วิกฤติศตวรรษที่ 21 | โควิด-19 กับการจลาจลในสหรัฐ

อนุช อาภาภิรม
A man gets on his knees in front of police officers during a protest against the death in Minneapolis police custody of African-American man George Floyd, in St Louis, Missouri, U.S. June 1, 2020. Picture taken June 1,2020 REUTERS/Lawrence Bryant TPX IMAGES OF THE DAY

วิกฤตินิเวศ สงครามและการยับยั้งสงคราม (11)

เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2020 เมืองมินนีแอโปลิส รัฐมินนิโซตา จอร์จ ฟลอยด์ ชาวอเมริกันผิวดำอายุ 42 ปี ถูกตำรวจ 4 นายจับกุมในข้อหาใช้ธนบัตร 20 ดอลลาร์ปลอม

ในระหว่างการจับกุม ตำรวจคนหนึ่งใช้เข่ากดเข้าที่ซอกคอของฟลอยด์เป็นเวลานานกว่า 8 นาที จนเป็นเหตุให้เสียชีวิต

ก่อนตายฟลอยด์ร้องขอว่า “ผมหายใจไม่ออก”

การตายของฟลอยด์ก่อให้เกิดการประท้วงที่เมืองมินนีแอโปลิสแล้วกระจายไปยังเมืองอื่นๆ ทั่วสหรัฐ มีการใช้ความรุนแรงจากทั้งสองฝ่าย ในท่ามกลางการประท้วงที่ส่วนใหญ่ดำเนินไปอย่างสงบ

บรรดาสื่อมวลชนที่เข้าไปทำข่าว จำนวนหนึ่งตกเป็นเป้าความรุนแรงของตำรวจ เมื่อถึงต้นเดือนมิถุนายน มี 200 นครในสหรัฐประกาศเคอร์ฟิว และการประท้วงลามสู่ยุโรป ออสเตรเลีย แอฟริกา และในที่อื่น

เหตุปัจจัยที่ก่อให้เกิดการจลาจลครั้งนี้มีอยู่ 3 ประการด้วยกัน ทั้งที่เป็นพื้นฐานและที่จุดชนวนได้แก่

1)การถูกกดเป็นพลเมืองชั้นสองของคนอเมริกันผิวดำ

คนอเมริกันเชื้อสายแอฟริกันเป็นชนชาติส่วนน้อย มีสัดส่วนราวร้อยละ 13 ของประชากรทั้งหมด ถูกนำตัวมายังอเมริกาในฐานะเป็นทาสทำงานหนักในไร่นาและงานบ้านต่างๆ ได้ลุกขึ้นสู้หลายต่อหลายครั้งเพื่อความเป็นอิสระมีศักดิ์ศรีและชีวิตที่ดีกว่า เข้าร่วมสงครามกลางเมืองเพื่อ การปลดปล่อยทาส ลุกขึ้นสู้ครั้งใหญ่ล่าสุดของชาวผิวดำในปี 1968 ภายใต้ผู้นำคือ ดร.มาร์ติน ลูเทอร์ คิง จูเนียร์ เพื่อสิทธิพลเมือง การต่อสู้ดังกล่าวทำให้คนอเมริกันผิวดำจำนวนไม่น้อยขยับฐานะเป็นชนชั้นกลาง

แต่จากลัทธิถือผิวที่ฝังลึกในระบบการเมือง-สังคม ส่งผลให้ชาวอเมริกันผิวดำโดยทั่วไปยังถูกปฏิบัติเหมือนเป็นประชาชนชั้นสอง เสี่ยงต่อการถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง ปรากฏการณ์นี้ดูจาก

ก) ความยากจนที่ปรากฏอย่างกว้างขวางในหมู่คนนิโกรผิวดำ รายได้เฉลี่ยของครัวเรือนอเมริกันเชื้อสายแอฟริกันต่ำกว่าของครัวเรือนคนผิวขาวเกือบร้อยละ 60 อัตราความยากจนของคนผิวดำในปี 2018 อยู่ที่ร้อยละ 20.8 ขณะที่อัตราความยากจนของชาติสหรัฐอยู่ที่ร้อยละ 13.4

ข) ระบบการศึกษาที่สิ้นหวัง ในทางภาคใต้เช่นรัฐเวอร์จิเนีย ก่อนสงครามกลางเมืองแทบไม่มีคนผิวดำคนใดได้รับการศึกษาในโรงเรียน หลังสงครามเข้าสู่ยุคการฟื้นฟูประเทศ ได้มีการสร้างโรงเรียนรัฐบาลให้เด็กรับการศึกษาแบบให้เปล่าแต่ก็มีการแบ่งแยกทางเชื้อชาติตั้งแต่เริ่มต้น

เด็กผิวดำรู้สึกถูกกีดกันและอยากมีโรงเรียนของตนเอง

ปรากฏว่าโรงเรียนของคนผิวดำอยู่ภายใต้การควบคุมของผู้ว่าการรัฐที่เป็นคนผิวขาว และมักได้รับเงินงบประมาณน้อยกว่า มีหนังสือน้อยกว่า อาคารเรียนซอมซ่อกว่า และมีครูที่ได้รับค่าจ้างน้อยกว่า

(ดูรายงาน Beginnings of Black Education ใน virginiahistory.org)

เดินหน้าเร็วมาสู่ศตวรรษที่ 21 มีนักวิชาการบางคนชี้ว่า มีความไม่เท่าเทียมระหว่างนักเรียนผิวดำกับผิวขาว พบได้ในหลายกลุ่มด้วยกันที่ปรากฏโดยทั่วไปในโรงเรียนสหรัฐ ได้แก่

(1) การพักเรียนคนเดียว พบว่านักเรียนผิวดำถูกพักเรียนคนเดียวสูงกว่านักเรียนผิวขาว 3.4 เท่า

(2) การจัดให้ต้องได้รับการศึกษาพิเศษ พบว่านักเรียนผิวดำต้องถูกจัดให้ได้รับการศึกษาพิเศษมากกว่าคนผิวขาวถึง 1.1 เท่า

(3) การรับการศึกษาอัจฉริยะ พบว่าเด็กผิวขาวได้รับการศึกษาอัจฉริยะมากกว่านักเรียนผิวดำถึง 2.2 เท่า

(4) การซ้ำชั้น นักเรียนผิวดำต้องซ้ำชั้นมากกว่านักเรียนผิวขาวถึง 2.2 เท่า

(5) การเรียนล่วงหน้า (การกวดวิชา) นักเรียนผิวขาวเข้าโครงการเรียนล่วงหน้ามากกว่านักเรียนผิวดำ 2.3 เท่า (ดูบทความของ Kenneth Shores และเพื่อน ชื่อ Categorical inequalities between Black and White students are common in US schools – but they don”t have to be ใน brookings.edu 21/02/2020)

ค) สัดส่วนประชากรคุก ในปัจจุบันสหรัฐมีประชากรคุกสูงถึง 2.3 ล้านคน (เกือบร้อยละ 25 ของโลก) เด็กชายผิวดำหนึ่งในสามที่เกิดในปัจจุบันนี้มีโอกาสที่จะติดคุกในช่วงหนึ่งของชีวิต เทียบกับชาวละติโนอยู่ที่หนึ่งในหก และคนผิวขาวหนึ่งใน 17

ง) การตกเป็นเหยื่อความรุนแรงจากตำรวจซึ่งเป็นสิ่งปวดร้าวและสะเทือนใจสูง ทุกปีนับแต่ 2015 คนอเมริกันผิวดำถูกตำรวจสังหารเกือบ 1,000 คน (ตัวเลขปี 2020 นับถึงเดือนมิถุนายน ตก 463 คน) นี้เกิดขึ้นหลังจากที่คนผิวดำแสดงความเหลืออด และจัดตั้งขบวนการ “ชีวิตคนดำมีความหมาย” เคลื่อนไหวตั้งแต่ปี 2014 แล้ว ทางการตำรวจกล่าวว่า จะแก้ไขประเด็นนี้หลายครั้ง แต่คนผิวดำก็ยังคงถูกยิงเสียชีวิต

(ดูบทรายงานของ Mark Berman และคณะ ชื่อ Protests spread over US after police shootings. Police promised reforms, every year they still shoot and kill nearly 1,000 people. ใน washingtonpost.com 08/06/2020)

2)ผลกระทบจากโควิด-19

คนอเมริกันผิวดำได้รับผลกระทบจากโควิด-19 เป็นสัดส่วนสูงกว่าคนผิวขาว ทั้งในด้านการติดเชื้อและการเสียชีวิต คนผิวดำยังมีสัดส่วนเป็นคนงานสำคัญ (Essnetial Workers) มากกว่าชนชาติอื่นในสหรัฐ โดยมีคนผิวดำจ้างงานในกลุ่มนี้ถึงร้อยละ 37.7 เทียบกับคนขาวที่มีเพียงร้อยละ 26.9

ความแตกต่างนี้ยิ่งเห็นได้ชัดในกิจการด้านการแพทย์สาธารณสุขโดยมีคนงานผิวดำทำงานในการช่วยให้บริการทางการแพทย์และสังคมมากกว่าคนผิวขาวถึงร้อยละ 50 และทำงานอยู่ในโรงพยาบาลก็มากกว่าคนงานผิวขาวถึงร้อยละ 40 คนงานทางสาธารณสุขเหล่านี้ ต้องแบกความเสี่ยงสูงในการติดเชื้อขณะปฏิบัติงาน

นอกจากนี้ คนงานผิวดำยังต้องทำงานที่อยู่ใกล้ชิดกับผู้อื่น เช่น พนักงานขับรถโดยสาร คนงานไปรษณีย์ ซึ่งถือว่าเป็นแรงงานสำคัญอีกกลุ่มหนึ่ง ขณะที่เผชิญความเสี่ยง แต่ก็ได้ผลตอบแทนน้อย ไม่ได้รับสวัสดิการลาหยุดโดยได้รับค่าจ้าง และมักต้องทำงานในสถานที่อนุญาตให้ใช้การสื่อสารทางไกลได้

คนงานผิวดำยังทำงาน 2 กลุ่มที่มีความสำคัญต่อสังคม ได้แก่ งานให้บริการอาหารและเครื่องดื่ม และการเป็นพนักงานในร้านขายของชำ ซึ่งเป็นอาชีพที่ถูกผลกระทบรุนแรงมากที่สุด เมื่อมีการปิดร้านอาหารและบาร์ และร้านค้าของชำต่างๆ ตัวเลขการว่างงานของคนผิวดำสูงถึงร้อยละ 16.8 ในเดือนพฤษภาคม 2020 เนื่องจากถูกเลิกจ้างจากโควิด-19 อัตราการว่างงานนี้สูงกว่าอัตราการว่างงานเฉลี่ยถึงร้อยละ 3.5 (อัตราการว่างงานของคนผิวดำเคยต่ำสุดที่ร้อยละ 5.5 ในเดือนกันยายน 2019)

(ดูบทความของ Devan Hawkins ชื่อ The coronavirus burden is falling heavily on black Americans. Why? ใน theguardian.com16/04/2020)

สถานการณ์โควิด-19 ทำลายรายได้คุกคามต่อครอบครัวของคนผิวดำรุนแรง ก่อความไม่พอใจคุกรุ่น เป็นมูลเชื้อให้เกิดการระเบิดเป็นความรุนแรงในหมู่คนผิวดำมากกว่าคนผิวขาวและผิวสีอื่น

อนึ่ง การลุกขึ้นสู้ดังกล่าว ก่อความกังวลอาจมีผลให้โควิดระบาดหนักขึ้นอีกรอบหนึ่งในอเมริกา เมื่อรัฐและเมืองต่างๆ จำต้องเปิดเมืองเปิดรัฐของตน เพื่อให้เศรษฐกิจดำเนินไปได้

3)การตายที่น่าสะเทือนใจของฟลอยด์ เป็นตัวจุดชนวนให้เกิดการประท้วงถึงขั้นจลาจล มีการเผาทำลายอาคารบ้านเรือนและการบุกฉกชิงทรัพย์สินสิ่งของ เป็นต้น ที่สำคัญคือมีลักษณะลุกขึ้นสู้ ความประสงค์เฉพาะหน้า ได้แก่ การกดดันให้มีการปฏิรูประบบตำรวจแห่งชาติใหม่ ซึ่งได้ผลในระดับหนึ่ง

มีลำดับเหตุการณ์ว่า หลังการเสียชีวิตของฟลอยด์ ทางการตำรวจมินนีแอโปลีสได้แถลงข่าววกวนเพื่อกลบเกลื่อนคดี

แต่มีผู้บันทึกภาพการจับกุม นำมาเผยแพร่ ประกอบกับการชันสูตรศพกับประจักษ์พยานอื่น ทำให้ทางการตำรวจต้องยอมรับ และดำเนินคดีกับตำรวจกลุ่มนั้น

จากการที่สำนักตำรวจของเมืองให้การปกป้องเจ้าหน้าที่ผู้กระทำผิดร้ายแรงดังกล่าว ทำให้สภาเมืองมินนีแอโปลิสมีมติในเดือนมิถุนายน ให้ยุบสำนักงานตำรวจของเมืองแล้วนำเงินยอดดังกล่าวไปใช้สร้างระบบความปลอดภัยที่มีฐานเป็นชุมชนขึ้นมาแทน

ซึ่งถ้ามีการปฏิบัติจนได้ผล ก็นับว่าเป็นครั้งแรกที่มีเมืองใหญ่ในสหรัฐที่มีประชากรกว่าสี่แสนคนที่ไม่มีกองกำลังตำรวจ

และที่สำคัญกว่านั้นก็คือ แสดงว่าสังคมอเมริกันมีความยืดหยุ่นในการปรับตัวเอง เพื่อ แก้ปัญหาที่มีลักษณะเชิงโครงสร้างได้ในบางด้าน

อนึ่ง ในปัจจุบันได้มีเทคโนโลยีข่าวสารและการสื่อสารที่สามารถช่วยงานการรักษาความปลอดภัยได้มากและมีประสิทธิภาพ เช่น ระบบโทรทัศน์วงจรปิด เทคโนโลยีจำใบหน้า การสื่อสารรุ่น 5 จี การคำนวณโดยใช้ข้อมูลใหญ่ที่สามารถทำนายพื้นที่เกิดอาชญากรรมได้

ว่ากันตามจริงแล้วการรักษาความปลอดภัยในระบบไม่ใช่งานยากจนเกินไป ถ้าหากว่าระบบนั้นๆ ไม่กดผู้คนจำนวนมากลงเป็นพลเมืองชั้นสอง ตกอยู่ในความเสี่ยงของการถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง

ฉบับต่อไปจะกล่าวถึงการลุกขึ้นสู้ของคนอเมริกันผิวดำ 2020 และปี 1968 และเค้าความล้มเหลวของลัทธิทรัมป์

บทความก่อนหน้านี้“มาดามเดียร์” ยันตำแหน่งเป็นแค่กลไกการเมือง ปัดตอบทีมโฆษกเป็นบ่อน้ำมัน เชื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดีได้
บทความถัดไปจดหมาย/ฉบับประจำวันที่ 10-16 กรกฎาคม 2563