กรองกระแส / วิถีแห่งการต่อสู้ กับ ‘รัฐราชการ’ รวมศูนย์ บนเส้นทางยาวไกล

กรองกระแส

 

วิถีแห่งการต่อสู้

กับ ‘รัฐราชการ’ รวมศูนย์

บนเส้นทางยาวไกล

 

ไม่ว่าการเคลื่อนไหวเมื่อเดือนตุลาคม 2516 ไม่ว่าการเคลื่อนไหวเมื่อเดือนพฤษภาคม 2535 ไม่ว่าการเคลื่อนไหวในเดือนกรกฎาคม 2563

ล้วนมิอาจแยกออกจากการเคลื่อนไหวในทางความคิด ในทางการเมือง

การก่อรูปขึ้นของการชุมนุมในทางการเมืองไม่ว่าก่อนรัฐประหารเมื่อเดือนกันยายน 2549 ไม่ว่าก่อนรัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557

ล้วนมิอาจแยกออกจากอิทธิพลในทางความคิด อิทธิพลในทางการเมือง

ความเคยชินเป็นอย่างมากของสังคมเป็นความเคยชินที่มองผ่านกระบวนการของพรรคการเมือง ไม่ว่าจะมองผ่านพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ว่าจะมองผ่านพรรคไทยรักไทย ไม่ว่าจะมองผ่านพรรคอนาคตใหม่

ทั้งหมดล้วนสัมพันธ์กับกระบวนการในทางความคิด กระบวนการในทางการเมือง

เช่นนี้เองเมื่อเกิดการเคลื่อนไหวในลักษณะของแฟลชม็อบจึงมีการชี้นิ้วกล่าวหาไปยังพรรคและคณะทางการเมืองบางพรรค บางกลุ่ม

นี่คือความเคยชิน นี่คือความสันทัดในทางความคิด ในทางการเมือง

 

รัฐประหาร 2490

อำนาจการเมือง

หวอดแห่งสถานการณ์เมื่อเดือนตุลาคม 2516 มิได้เกิดขึ้นในความว่างเปล่า หากแต่เป็นเงาสะท้อนความไม่พอใจในทางความคิด ในทางการเมืองอันลึกซึ้ง

เหมือนกับเป้าหมายหลักคือ ระบอบ “ถนอม-ประภาส”

แท้จริงแล้ว สิ่งที่เรียกว่าระบอบ “ถนอม-ประภาส” ก่อรูปตั้งแต่หลังรัฐประหารเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2490 อันเป็นการสามัคคีระหว่างคณะทหารกับพรรคประชาธิปัตย์

ก่อรัฐประหารโค่นกลุ่มคณะราษฎร ซึ่งมีนายปรีดี พนมยงค์ เป็นตัวแทน

คณะทหารครองอำนาจอย่างยาวนานจากยุคจอมพล ป. พิบูลสงคราม ถึงยุคจอมพล ส. ธนะรัชต์ กระทั่งถึงยุคจอมพล ถ. กิตติขจร ผ่านกระบวนการรัฐประหาร เลือกตั้ง รัฐประหาร เลือกตั้ง

หลังเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2511 นั้นเองที่สังคมไทยได้พัฒนาก้าวใหญ่

ไม่เพียงแต่เศรษฐกิจในภาคเอกชนได้ขยายตัวเป็นอย่างสูง หากแต่ระบบการศึกษาได้บ่มเพาะวัฒนธรรมเสรีนิยมให้ขยายตัวไปตามปัจจัยทางเศรษฐกิจ

ตรงนี้เองที่กลายเป็นปัจจัยให้เกิดการเปลี่ยนแปลง

 

14 ตุลาคม 2516

ปฏิวัติทางความคิด

สถานการณ์เดือนตุลาคม 2516 คือ การเคลื่อนไหวอันนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวงในทางความคิดและในทางการเมือง

เป็นผลผลิตทางประวัติศาสตร์ต่อจากสถานการณ์เดือนมิถุนายน 2475

เป็นการลุกขึ้นมาของพลังแห่งเศรษฐกิจใหม่ การเมืองใหม่ วัฒนธรรมใหม่ แต่พยายามจะล้มการครองอำนาจของทหารที่ต่อเนื่องจากหลังรัฐประหาร 2490

การต่อสู้ครั้งนี้สามารถเปลี่ยน “ตัวบุคคล” คือ “ถนอม-ประภาส” ออกไปได้

ได้ก่อให้เกิดความคิดใหม่ขึ้นเติบใหญ่ได้ในสังคมไทยเห็นได้จากการเกิดขึ้นของพรรคสังคมนิยมแห่งประเทศไทย พรรคพลังใหม่ พรรคแนวร่วมสังคมนิยม

แต่พรรคที่ได้ชัยชนะในการเลือกตั้ง คือ พรรคประชาธิปัตย์ พรรคธรรมสังคม พรรคชาติไทย

ผลสะท้อนจากการเลือกตั้งแสดงให้เห็นว่า โครงสร้างแห่งรัฐซึ่งเป็น “รัฐราชการรวมศูนย์” ยังคงดำรงอยู่และขยายอิทธิพลอย่างเหนียวแน่นและมั่นคง

“รัฐราชการรวมศูนย์” ต่างหากที่ครอง “อำนาจนำ”

 

รัฐประหาร 2549

รัฐประหาร 2557

การดำรงอยู่ของอำนาจแห่ง “รัฐราชการรวมศูนย์” เป็นการดำรงอยู่อย่างยาวนานแม้จะผ่านสถานการณ์เดือนตุลาคม 2516 มาแล้วก็ได้เกิดสถานการณ์เดือนตุลาคม 2519

แม้จะเกิดสถานการณ์เดือนพฤษภาคม 2535

แต่โครงสร้างแห่ง “รัฐราชการรวมศูนย์” ก็ยังดำรงอยู่ จนกระทั่งเกิดพรรคไทยรักไทยขึ้นและสร้างปรากฏการณ์จากการเลือกตั้งเมื่อเดือนมกราคม 2544 นั้นหรอก

“รัฐราชการรวมศูนย์” ก็ถูกสั่นคลอนอย่างรุนแรง

รุนแรงกระทั่งต้องมีการสร้างสถานการณ์เพื่อนำไปสู่รัฐประหารในเดือนกันยายน 2549 และรัฐประหารในเดือนพฤษภาคม 2557

กระนั้น ในการเลือกตั้งเดือนมีนาคม 2562 ก็เกิดปรากฏการณ์แห่ง “พรรคอนาคตใหม่”

สภาพความเป็นจริงที่ไม่ควรมองข้ามก็คือ ปรากฏการณ์พรรคไทยรักไทยทำให้พรรคประชาธิปัตย์ค่อยๆ ถูกลบบทบาทลงเป็นลำดับ

กระทั่งเลือกตั้งเดือนมีนาคม 2562 ก็พ่ายแพ้แม้กระทั่งพรรคอนาคตใหม่

 

ปรากฏการณ์ไทยรักไทย

สู่ปรากฏการณ์เยาวชน

บทบาทของพรรคไทยรักไทยเป็นบทบาทที่ก้าวข้ามบทบาทและความหมายของพรรคเก่าแก่อย่างพรรคประชาธิปัตย์ พรรคชาติไทย ลงไปอย่างสิ้นเชิง

พรรคการเมืองเก่าเสมอเป็นเพียงพรรคระดับภาค พรรคระดับจังหวัด

พรรคไทยรักไทยปฏิวัติกระบวนการทางการเมืองโดยการชูนโยบายขึ้นสูงเด่นและก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างมากในทางเศรษฐกิจและการเมือง

แต่ยังมิได้แตะเข้าไปยังโครงสร้างของ “รัฐราชการรวมศูนย์” อย่างจริงจัง

ผลก็คือโครงสร้างของ “รัฐราชการรวมศูนย์” ได้รวมพลังครั้งใหญ่กระทำรัฐประหารโค่นล้มและพยายามทำลายในทุกวิถีทาง

ทั้งๆ ที่ทำลายพรรคไทยรักไทยไม่สิ้นซาก ก็เกิด “พรรคอนาคตใหม่” ขึ้นมาอีก

ความพยายามของโครงสร้างแห่งอำนาจ “รัฐราชการรวมศูนย์” เคยทำกับพรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน พรรคเพื่อไทยอย่างไรก็ทำกับพรรคอนาคตใหม่อย่างนั้น

  จากจุดนี้เองที่ก่อให้เกิดปรากฏการณ์ใหม่ จาก “เยาวชนปลดแอก” ในเดือนกรกฎาคม 2563

บทความก่อนหน้านี้ส.ส.ชาญวิทย์ สนับสนุนสภาฯตั้ง กมธ.วิสามัญพิจารณาศึกษาปัญหาการบังคับใช้ข้อบังคับ กทม.
บทความถัดไปการะเกต์ ศรีปริญญาศิลป์ : ทวีปที่สาบสูญ ดังขมติดลิ้นปากยากสิ้นดี