‘อายาโซเฟีย’ สัญญาณความขัดแย้ง โลกมุสลิมกับตะวันตกรอบใหม่

ด้วยพระนามของอัลลอฮฺผู้ทรงเมตตาปรานีเสมอ มวลการสรรเสริญมอบแด่อัลลอฮฺผู้ทรงอภิบาลแห่งสากลโลก ขอความสันติสุขแด่ศาสนทูตมุฮัมมัด ผู้เจริญรอยตามท่านและสุขสวัสดีผู้อ่านทุกท่าน

เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคมที่ผ่านมา รัฐบาลตุรกีภายใต้การนำของนายเรเจพ เทยิพ แอร์โดอาน หรือที่สื่อไทยเรียกว่าแอร์โดอาน ประธานาธิบดีประเทศตุรกีประกาศให้เปลี่ยนพิพิธภัณฑ์อายาโซเฟียกลับมาเป็นมัสยิด เพื่อให้ชาวมุสลิมเข้าละหมาดและศาสนพิธีตามหลักการอิสลามได้เป็นครั้งแรกในรอบ 86 ปี

โดยเริ่มจัดละหมาดวันศุกร์ที่ 24 กรกฎาคม 2563 มีผู้เข้าร่วมนับแสนคนล้นสนามรอบนอกมัสยิดผ่านการถ่ายทอดสดอย่างยิ่งใหญ่มโหฬาร

คำประกาศดังกล่าว แน่นอนที่สุดมีผู้คนชาวโลกทั้งเห็นด้วยและเห็นแย้ง

ซึ่งเมื่อจับกระแสโลกแล้วอาจนำไปสู่สัญญาณความขัดแย้งโลกมุสลิมกับตะวันตกรอบใหม่

 

อายาโซเฟีย ศาสนสถานทั้งคริสต์และอิสลาม

ตามประวัติศาสตร์อายาโซเฟีย เดิมเป็นโบสถ์ในเมืองอิสตันบูลที่ถูกสร้างขึ้นในยุคจักรวรรดิไบแซนไทน์เมื่อเกือบ 1,500 ปีก่อน และเป็นโบสถ์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก

ต่อมาในปี 1453 เมื่อเมืองอิสตันบูลกลายเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรออตโตมัน (อุสมานียะห์) โบสถ์แห่งนี้ถูกเปลี่ยนไปใช้เป็นมัสยิดตามอำนาจการการปกครองของมุสลิม

จนกระทั่งเกิดการปฏิวัติครั้งใหญ่ในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 นำโดยนายเคมาล อาตาเติร์ก (กามาล อาตาเติร์ก) ผู้ประกาศให้ประเทศตุรกีเป็นฆราวาสนิยม

มัสยิดแห่งนี้ถูกเปลี่ยนเป็นพิพิธภัณฑ์ในปี 1934 และเป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวของเมืองอิสตันบูล มีนักท่องเที่ยวมาเข้าชมราวปีละ 3.4 ล้านคน/ปี ตามรายงานข่าว BBC

“อายาโซเฟีย”กับความขัดแย้งตุรกีกับ EU

หลังรัฐบาลตุรกีเปลี่ยนอายาโซเฟียจากพิพิธภัณฑ์เป็นมัสยิด ทำให้สหภาพยุโรป EU ไม่พอใจตุรกี

ซึ่งล่าสุด “ตุรกีปัด EU ตำหนิเปลี่ยนอายาโซเฟียเป็นมัสยิดจนอาจนำไปสู่ความขัดเเย้งบานปลาย” โดยวันจันทร์ที่ (13 กรกฎาคม 2563) รัฐมนตรีต่างประเทศของสหภาพยุโรปออกมาประณามตุรกีในความเคลื่อนไหวในครั้งนี้

ทำให้นายเมฟลุต คาวูโซกลู รัฐมนตรีต่างประเทศตุรกี กล่าวระหว่างการหารือกับรัฐมนตรีต่างประเทศมอลตาว่า

“ตุรกีไม่ยอมรับคำประณามของสหภาพยุโรปหลังจากเปลี่ยนอายาโซเฟียกลับไปเป็นมัสยิด อย่างที่กล่าวไปก่อนหน้านี้ ที่โยเซฟ โบเรล หัวหน้านโยบายต่างประเทศของสหภาพยุโรปพูดว่า “จะดีกว่าถ้าไม่เปิด” ซึ่งเราจะให้ความเคารพหากเขาพูดว่า “มันจะดีกว่าถ้ายังเป็นพิพิธภัณฑ์” ซึ่งเราก็เคารพเช่นกัน แต่เราปฏิเสธคำว่า “ประณาม”

ขณะเดียวกันเขาชี้ย้อนอดีตไปในยุคอารยธรรมมัวร์ ราว 800 ปีในประเทศสมาชิกอียูอย่างสเปน หรือสมัยอาณาจักรอันดาลุส ที่ตอนนั้นปกครองโดยมุสลิม ซึ่งถือเป็นยุคทองของสเปนในด้านความรู้ทางวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ศิลปะ และสถาปัตยกรรม

“มีบางมัสยิดถูกเปลี่ยนเป็นโบสถ์ ดังนั้น เราขอพูดไปยังสเปน ช่วยเปลี่ยนโบสถ์เหล่านั้นกลับมาเป็นมัสยิดได้หรือไม่”

อย่างไรก็แล้วแต่ ในตุรกีเองก็มีกลุ่มการเมืองและมวลชนที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลตุรกีรวมทั้งโลกมุสลิมเช่นประเทศพี่ใหญ่โลกอาหรับอย่างอียิปต์ซึ่งเดิมมีความขัดแย้งกับรัฐบาลตุรกี ก็กล่าวหา “ผู้นำตุรกีนำประเด็นนี้ (อายาโซเฟีย) เพื่อเหตุผลการเมืองมากกว่าหลักการอิสลาม”

สะท้อนถึงความขัดแย้งในโลกมุสลิมด้วยเช่นกัน

อาจารย์ Mazlan Muhammad นักวิเคราะห์โลกมุสลิมจากชายแดนภาคใต้ให้ทัศนะผ่านเฟซบุ๊กว่า “หลังติดตามเรื่องอายาโซเฟีย

ขอสรุปอย่างไม่เป็นทางการว่า

มี 2 ชุดความคิดที่เห็นต่างกันอย่างไม่มีทางบรรจบเป็นหนึ่งเดียว

ชุดแรกมองว่า

– สุลฏอนอุษมานียะฮ์ (ผู้นำอาณาจักรออตโตมานในอดีต) คือจอมปล้น จอมฉวยโอกาส

– อายาโซเฟียคือโบสถ์ที่ถูกสุลฏอนมูฮัมมัด อัลฟาติห์ ยึดครองโดยมิชอบ

– การเปลี่ยนอายาโซเฟียเป็นมัสยิดเป็นการกระทำที่ขัดแย้งกับคำสอนศาสนา ฝ่าฝืนมติประชาคมโลก ไร้จรรยาบรรณ ขัดกับหลักมนุษยธรรม

– แอร์โดอานคือนักแสดงละครซีรี่ส์ที่มอมเมาประชาชาติอิสลาม โดยใช้ศาสนามาเป็นเครื่องมือในการแสวงหาอำนาจ คือหุ่นเชิดยิวและสหรัฐ ฆาตกร เผด็จการ บ้าอำนาจ มีอะกีดะฮ์บิดเบือน และเบี่ยงเบนทางเพศ

– รัฐประหารล้มเหลวเมื่อปี 2016 คือ 1 ในละครซีรี่ส์ของแอร์โดอานที่ต้องการวางอำนาจและขจัดศัตรูทางการเมืองของตนเอง

ชุดที่สองมองว่า

– สุลฏอนอุษมานียะฮ์คือผู้นำโลกอิสลามที่เคยปกครองโลกมายาวนานเกือบ 600 ปี พร้อมสร้างมรดกทางอารยธรรมอิสลามมากมาย

– อายาโซเฟียคือโบสถ์ที่สำคัญทางคริสต์ออร์โธดอกซ์ ที่ตกเป็นกรรมสิทธิ์อันชอบธรรมของอาณาจักรอุษมานียะฮ์หลังจากกองทัพอิสลามสามารถพิชิตเมืองนี้ด้วยสงคราม โดยสุลฏอนมูฮัมมัด อัลฟาติห์ ได้ซื้อโบสถ์นี้ด้วยเงินส่วนพระองค์แล้วทรงวากัฟ (บริจาค) เป็นมัสยิด

– การเปลี่ยนโบสถ์อายาโซเฟียเป็นมัสยิดคือสิทธิ์อันชอบธรรมทางศาสนาและธรรมเนียมปฏิบัติของโลก

– แอร์โดอานคือผู้นำอันชอบธรรมของตุรกีที่ผ่านการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย เขาคือ 1 ในผู้นำประเทศโลกอิสลามที่โดดเด่นที่ประชาชนไว้วางใจ มีผลงานการพัฒนาประเทศมากมายที่กลายเป็นความภาคภูมิใจของชาวตุรกีและประชาชาติอิสลามโดยรวม

– รัฐประหารล้มเหลวเมื่อปี 2016 คือ 1 ในแผนร้ายของผู้ไม่หวังดีที่ต้องการสกัดกั้นการเติบโตของชาติตุรกี ที่ชาวตุรกีได้ต่อสู้ดับไฟฟิตนะฮ์ (บ่อนทำลาย) นี้อย่างราบคาบด้วยชีวิตและวิญญาณ และถือเป็นชัยชนะของชาวตุรกีที่ต้องบันทึกด้วยหมึกสีทอง

ดังนั้น ปรากฏการณ์อายาโซเฟียในครั้งนี้เป็นความขัดแย้งโลกมุสลิมกับตะวันตกรอบใหม่ แต่มาจากอดีตที่มีประวัติศาสตร์มาอย่างยาวนาน

อนึ่ง ประเทศยุโรปที่เคยอยู่ภายใต้การปกครองของออตโตมาน

1. บัลแกเรีย 545 ปี

2. เซอร์เบีย 400 ปี

3. กรีซ 400 ปี

4. มอนเตเนโกร 539 ปี

5. บอสเนีย 539 ปี

6. โครเอเชีย 539 ปี

7. มาซิโดเนีย 490 ปี

8. สโลวีเนีย 250 ปี

9. โรมาเนีย 490 ปี

10. สโลวะเกีย 20 ปี

11. ฮังการี 160 ปี

12. มอลโดวา 490 ปี

13. ยูเครน 308 ปี

14. อาเซอร์ไบจาน 25 ปี

15. จอร์เจีย 400 ปี

16. อาร์เมเนีย 20 ปี

17. ไซปรัสเหนือ 293 ปี

18. ไซปรัสใต้ 293 ปี

19. รัสเซียตอนใต้ 291 ปี

20. โบโลญญา 25 ปีในอาณัติ

21. อิตาลีแถบชายฝั่ง 20 ปี

22. แอลเบเนีย 435 ปี

23. เบลารุส 25 ปีในอาณัติ

24. ลิทัวเนีย 25 ปีในอาณัติ

25. ลัตเวีย 25 ปีในอาณัติ

26. โคโซโว 539 ปี

27. วอยวอดีนา 166 ปี

เครดิตข้อมูล

الدول الأوربية التى كانت خاضعة وتابعة للدولة العثمانية :1 _ بلغاريا 545 عاماً 2 _ صربيا 400 عاماً 3 _ اليونان 400…

โพสต์โดย Osmanlı Türkiyesi เมื่อ วันเสาร์ที่ 25 กรกฎาคม 2020

https://www.facebook.com/islamic.history.alhalby/

บทความก่อนหน้านี้ผู้ช่วย ผบ.ตร. ร่วมทุกภาคส่วนคุมเข้ม! จ้างงานไม่เป็นธรรม สนองนโยบายรัฐบาล ป้องกันปัญหาการค้ามนุษย์
บทความถัดไป“บิ๊กตู่” วอนอย่าทำบ้านเมืองไม่สงบ! เชื่อการชุมนุม นศ.มีเบื้องหลัง ไม่สนแถลงการณ์หนุนจาก 105คณาจารย์