ในประเทศ / ‘เค้า’ LOCK ดาวน์

ในประเทศ

 

‘เค้า’ LOCK ดาวน์

 

การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 อย่างพรวดพราด โดยเฉพาะที่ จ.สมุทรสาคร

ตามคำแถลง นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) (ศบค.) ระบุยอดผู้ป่วยที่ติดเชื้อสะสม ซึ่งอยู่ในกลุ่มแรงงานต่างด้าวโดยเฉพาะพม่า จากการคัดกรองเชิงรุกถึง 1,273 ราย

และยังมีจำนวนผู้ที่ป่วยเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

สร้างภาวะช็อกและตกใจให้กับประชาชนอย่างมาก

เกรงว่าการระบาดที่จะเรียกว่าการระบาดรอบใหม่ หรือการระบาดรอบสอง

จะควบคุมไม่ได้

ทำให้ความภาคภูมิใจว่าไทยเป็นประเทศต้นๆ ของโลกที่ควบคุมการระบาดของโควิดได้ดี

ต้องพังทลายลง และกำลังจะเผชิญวิกฤตอย่างที่ทั่วโลกเผชิญอยู่

 

ทั้งที่ก่อนหน้านี้คือเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้ให้ความมั่นใจกับประชาชนว่าการระบาดจากเมียนมา อยู่ในการควบคุม

และย้ำว่าสามารถควบคุมได้ อีก 6 เดือนก็มีวัคซีนออกมา จึงขอให้มั่นใจ

เพราะโควิดกระจอก

วาทะโควิดกระจอก ออกจากปากของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขนี้เอง

ก่อให้เกิดดราม่าขึ้น

เมื่อนายอนุทินโพสต์ภาพและข้อความทางเฟซบุ๊ก Anutin Charnvirakul ซึ่งเป็นภาพถ่ายร่วมกับทีมผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุข พร้อมข้อความว่า “สาสุขพร้อมครับ จะทำทุกอย่างให้ทุกคนปลอดภัย Comrades. Let’s roll. Time for another fight”

ปรากฏว่ามีผู้แชร์โพสต์ดังกล่าวออกไปเป็นจำนวนมาก

หนึ่งในนั้นคือผู้ใช้เฟซบุ๊ก Chayanon Boontheeralert ซึ่งเป็นของนายแพทย์ชญานนท์ บุญธีระเลิศ ซึ่งใช้ภาพในเฟซบุ๊กเป็นรูปสุนัข พร้อมเขียนข้อความว่า “Covid โรคกระจอก โถ จะทำทุกอย่างให้ทุกคนปลอดภัย”

ทำให้นายอนุทินเข้ามาแสดงความคิดเห็นตอบโต้ว่า “เห็นหน้าคนโพสต์เลยเข้าใจแล้วว่าหมาไม่เข้าใจคนอ่ะ และ เดี๋ยวไปหา มารอรับน้า”

โดย นพ.ชญานนท์เข้าไปคอมเมนต์โต้ตอบนายอนุทินบางส่วนว่า

“งานการมีก็ทำไปครับ ต้องไปรอรับทำไม ทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีเถอะครับ คนเค้าด่าทั้งวงการละ, covid positive 500 แต่ รมต. มานั่งเล่น facebook สุดยอดจริงๆ, การบอกว่าจะมาหานี่คือเป็นการข่มขู่ไหมนะ หรือพี่คิดไปเอง บอกให้ไปรอรับนี่ต้องคลานเข่ามะ หรือว่าต้องล้างพื้นหน้า รพ.รอ”

กลายเป็นการเพิ่มอุณหภูมิให้กับ “วิกฤต” ยิ่งขึ้นไปอีก

ด้วยเพราะมีผู้ใช้เฟซบุ๊กรายอื่นๆ เข้ามาวิพากษ์วิจารณ์นายอนุทินจำนวนมาก

ขณะเดียวกันโลกทวิตเตอร์ยังร่วมกันทวีตแฮชแท็ก #ถอดถอนอนุทิน พร้อมแชร์ภาพกราฟิกที่ระบุว่า “1 สิทธิ 1 เสียง ร่วมถอดถอนอนุทินจากรัฐมนตรี”

โดยให้เหตุผลว่า นายอนุทินไม่มีความสามารถในการแก้ไขปัญหาโควิด

กลายเป็นประเด็นการเมืองขึ้นมา

 

ทําให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พยายามคลี่คลายสถานการณ์

โดยบอกว่า ให้รอเวลาการประเมินและตรวจสอบในอีก 7 วันข้างหน้าว่าควรทำอย่างไร ขอประชาชนอย่าเพิ่งตื่นตระหนก

“ปีใหม่ยังรอดูในเรื่องการจัดงานฉลองและเคาต์ดาวน์ รวมถึงงานวันเด็กแห่งชาติด้วย”

พล.อ.ประยุทธ์ระบุอีกว่า ทางรัฐบาลไม่เคยหยุดติดตามสถานการณ์ พร้อมยืนยันมีมาตรการการป้องกันครบถ้วน

ทั้งนี้ นายกฯ ขอให้ประชาชนที่อยู่ตามแนวชายแดนที่ยาว 5,000 กิโลเมตร ช่วยกันสอดส่องดูแลแจ้งเบาะแสเจ้าหน้าที่เพื่อป้องกันไม่ให้มีแรงงานที่กลับไปประเทศของตนเองก่อนหน้านี้ลักลอบกลับเข้าไทยแบบผิดกฎหมาย

พร้อมกับขู่ว่า คนที่รู้ข้อมูลที่แท้จริงเกี่ยวกับการลักลอบเข้าเมืองของแรงงานนั้นคือเจ้าของโรงงาน นายกฯ เตือนว่าหากพบแรงงานผิดกฎหมาย จะถูกสั่งปิดโรงงานทันที

 

แต่ดูเหมือนท่าทีของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขและนายกรัฐมนตรี จะไม่อาจตอบโจทย์ในสิ่งที่เกิดขึ้น

เพราะประชาชนเห็นว่าร้ายแรงกว่าที่ฝ่ายรัฐบาลแสดงออก

จึงนำมาสู่กระแสความไม่พอใจจากฝ่ายต่างๆ รอบด้าน

อย่างนายสมบัติ บุญงามอนงค์ นักเคลื่อนไหวและนักกิจกรรมทางการเมือง โพสต์ข้อความแสดงความเห็นตอบโต้ พล.อ.ประยุทธ์ที่อ้างชายแดนไทยยาว 5,000 ก.ม. จึงควบคุมปัญหาไม่ได้ เป็นการแก้ตัวที่ฟังไม่ขึ้น

เพราะ 1. ไม่ได้พูดถึงการหลุดรอดเป็นรายกรณี แต่พูดถึงขบวนการขนย้ายแรงงานข้ามชาติในระดับแสนคน ล้านคน

  1. งานชายแดนและโควิดคืองานด้านความมั่นคงอย่างแท้จริง นี่คือบทบาทของรัฐและกองทัพที่จะต้องทำหน้าที่นี้ให้ดีที่สุด ผิดพลาดได้น้อยมาก เป็นความเป็นความตายและผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจสังคมอย่างมีนัยยะสำคัญ
  2. รัฐมีการจัดตั้งหน่วยงานพิเศษเรื่องมาตรการโควิดและได้ติดตามการแพร่ระบาดในประเทศเพื่อนบ้านอย่างใกล้ชิด แต่เหตุใดความผิดพลาดนี้จึงเกิดขึ้นได้
  3. การดึงกำลังจาก ตชด.ซึ่งอยู่ตามชายแดนมาควบคุมม็อบเป็นการตัดสินใจใช้ทรัพยากรที่ผิดพลาด
  4. ทำไมไม่ใช้เทคโนโลยี เช่น โดรน กล้องวงจรปิด มาเสริมการลาดตะเวนตามชายแดน
  5. แนวชายแดนที่แผ่นดินติดกันหรือแค่ข้ามแม่น้ำสามารถใช้กลไกของชุมชนแนวชายแดนเพื่อรายงานข่าวการเคลื่อนไหว หรือแม้แต่การสืบเสาะหาผู้เป็นธุระนำพาหนะขนส่งแรงงานต่างด้าว

ทั้งหมดทั้งมวลสะท้อนถึงความไม่เป็นมืออาชีพ

“อย่าโยนความผิดมาที่ประชาชนว่าต้องร่วมกันรับผิดชอบ คุณนั่นแหละที่ต้องรับผิดชอบ” นายสมบัติระบุ

 

ขณะที่ฝ่ายค้าน อย่างนายสงคราม กิจเลิศไพโรจน์ หัวหน้าพรรคเพื่อชาติ (พช.) ระบุว่า “รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายต้องลงพื้นที่เพื่อแก้ปัญหา อย่ามัวแต่นั่งสั่งการในห้องแอร์ หากไม่สนใจที่จะแก้ปัญหาจริงจังก็ลาออกไป”

ด้านนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล (ก.ก.) กล่าวว่า ปัญหาที่เกิดขึ้น ส่วนหนึ่งเกิดจากการสื่อสารที่ผิดพลาด สับสน และไม่ชัดเจนของรัฐบาล จนนำไปสู่ความกลัว แน่นอนว่า โควิด-19 ไม่ใช่เชื้อกระจอกดังที่รัฐมนตรีบางท่านพูด

รัฐบาลต้องมีความเข้มแข็งและมีศักยภาพเพียงพอในการรุกตรวจและคัดกรองได้อย่างรวดเร็ว

มาตรการดูแลโควิดที่ผ่านมาได้ทำให้เกิดพิษเศรษฐกิจที่ได้ทำร้ายหลายล้านคนตั้งแต่เมื่อต้นปี รัฐบาลจึงต้องระวังอย่างยิ่ง และต้องตระหนักว่าพิษเศรษฐกิจที่เกิดจากการล็อกดาวน์ ถ้าหนักหนาและเข้มงวดเกินไป จะเป็นภัยร้ายแรงกว่าโควิด-19

นอกจากนี้ ควรต้องสื่อสารให้สังคมไทยเปลี่ยนมุมมองต่อแรงงานข้ามชาติ

ที่ไม่ควรละเลยคือ ‘ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์’ ของกลุ่มแรงงานข้ามชาติหลายล้านคนโดยเฉพาะในจังหวัดสมุทรสาคร ที่มีปัญหาเรื่องคุณภาพการดำรงชีวิตขั้นพื้นฐานมายาวนาน ต้องอยู่ในที่แออัดและเข้าไม่ถึงระบบสุขภาพ ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของการระบาดของไวรัสในครั้งนี้

“เรื่องสุดท้ายที่หลายคนเป็นกังวลกันคือมาตรการล็อกดาวน์ ว่าจะเกิดการล็อกดาวน์ขึ้นทั่วประเทศหรือไม่ ซึ่งผมคิดว่ารัฐบาลควรให้ความชัดเจนโดยเร็ว และทำในลักษณะจำกัดวงหรือเท่าที่จำเป็นเท่านั้น และควรมาพร้อมกับการเยียวยาที่ชัดเจน” นายพิธากล่าว

ขณะที่ฝั่งฟากวุฒิสภา นพ.เจตน์ ศิรธรานนท์ ส.ว. แม้จะยืนเคียงข้างรัฐบาล

แต่กรณีนี้ ได้อภิปรายวิพากษ์วิจารณ์กลไกของรัฐในการประชุมวุฒิสภาว่า มีความเชื่อเจ้าหน้าที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการนำชาวเมียนมาผ่านแดน ดังนั้น ภาครัฐต้องสอบสวนและเอาผิดอย่างจริงจัง

 

เสียงวิพากษ์วิจารณ์รอบด้าน ทำให้เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ออกแถลงการณ์นายกรัฐมนตรี เรื่อง “การระบาดอีกครั้งของโควิด – เราต้องเข้มแข็ง” ผ่านทางโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย

โดยยืนยันการระบาดใหม่ของโควิด-19 ที่เกิดขึ้นที่จังหวัดสมุทรสาคร ได้ถูกจัดการอย่างเร่งด่วนในทันที พร้อมกับใช้มาตรการที่เข้มข้น

แต่สถานการณ์โควิดทั่วโลกก็ดำดิ่งลงสู่ความหนักหนาสาหัส ที่รุนแรงและกะทันหันด้วย

เดือนธันวาคมนี้ ดูจะเป็นเดือนที่สถานการณ์โควิดทั่วโลกเลวร้ายที่สุด นับตั้งแต่เกิดการแพร่ระบาดมา

ซึ่งย่อมจะส่งผลกระทบที่ไม่ดีมาถึงประเทศไทยด้วยแน่นอน

ผลกระทบอย่างแรก – คือเศรษฐกิจทั่วโลกจะยิ่งฟื้นตัวช้ากว่าที่คาดการณ์ไว้

ส่งผลต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย ที่จะช้ากว่าที่คาดการณ์ตามไปด้วย

ผลกระทบอย่างที่สอง – คือเราจะยังคงต้องระมัดระวังมาตรการการผ่อนคลายให้คนต่างชาติเดินทางเข้าประเทศไทยต่อไปอีก

เพราะหากมีผู้ติดเชื้อโควิดเล็ดลอดเข้าประเทศมาได้ แม้เพียงไม่กี่คน จะสร้างปัญหาอย่างหนักให้กับเศรษฐกิจ และสุขภาพของคนนับแสนๆ

ผลกระทบอย่างที่สาม – คือเมื่อสถานการณ์ทั่วโลกยิ่งแย่ลง ก็ทำให้เรายิ่งต้องตั้งการ์ดให้สูงขึ้น เพิ่มและปรับมาตรการต่างๆ ให้มีความรัดกุมยิ่งขึ้น

อาจจำเป็นต้องประกาศมาตรการเพิ่มเติม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กิจกรรมเฉลิมฉลองปีใหม่ จะมีมาตรการอย่างไร หรือต้องงดจัด

เพราะเห็นแล้วว่าถ้าเราอ่อนหรือผ่อนคลายมาตรการมากเกินไป โควิดจะสร้างปัญหาทางเศรษฐกิจที่มากกว่านี้

 

ฟังตามคำแถลงของ พล.อ.ประยุทธ์แล้ว

ป้อมค่ายป้องกันโควิดที่ถูกตีแตกตามเหตุข้างต้นแล้ว

น่าจะทำให้ปีใหม่ปีนี้ คงไม่มีการเคาต์ดาวน์

แต่คงจะเป็นไปในรูปแบบ

ถูก “เค้า” LOCK ดาวน์ ด้วยไม่มีทางเลือกเสียมากกว่า!

บทความก่อนหน้านี้อาทิตย์ละมื้อ/ “คนข้างครัว”/ เต้าหู้นุ่มผัดกุ้งสด
บทความถัดไปมองบ้านมองเมือง / ปริญญา ตรีน้อยใส/มหาวิทยาลัยที่เปลี่ยนไป