อนุสรณ์ ติปยานนท์ : หลบหนี

อนุสรณ์ ติปยานนท์[email protected]

ปากะศิลป์ฉบับอ่านใหม่ (47)
ป่าน้ำผึ้ง (12)

รักจำพราก

“เฝ้ารัญจวน

ครวญคิด หมองจิตระกำ

มีแต่รอยรักฝังใจจำ

รอยแห่งเวรกรรมชอกช้ำฤทัย

ครวญคร่ำใจชอกช้ำร่ำไห้

เหลือปองเหลือครองรักได้

สุดสิ้นอาลัยรักไปไม่คืน”

เนื้อร้องโดย แก้ว อัจฉริยะกุล

 

“ในชั้นแรก ผมไม่แน่ใจว่าอะไรและเพราะเหตุใดที่ทำให้แสงฉานไม่ยินยอมให้ผมจากเธอไปแม้จะเป็นเพียงช่วงเวลาสั้นๆ ก็ตามที เธอทำการตอบโต้ผมด้วการนิ่งเงียบ ไม่ยอมพูดจากับผมวันแล้ววันเล่า ถึงขั้นนั้น ผมก็ตระหนักได้ว่านี่หาใช่เรื่องเล็กน้อยเสียแล้ว ในด้านอื่นแสงฉานยังคงประพฤติตนตามปกติวิสัย หากแต่เธอหาได้ยินยอมให้ผมถูกเนื้อต้องตัวเธอไม่ หลังจัดข้าวปลาอาหารให้ผมเรียบร้อยในทุกมื้อ เธอก็ลุกหนีออกจากวง ไม่ยอมรับประทานอาหารร่วมกับผม หลังดับไฟเข้านอนในเรือน เธอก็หลีกหนีไปนอนเสียอีกมุม ไม่ยอมนอนร่วมมุ้งกับผม ผมได้กลายเป็นคนแปลกหน้าสำหรับเธอและเรือนหลังนั้นไปเสียแล้ว”

แสงแดดยามเช้าส่องสว่างจนเงาของคู่สนทนาทั้งสองทอดเป็นทางยาวไปในราวป่า วันและเวลาเดินไปข้างหน้าไม่รอใคร เวลาที่หยุดนิ่งดูจะมีอยู่แต่ในเรื่องเล่าของหลวงบุเรศรฯ เท่านั้น

“ในที่สุดผมก็ยอมจำนน ผมเอ่ยกับแสงฉานก่อนที่เธอจะลุกหนีจากวงข้าวในเช้าวันหนึ่งว่าผมได้ตัดสินใจแล้วว่าจะไม่พรากจากเธอไป เพียงคำพูดสั้นๆ เท่านั้นเอง ท่าทีของแสงฉานก็กลับมาเป็นมิตรกับผม เธอยิ้มแย้มโอภาปราศรัยกับผม จนถึงชั้นให้ผมกับเธอได้ร่วมอภิรมย์ในฐานะสามีภรรยาในคืนนั้นด้วย ทุกอย่างกลับคืนสู่สภาพเดิม สิ่งเดียวที่เพิ่มขึ้นคือมื้ออาหารเย็นในทุกวัน แสงฉานจะเข้าครัวปรุงบางสิ่งที่มีน้ำผึ้งเป็นองค์ประกอบให้ผมได้ทาน”

“อาหารที่มีน้ำผึ้งเป็นส่วนประกอบ?” ชายหนุ่มอุทานด้วยความประหลาดใจ

“คุณเองก็คงไม่เคยทราบในเรื่องนี้เช่นกัน ใช่ไหม?” หลวงบุเรศรฯ หัวเราะเบาๆ “เราชินกับการที่มองว่าน้ำผึ้งเป็นของหวานหรือสิ่งปรุงรสหวานชนิดหนึ่ง การมองว่าน้ำผึ้งเป็นอาหารนั้นไม่ใช่เรื่องที่เราคุ้นเคย แต่แสงฉานทำให้ผมได้พบกับโลกใหม่อีกโลกหนึ่งเลยทีเดียว”

“ถ้าจะให้ผมยกตัวอย่างอาหารที่เธอปรุงนั้นมีมากมายเหลือคณานับ ไม่ว่าจะเป็นขาหมูอบน้ำผึ้ง หัวปลีนึ่งในน้ำผึ้ง ไปจนถึงแอบผึ้งที่มีตัวผึ้งอ่อนอยู่ในนั้น”

 

“ผมอิ่มเอมอยู่กับอาหารที่ไม่เคยลิ้มรสเช่นนั้นเป็นเวลาหลายเดือนก่อนที่ความรู้สึกเก่าจะปะทุขึ้น ณ ยามนั้น ผมไม่แน่ใจว่าผมได้พำนักอยู่กับแสงฉานเป็นเวลากี่เดือนหรือกี่ปี แต่ความรู้สึกห่วงครอบครัวของผมแรงกล้าขึ้นเรื่อยๆ หากผมกลายเป็นคนหนีราชการไปจริง คนที่เดือดร้อนคือพ่อและแม่ผู้ชราของผม เงินหลวงที่ผมอาสารับไปใช้เล่าเรียนเล่า เมื่อใช้คืนเขาไม่ครบ เขาจะไล่เบี้ยกับใครล่ะถ้าไม่ใช่ท่านทั้งสอง ยิ่งคิดถึงเรื่องนี้มากเพียงใด ความกลัดกลุ้มใจของผมก็ทวีคูณขึ้นมากเพียงนั้น ผมนอนน้ำตาไหลอยู่แทบทุกคืน และนอนหลับได้เพียงช่วงสั้นเท่านั้น ซึ่งมันก็ทั้งให้คุณและโทษแก่ผม”

“คุณและโทษเลยหรือครับคุณพี่?”

“ใช่ ทั้งคุณและโทษ ในแง่ของโทษก็อย่างที่คุณทราบ มันทำให้ผมอ่อนเพลียจนในเวลากลางวันผมต้องแอบงีบอยู่บ่อยครั้ง ยิ่งในช่วงที่ต้องปีนต้นไม้ไปเก็บรังผึ้งด้วยแล้ว ผมต้องพักนอนเป็นระยะ นั่นคือโทษ แต่คุณของมันน่ะหรือ มันคือการที่ผมตื่นขึ้นกลางดึกบ่อยครั้งจนได้พบกับความจริงบางอย่าง เป็นความจริงที่ผมเจ็บปวดใจจนกระทั่งทุกวันนี้”

หลวงบุเรศรฯ นั่งนิ่งไปชั่วครู่ จนชายหนุ่มตัดสินใจลุกออกจากโต๊ะไปต้มน้ำและปรุงน้ำชามาให้ทั้งคู่หนึ่งกา หลวงบุเรศรฯ รินน้ำชาใส่ถ้วยของเขา ควันจากถ้วยน้ำชาปนเปกับหมอกยามเช้าเป็นไอสีขาว

“คืนนั้นผมลุกขึ้นเมื่อใกล้รุ่งสาง” หลวงบุเรศรฯ กล่าว “มีเสียงผู้คนอึกทึกอยู่ด้านนอก ผมเหลียวมองหาแสงฉานไปรอบๆ เรือน แต่ไม่พบ ผมแง้มบานหน้าต่างมองออกไปนอกเรือน และแล้วผมก็ได้เห็นผู้คนขบวนหนึ่งกำลังตั้งแถวเจรจากับแสงฉานอยู่ เป็นพวกพ่อค้านั่นเอง พวกเขานำหมู เนื้อ ผัก และสิ่งต่างๆ ใส่ตะกร้าขนาดใหญ่มา ส่วนแสงฉานก็นำโอ่งน้ำผึ้งขนาดเล็กมาวางเตรียมไว้ พวกเขาต่อรองราคากันอยู่ชั่วครู่ ก่อนที่การต่อรองนั้นจะเสร็จสิ้นลง แสงฉานนำพวกเขาไปแบกโอ่งดังกล่าวอีกหนึ่งโอ่งก่อนจะกลับขึ้นเรือน”

“ผมกระโจนกลับไปยังที่นอน พยายามทำตัวหลับสนิทเหมือนไม่รู้อะไรเลย แสงฉานเองก็คงไม่รู้ว่าผมได้แอบเห็นพฤติการณ์นั้นของเธอเสียแล้ว เธอเปิดมุ้งเข้ามาเอนตัวลงนอนก่อนจะหลับสนิทลงก่อนผมเสียอีก ส่วนผมสิ แม้ดวงตาจะหลับแต่ใจมันสว่างโพลงอยู่จนรุ่งสาง”

 

“นับจากวันนั้น ผมต้องยอมรับเลยว่าในหัวของผมไม่ได้มีเรื่องอื่นอีกเลยนอกจากเรื่องของการหลบหนี หากการบอกความจริงกับแสงฉานทำให้เธอเสียใจ การใช้วิธีหลบหนีไปดื้อๆ และกลับมาขอขมาเธอน่าจะเป็นทางออกที่ดีกว่า ผมคิดถึงกลุ่มพ่อค้าเหล่านั้น พวกเขามาที่นี่ ที่เรือนของเราอาทิตย์ละครั้ง ดังนั้น ถ้าผมวางแผนดีๆ เฝ้ารอจังหวะ การติดตามพวกเขาออกจากป่าน่าจะไม่ใช่เรื่องยากเย็นนัก และถ้าพวกเขาเดินทางออกจากป่า ผมก็จะแสดงตัวว่าผมเป็นสามีของแสงฉานที่ต้องการจะออกจากป่าน้ำผึ้งแห่งนี้ไปเยี่ยมบ้าน ซึ่งผมเชื่อว่าพวกเขาก็คงไม่ใจไม้ไส้ระกำกับผมหรอก”

“ผมสังเกตเห็นในคืนนั้นว่าเกวียนของพวกพ่อค้านั้นมีทั้งที่เป็นเกวียนที่บรรทุกสินค้าและเกวียนที่บรรทุกผู้คน ในกองเกวียนสินค้าเหล่านั้นมีทั้งเกลือ ครั่ง ไม้ฟืนและสินค้าอีกจำนวนมากที่พวกเขาคงไปตระเวนแลกเอามา ในกองสินค้าเหล่านั้นหากผมจะแฝงกายไปก็พอกระทำได้ แต่ทว่าจะทำอย่างไรที่จะทำให้แสงฉานไม่ติดตามผม นั่นคือปัญหาใหญ่ หากผมผลุนผลันออกจากเรือนไป เธอย่อมทัดทานผมเป็นแน่ หรือหากผมลอบหนีลงจากเรือน เธอก็ย่อมรับรู้ได้และออกติดตามผม ปัญหาข้อนี้รบกวนจิตใจผมมาก จนผมอดท้อใจเสียไม่ได้”

“อย่างไรก็ตาม ในที่สุดผมก็พบกับทางออก” หลวงบุเรศรฯ เอ่ยก่อนจะจุดบุหรี่ที่วางไว้กลางโต๊ะขึ้นสูบ

 

“ช่วงเวลากลางวันนับจากวันนั้น ผมแอบผูกโครงกิ่งไม้ให้มีลักษณะคล้ายมนุษย์และมีขนาดประมาณผมไว้หนึ่งต้น ในทุกวันที่ผมออกไปเดินเล่นอันเป็นกิจวัตรที่ผมทำแก้เหงาอยู่เสมอทั้งในยามสายและยามบ่าย ในขณะที่แสงฉานง่วนอยู่กับการทอผ้าของเธอ ผมค่อยๆ บรรจงสร้างมนุษย์ไม้ตนนั้นจนสำเร็จก่อนจะเคลื่อนย้ายมันมาแอบไว้ในพงป่าข้างเรือน และเฝ้ารอวันเวลาที่จะได้ออกจากป่านี้อย่างใจจดใจจ่อ”

“และแล้วคืนสำคัญคืนนั้นก็มาถึง ผมเข้านอนเสียแต่หัวค่ำนับตั้งแต่ตะวันเพิ่งจะตกดินและกล่าวกับแสงฉานว่ารู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัวไม่สบาย แสงฉานจัดยาให้ผมชุดหนึ่ง แต่พอเธอคล้อยหลังผมก็เทยานั้นทิ้งเสีย ผมกางมุ้งและนอนคลุมโปงจนมิด อีกทั้งยังออกท่าออกทางว่าไข้มันเล่นงานผมเสียหนักจนตัวสั่นสะท้านเป็นจังหวะ แสงฉานเห็นอาการผมดังนั้นก็ปล่อยให้ผมได้พักผ่อนตามลำพัง เธอจัดแจงกางมุ้งอีกที่และแยกไปนอนตามลำพัง”

“ทุกอย่างเป็นไปตามแผน ก่อนถึงรุ่งสาง ผมตื่นขึ้นและตระเตรียมแผนการ เมื่อแสงฉานลงจากเรือน ผมก็โจนไปที่หน้าต่าง ทิ้งตัวและวิ่งเข้าป่าไปคว้าเอามนุษย์ไม้ที่เตรียมไว้ ก่อนจะกลับขึ้นเรือนและผมจัดแจงวางมนุษย์ไม้ให้เป็นที่เป็นทางและเอาผ้าคลุมเสียดิบดี ก่อนจะโจนลงอีกครั้งและค่อยๆ คลานเข้าไปหลบอยู่ในกองสัมภาระของพ่อค้าวัวต่างกลุ่มนั้น”

“แสงฉานใช้เวลาเจรจาเท่ากับครั้งที่แล้วมาก่อนที่การตกลงการค้าของเธอจะเสร็จสิ้นลง ครานี้ดูเหมือนพ่อค้าจะกว้านซื้อเอาน้ำผึ้งไปมากกว่าที่เคย พวกเขาเอาน้ำผึ้งบรรจุลงในกองสัมภาระที่ผมซ่อนตัวอยู่และเริ่มต้นออกเดินทาง การเดินทางกินเวลาน่าจะเป็นเวลาเกือบชั่วโมงก่อนที่ฟ้าจะสาง และผมคาดว่าแสงฉานคงรู้ตัวแล้ว แต่การที่เธอจะออกติดตามนั้นไม่น่าจะทันการณ์”

“ทว่าเสียงตะโกนของหัวหน้าพ่อค้าบอกว่าเรากำลังจะเจออุปสรรคก่อนจะออกจากป่าทำให้ใจของผมเต้นระรัว ไม่ใช่แสงฉานหรอกที่ติดตามมา หากแต่เป็นฝูงผึ้งจำนวนมหาศาลที่พากันบินเข้าล้อมขบวนของเราอย่างมืดฟ้ามัวดิน”

บทความก่อนหน้านี้“การุณ” ชวน ส.ว.ร่วมสังเกตการณ์ม็อบธรรมศาสตร์ แนะทุกฝ่ายร่วมปกป้องเยาวชน
บทความถัดไปวรศักดิ์ มหัทธโนบล : ฮ่องกงและหลักการ ‘หนึ่งประเทศ สองระบบ’