ร้อยบุปผาบานเบ่ง ร้อยสำนักเปล่งภูมิ : ฐากูร บุนปาน

ฐากูร บุนปาน

น่าจะเป็นเพราะอาการ “เสพโซเชียล” มากไปในระยะหลัง

ความคิดความอ่านเลยฟุ้งกระจายไปทางโน้นทีทางนี้ที

อ่านโน่นอ่านนี่มากๆ เข้า แล้วก็เลยพาลนึกไปถึงสำนวนจีนที่ว่า “ร้อยบุปผาบานพร้อมพรัก ร้อยสำนักเปล่งภูมิ” ขึ้นมา

พอนึกแล้วก็ไปค้น พอไปอ่านแล้วก็สนุก

ช่วยให้หางอึ่งงอกเพิ่มขึ้นมาอีกนิด

อาศัยความเป็นศิษย์นอกห้องเรียนแบบครูพักลักจำ ขออนุญาตตัดตอนข้อความจากบัญชร “เงาตะวันออก” ของท่านอาจารย์วรศักดิ์ มหัทธโนบล ในมติชนสุดสัปดาห์นี้เองมาเล่าต่อ

ถ้าผู้อ่านสนุกไปด้วย แปลว่าต้นตอท่านเรียบเรียงค้นคว้ามาดี

ถ้าอ่านแล้วขัดใจ

แปลว่าคนสรุปมาไม่ได้เรื่อง

ท่านเขียนอธิบายไว้อย่างนี้ครับ

“ปราชญ์แห่งสำนักต่างๆ ของจีนเวลานั้นเกิดในช่วงปลายยุควสันตสารท แล้วต่อเนื่องไปจนถึงปลายยุครัฐศึก

(เรียกว่ายุคชุนชิว-จ้านกว๋อ หรือคนไทยรู้จักในชื่อเดิมว่าเลียดก๊ก-ผู้เขียน)

การปรากฏขึ้นของสำนักเหล่านี้ผ่านช่วงเวลานานนับร้อยปี ทำให้มีสำนักเกิดขึ้นจำนวนมาก

จนกล่าวกันว่ามีอยู่นับ “ร้อยสำนัก”

เป็นคำกล่าวเปรียบว่ามีอยู่จำนวนมากจนเกินจะนับ

สำนักปรัชญาที่เกิดขึ้นเป็นจำนวนมากจนเป็นที่มาของคำกล่าวเปรียบว่า “ร้อยสำนัก” นี้เอง

ทำให้เกิดคำเรียกขานปรากฏการณ์นี้ว่า “ไป่เจียเจิงหมิง” หรือ “ร้อยสำนักเปล่งภูมิ” ขึ้นมา

ส่วนสำนวนที่ว่า “ไป่ฮวาฉีฟ่าง ไป่เจียเจิงหมิง” หรือ “ร้อยบุปผาบานเบ่ง ร้อยสำนักเปล่งภูมิ” นั้น

เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในทศวรรษ 1950 หลังจากที่จีนตกอยู่ภายใต้ระบอบคอมมิวนิสต์ไปแล้ว

ผู้ที่ใช้สำนวนที่ว่าคือ เหมาเจ๋อตง (1893-1976)

ซึ่งเป็นการใช้ด้วยเหตุผลทางการเมือง”

แต่จาก “ร้อยสำนัก” ที่ว่า จะมีเพียงไม่กี่สำนักเท่านั้นที่มีชื่อเสียง

และมิได้หมายความว่ากลุ่มคนในระดับชนชั้นปกครองจะให้การยอมรับเสมอไป

ยังเป็นที่น่าสังเกตด้วยว่า สำนักที่ได้รับการยอมรับจากชนชั้นปกครองค่อนข้างสูงมักจะเป็นสำนักนิตินิยม

อันเป็นสำนักที่มีแนวคิดที่สามารถนำมาปฏิบัติและเห็นผลได้จริง

โดยไม่จำเป็นว่าการปฏิบัตินั้นจะอิงกับหลักจริยธรรมหรือคุณธรรมหรือไม่

ด้วยเหตุดังนั้น สำนักที่มีชื่อเสียงและเป็นที่ยอมรับของสังคม แต่มิได้รับการยอมรับจากผู้นำรัฐในขณะนั้น

จึงมักเป็นสำนักที่ให้คุณค่ากับจริยธรรมและคุณธรรม

ซึ่งมีความเป็นอุดมคติสูง

แล้วสำนักไหนโดดเด่นบ้าง ไล่เรียงดูก็ได้แก่

ขงจื่อกับสำนักหญู

แต่กว่าที่หลักคำสอนหรือหลักคิดของเขาจะเป็นที่ยอมรับอย่างแท้จริง ก็ล่วงไปจนถึงเมื่อราชวงศ์ฮั่นก้าวขึ้นมาปกครองแผ่นดินจีน หรือในอีกราว 300 ปีต่อมาแล้ว

แต่นับจากนั้นต่อมาอีกกว่า 2,000 ปี ก็คือห้วงเวลาที่สำนักหญูของขงจื่อมีอิทธิพลเหนือสังคมจีนตลอดมา

สำนักเต้ากับเหลาจื่อ

หลักคิดของสำนักเต้านั้นเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างชีวิตกับธรรมชาติที่เป็นไปอย่างแนบแน่น

ทำให้สำนักนี้ต้องอาศัยความรู้ในเรื่องอิน-หยางและอู่สิงหรือธาตุทั้งห้า (น้ำ ไฟ ไม้ โลหะ และดิน) มาอธิบายหลักคิดทางปรัชญาของตนด้วย

(ก่อนบางส่วนจะกลายเป็นสำนักเล่นแร่แปรธาตุในเวลาต่อมา-ผู้เขียน)

สำนักม่อกับม่อจื่อ

ม่อจื่อคัดค้านธรรมเนียมปฏิบัติ พิธีกรรม ประเพณี หรือขนบจารีต แบบที่ขงจื่อและสำนักหญูยึดถือ

ไม่เห็นด้วยแม้กระทั่งการไว้ทุกข์ให้แก่บิดามารดาที่นานถึง 3 ปี

บอกว่าทำให้ราษฎรต้องสูญเสียทั้งเงินทองและแรงกายไปโดยเปล่าประโยชน์

แต่เชื่อเรื่องผีสางเทวดา เช่นเดียวกับราษฎรทั่วไปหรือผู้มีฐานะต่ำต้อยในสังคม

และเน้นสารัตถะที่ “ความรัก” เป็นสำคัญ

โดยจุดหมายปลายทางอยู่ที่ภราดรภาพ

“แต่น่าเสียดายที่อีกไม่กี่ร้อยปีต่อมา เกิดการเผาตำราในสมัยราชวงศ์ฉินโดยจักรพรรดิฉินสื่อที่เกิดเมื่อ 213 ปีก่อน ค.ศ. หรือปีที่ 8 ของการครองราชย์นี้

ผู้เป็นต้นคิดคือมหาอำมาตย์หลี่ซือ ที่เสนอให้เผาตำราของปราชญ์ทุกสำนัก ด้วยเห็นว่าไม่มีประโยชน์ต่อการบริหารรัฐ

ให้เหลือไว้ก็แต่ตำราบางเล่ม เช่น แพทยศาสตร์ โหราศาสตร์ เกษตรศาสตร์ เป็นต้น”

ผ่านไปหลายพันปีแล้ว ความเป็นไปของสังคมและมนุษย์ยังเวียนๆ วนๆ อยู่ใกล้ที่เดิม

ควรจะประหลาดใจ สังเวชใจ

หรือดีใจ?

บทความก่อนหน้านี้หนังสือพิมพ์คือวรรณกรรมเร่งรีบ
บทความถัดไปการถ่ายทอดวิทยาการคือทางรอดของมนุษย์