“บิ๊กปั๊ด” จัดแถวองค์กรสีกากี ปรับลุคตำรวจฟื้นศรัทธา ปชช. เลิก “บ่อน-ตู้ม้า-ซื้อขายตำแหน่ง”

“แม่น้ำบางปะกง เป็นเช่นปั๊ด ที่ให้ทุกสิ่งทุกอย่างแก่ชาวแปดริ้ว สองฟากฝั่งแม่น้ำ เยือกเย็น กว้างใหญ่ แย้มยิ้ม น้ำใจอันเย็นฉ่ำ ชีวิตตำรวจของปั๊ดก็เช่นกัน ขอเสมือนน้ำ ที่มีแต่การให้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด”

เป็นตัวตนของ พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข หรือ “บิ๊กปั๊ด” ผบ.ตร.คนที่ 12 ถูกถ่ายทอดจากเพื่อนร่วมรุ่น เขียนไว้ในหนังสือรุ่นนายร้อยตำรวจ 36

ผ่านไปกว่า 37 ปี พล.ต.อ.สุวัฒน์ก้าวมานั่งเก้าอี้แม่ทัพสีกากีส่งสารคำสั่งแรกไปยังผู้ใต้บังคับบัญชาในวันรับมอบตำแหน่ง

“ขอให้อยู่ปฏิบัติหน้าที่ในงานที่ได้รับมอบหมาย ทั้งการป้องกันปราบปรามอาชญากรรม การให้บริการ การช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนอย่างเต็มประสิทธิภาพ ถือว่าเป็นการแสดงความยินดีอย่างยิ่งแล้ว”

สะท้อนทัศนคติผู้นำหน่วย อยากให้ตำรวจทุกนายอยู่ปฏิบัติหน้าที่บำบัดทุกข์บำรุงสุขประชาชน มากกว่าการเดินทางมาแสดงแห่แหนยินดี

2ตุลาคม 2563 “บิ๊กปั๊ด” มอบนโยบายแก่ผู้บังคับบัญชาระดับรอง ผบ.ตร.-ผบก. กว่า 496 นาย ให้ทุกคนร่วมกันวางแผน วาดภาพสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ในอีก 5 ปีข้างหน้า อยากเห็นองค์กรนี้มีหน้าตาเป็นอย่างไร ในแต่ละปีจะทำอะไรก่อน-หลัง เพื่อให้เห็นความคืบหน้าในการขับเคลื่อนไปยังจุดที่อยากให้เป็น ให้เน้นความสำคัญที่คน การพัฒนาคนให้เหมาะกับงาน แม้ตัวเองจะอยู่ในตำแหน่งนี้เพียง 2 ปี แต่สิ่งที่จะทำต้องได้รับความร่วมมือจากทุกคน

ถ่ายทอดนโยบาย 20 ข้อ หวังปรับลุควงการสีกากี ฟื้นศรัทธาจากประชาชน

ตั้งแต่เรื่อง “ตู้ม้า บ่อนการพนันขนาดใหญ่ การพนันออนไลน์” 3 อย่างนี้ต้องหายไป

อย่าให้เป็นแค่ลมปากพูดผ่านมาแล้วก็ผ่านไป

นับแต่วันนี้ มีกติกาอยู่ ใครจะทำอะไรต้องรับผิดชอบในสิ่งที่ตนเองทำ

“ห้ามซื้อขายตำแหน่ง” เป็นสิ่งที่ไม่ควรมี หากมีก็ต้องถูกจัดการ เพราะเป็นการสมยอมกันระหว่างผู้ให้กับผู้รับ เรื่องการแต่งตั้ง ไม่สามารถทำได้ตามต้องการ 100 เปอร์เซ็นต์ ด้วยปัจจัยหลายๆ อย่าง แต่ถ้าช่วยกันคัดเลือกคนดี คนเก่ง เพื่อให้ได้ดีทุกสายงาน และลงโทษคนที่ทำไม่ดีให้เห็นผลประจักษ์

นโยบายเรื่องความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของคนกรุงเทพมหานคร ที่เดินตามถนน หรือซอยเปลี่ยว ด้วยการติดตั้งกล้องวงจรปิด 5,000 ตัวทั่วกรุงเทพมหานคร วางเป้าหมายให้เสร็จภายใน 4 เดือน

รวมไปถึงยกเลิกการตั้งด่าน ซึ่ง พล.ต.อ.สุวัฒน์ย้ำว่า ในเมื่อยังมีการร้องเรียน ยังมีการถูกกล่าวหา ผิดไม่ผิดเป็นเรื่องหนึ่ง แต่ถ้ายังมีอยู่แสดงว่าเป็นจุดอ่อน ต้องไปจัดการให้เรียบร้อย เป็นการยกเลิกไปก่อน ไม่ใช่ตลอดไป

ทั้งนี้ สำหรับด่านที่ได้รับอนุญาต ตามมติ ครม.ยังคงตั้งได้ตามปกติ เฉพาะ “จุดตรวจ-จุดสกัด” ที่ ผบ.ตร.สั่งหยุดไว้ชั่วคราวเพื่อทบทวนการทำงานให้เกิดประสิทธิภาพมากขึ้น และต้องไม่กระทบกับสิทธิประชาชน โปร่งใส สามารถตรวจสอบได้

พล.ต.อ.สุวัฒน์ยังให้นโยบายเรื่องการปรับทัศนคติการทำงานของตำรวจยุคนี้ว่า “ตำรวจต้องมียี่ห้อ” ใครพูดถึงต้องจำได้ว่าเก่งงานด้านไหน ไม่อยากได้ยินว่าคนนี้มือหนัก คนนี้เคลียร์ทุกเรื่อง ไม่เอาแบบนั้น ตำรวจต้องมีพี่เลี้ยง มีตัวแบบที่ดี ต้องเรียนรู้บทเรียนจากความผิดพลาดในชีวิต

ดังนั้น ตัวแบบที่ดีจึงเป็นเรื่องสำคัญในการสร้างโอกาสการทำงาน

พร้อมยกคำสอนของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี “ไม่มีใครอยากเกิดเป็นคนไม่ดี แต่ที่เขาไม่ดี เพราะไม่มีโอกาสและทางเลือก”

การฝึกตำรวจ อย่างแรกให้ปรับทัศนคติก่อน เพราะตำรวจขาดเรื่องทักษะการสื่อสารกับประชาชน ถูกออกแบบมาให้บังคับใช้กฎหมาย จึงอยากให้ตำรวจจบใหม่มีค่านิยมแบบเดิม มุ่งมั่นเป็นมือหนึ่งในสายงานเพื่อการเจริญเติบโตก้าวหน้า สร้างภาวะผู้นำให้ตำรวจชั้นผู้น้อย เริ่มตั้งแต่การบรรจุ และตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ก็ต้องสร้างค่านิยมใหม่ๆ ให้ประชาชนเกิดความศรัทธา

ได้ฝากทุกท่านต้องปรับความคิดใหม่เรื่องทีมเวิร์กเป็นเรื่องสำคัญ การทำงานต้องไปกันเป็นทีม

“ไม่สำคัญว่าท่านจะนำคนได้จำนวนเท่าไหร่ แต่สำคัญว่ามีผู้นำเท่าไหร่ที่ท่านได้สร้างขึ้นมา” บิ๊กปั๊ดยกคำคิด

“ตำแหน่ง” ไม่ใช่รางวัลชนิดเดียวที่จะให้กับลูกน้อง แต่การให้โอกาสก็เป็นรางวัลอีกแบบหนึ่ง เพราะฉะนั้น ผู้บังคับบัญชาต้องสร้างโอกาสให้กับทุกคน ง่ายๆ คือ งานบนโรงพัก ตำรวจชั้นประทวน สารวัตร รองสารวัตร ก่อนจะทำให้ดีได้ ต้องทำทุกอย่างให้เขารู้สึกมีความภูมิใจในตำแหน่งหน้าที่ ลูกน้องชั้นประทวนบางครั้งเขาไปจับผู้ร้าย ไม่เคยถามถึงเบี้ยเลี้ยง เขาทำงานเป็นอัตโนมัติ เราต้องดูแลซึ่งกันและกันให้ดี ถ้าเราไม่ดูแลกันเอง ก็ไม่มีใครมาดูแลเรา

ตอนนี้เราปล่อยให้ตำรวจสายตรวจไปเผชิญปัญหา ไปเจอเหตุทำอะไรผิดพลาด เราลงโทษ แต่เราไม่เคยสอนให้เขารู้ว่าเจอเหตุแบบนี้จะจัดการอย่างไร ปัญหาการตั้งด่าน ลูกน้องเจอคนมาซักถามข้อกฎหมายแล้วตอบไม่ได้ เรื่องแบบนี้เราปล่อยไม่ได้ ต้องแก้ปัญหาให้เขา

พร้อมย้ำเรื่องการปรับเปลี่ยนองค์กร สิ่งสำคัญคือตัวบุคคล ไม่ใช่โครงสร้างองค์กรเสมอไป ถ้าคนดีมีคุณสมบัติตรงกับระบบ ไม่ว่าเรื่องความคิด ความสามารถ ถ้าใช้คนให้ถูกกับงานก็ไปต่อได้ เราไม่สามารถทุบบ้านเก่า สร้างบ้านใหม่ เราไม่มีงบประมาณมากมายขนาดนั้น แล้วถ้าทุบบ้าน คนในบ้านจะไปอยู่ไหน

ขอให้ทุกคนช่วยกัน โครงสร้างองค์กรเราอาจเปลี่ยนแปลงไม่ได้มาก แต่ระบบการบริการจำเป็นต้องปรับให้เหมาะสม

นับจากนี้เป็นบทพิสูจน์ฝีมือ “พิทักษ์ 1” จะนำพาองค์กรตำรวจไปในทิศทางที่ดีตามที่มุ่งหวังไว้ได้หรือไม่

บทความก่อนหน้านี้หมอเอกก้าวไกล จี้ตำรวจแจง สารเคมีที่ผสมน้ำในการสลายการชุมนุมมีอะไรเป็นส่วนประกอบ
บทความถัดไปรัฐบาลนี้หมดเวลาแล้ว ? เปิดใจหมอพรทิพย์ อะไรคือทางออกประเทศ และสิ่งอยากฝากนิสิต นักศึกษา