช่นโลกวันนี้ เราถูกกำหนดโดย Net คนรุ่นใหม่ กำลังเข้าสู่ Information Space นี้เป็นอวกาศใหม่ ซึ่งโลกอดีตไม่มี

มนุษย์จะอยู่ใน Net มากขึ้นเรื่อยๆ และเชื่อมโยงไปไกล ไกลสุดดวงจันทร์

และวันหนึ่งจะไปไกลถึงสุดขอบสุริยจักรวาล

คนในอนาคตอันใกล้ วันใดที่ Net หลุด ด้วยเหตุผลใดก็แล้วแต่ เขาขาดการติดต่อกับคนทั้งโลก เขาตกตะลึง พบว่าตัวเองอยู่คนเดียวในจักรวาล ชีวิตช่างเงียบเหงาอะไรปานนี้ การมีชีวิตอยู่ก็คือตายแล้ว

ใครคนนั้นจะรู้สึก ตัวเองไม่เคยมีตัวตนอยู่เลย ไม่มีอยู่ เมื่อชีวิตไม่มี Net ก็เหมือนชีวิตไม่มีลมหายใจ

มนุษย์มีชีวิตแสนสั้น แต่หุ่นยนต์มีอายุยาวไกลนับหมื่นปี

พุทธศาสนาเคยมีพระคาถากล่าวไว้ว่า กาลเวลากลืนกินสรรพสัตว์ และกลืนกินตัวมันเอง

ถ้อยคำนี้งดงามยิ่งนัก และทันสมัย

นี้เป็นความรู้ทางฟิสิกส์สมัยใหม่ แสดงให้เห็นว่า กาลเวลาเป็นเพียงมิติหนึ่ง

ยืดหดได้

Singularity คือจุดที่มนุษย์กับเครื่องจักรรวมเป็นหนึ่ง ดูจะหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่ช้าก็เร็ว ไม่เกี่ยวกับว่าดีหรือไม่ดี แต่มันก็ต้องเป็นไปเช่นนี้เอง

จะมีมนุษย์บางคนที่ค้นพบวิธีเข้าไปสู่จุด Singularity นั้น เพราะอัจฉริยภาพของมนุษย์เกิดจากการดิ้นรนเอาตัวรอด

เราต้องรอด เราจึงต้องคิดค้นหาวิธีเพื่อจะไปรอดนั้น

บทความก่อนหน้านี้สหรัฐและนโยบายแซงก์ชั่นจีน / บทความพิเศษ
บทความถัดไปแนวคิดของอิกบาล ว่าด้วยพระเจ้า ศาสดา และมนุษย์ในอิสลาม (จบ) /จรัญ มะลูลีม