83 ปี “รวงทอง ทองลั่นธม” กับบั้นปลายชีวิต “สอนร้องเพลง”

แม้อายุจะขึ้นเลข 8 มา 3 ปีแล้ว แต่ “รวงทอง ทองลั่นธม” นักร้องเพลงลูกกรุงรุ่นใหญ่ยังคงใช้ความรู้ความสามารถในการร้องเพลงสอนลูกศิษย์ที่ชื่นชอบการร้องเพลง พร้อมออกงานคอนเสิร์ตบ้างในบางโอกาส

วันนี้ “รวงทอง” ศิลปินแห่งชาติสาขาศิลปะการแสดง (ร้องเพลงไทยสากล) ปี 2539 พักอยู่บ้านสวนกับสามี “พ.ต.ท.วรพล สุคนธร” (ข้าราชการบำนาญ) ที่ ต.คลองมะเดื่อ อ.กระทุ่มแบน จ.สมุทรสาคร และจะเข้ามาสอนร้องเพลงเป็นประจำย่านถนนแจ้งวัฒนะ

เธอเล่าถึงการใช้ชีวิตที่บ้านสวนแห่งนี้ว่า สมัยก่อนอยู่คอนโดฯ ในกรุงเทพฯ แต่พอปี 2535 ตัดสินใจมาใช้ชีวิตต่างจังหวัด โดยซื้อที่ดินของลูกศิษย์จำนวน 120 ตารางวา พร้อมสร้างบ้านอยู่

“รู้สึกว่ามันกว้างสำหรับตัวเองที่อายุมากแล้ว ต้องดูแลรักษา และทำความสะอาด รวมทั้งปลูกต้นไม้ด้วย กลายเป็นว่าบ้านใหญ่ไป เพราะมีหลายห้อง มีห้องรับรอง และมีที่อยู่ของหมา-แมว รู้อย่างนี้ซื้อสัก 50 ตารางวาก็พอ (หัวเราะ)”

“รวงทอง” บอกว่ามีลูกชาย 1 คน ลูกสาว 1 คน กับสามีคนแรก และมาแต่งงานใหม่กับ พ.ต.ท.วรพล ที่มีลูกอยู่แล้ว 3 คน ซึ่งลูกของเธอทั้ง 2 คนมีครอบครัวกันไปหมดแล้ว

โดยลูกชายคนโตอายุ 62 ปี ใช้ชีวิตเกษียณเป็นเกษตรกรอยู่ที่ จ.น่าน มีหลานย่า 3 คน

ส่วนลูกสาวคนเล็กทำงานอยู่การบินไทย มีหลานยาย 1 คน ส่วนใหญ่หลานๆ ทำงานกันแล้ว ไม่มีใครมาเอาดีทางด้านการร้องเพลงเลยสักคน

สำหรับการร้องเพลงในเวทีคอนเสิร์ตนั้น เธอว่า เมื่อต้นปีนี้เพิ่งจัดคอนเสิร์ต “8 ทศวรรษ เพลงรักของรวงทอง ทองลั่นธม” นอกจากนี้ยังเป็นแขกรับเชิญในงานคอนเสิร์ตของเพื่อนพ้องในวงการ รวมทั้งคอนเสิร์ตการกุศลต่างๆ ซึ่งน้ำเสียงของเธอเป็นเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร จนได้ฉายา “เสียงน้ำเซาะหิน”

ลูกศิษย์ครูเอื้อ สุนทรสนาน รายนี้เล่าว่า อยู่ในวงการร้องเพลงมา 60 กว่าปีแล้ว เวลาไปร้องทุกเวที เพลงที่ถูกขอให้ร้องเป็นประจำมีเพลง จำได้ไหม, ขวัญใจเจ้าทุย, ปาหนัน, หวานรัก, วิวาห์สีชมพู และมั่นใจไม่รัก

“รวงทอง” เป็นนักร้องรุ่นเก่าอีกคนที่มีรางวัลการันตีมากมาย อาทิ รางวัลแผ่นเสียงทองพระราชทานจากเพลง วนาสวาท, รักเธอเสมอ พ.ศ.2508 และรางวัลใบโพธิ์ทองพระราชทานจากคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในปี พ.ศ.2514 (ในฐานะนักร้องผู้เผยแพร่ภาษาไทยได้ชัดเจนถูกต้อง)

ฉะนั้น ในการสอนลูกศิษย์ร้องพลง เธอจึงเน้นหนักในเรื่องการออกเสียงให้ถูกต้องตามอักขระภาษาไทย

อย่างที่เจ้าตัวแจกแจงว่า “เวลาสอนจะเน้นลูกศิษย์ว่าต้องร้องเนื้อเพลงที่ถูกต้องและถูกอักขรวิธี ถูกจังหวะจะโคน ได้อารมณ์เพลง ไม่ใช่ร้องงูๆ ปลาๆ ไปตามคาราโอเกะ ซึ่งมักเขียนภาษาไทยไม่ถูกต้อง”

เธอให้ข้อมูลเกี่ยวกับการสอนร้องเพลงว่า ไม่ได้สอนให้ทุกท่านไปทำอาชีพ เป็นการสอนร้องเพลงเพื่อไปร้องเพลงเล่นในงานต่างๆ เป็นการขับร้องเพื่อให้มีความสุข ส่วนใหญ่เป็นคนรักเพลง แต่ยังร้องไม่ถูก เป็นคนมีฐานะ

อย่างนายตำรวจ นายทหาร บางคู่ทั้งสามี-ภรรยาเกษียณแล้ว หรือทำธุรกิจ ไม่ได้มีภาระอะไรมาก ก็ใช้เวลาว่างมาเรียน 1 คอร์ส ใช้เวลา 6 ชั่วโมง เรียนครั้งละ 2 ชั่วโมง สอนตัวต่อตัว คิดชั่วโมงละ 2,000 บาท 6 ชั่วโมงรวม 12,000 บาท ไม่ได้คิดแพงเพราะต้องเสียค่าเช่าสถานที่ และค่าครูเปียโนด้วย

มีลูกศิษย์มาเรียนหลายร้อยคน โดยสอนแบบนี้มา 15 ปีแล้ว

“รวงทอง” เป็นนักร้องสูงวัยอีกคนที่ศึกษาและใกล้ชิดกับพุทธศาสนา และยังเป็นพุทธศาสนิกชนที่ดี ดังที่เจ้าตัวให้รายละเอียดว่า

“ดิฉันมีใจกับพระศาสนาตั้งแต่เด็ก ตอนอายุ 7-8 ขวบใส่บาตรกับยายทุกวัน ก่อนนอนยายให้ท่องสวดมนต์ตามยายทุกวัน กราบพระเสร็จก็หลับเลย เรียกว่าอยู่ในสายเลือดมาแต่เด็ก พอโตก็ทำบุญใส่บาตร ร่วมสร้างสิ่งที่เป็นสัญลักษณ์ของศาสนาคือ วัดวาอาราม สร้างพระประธานมาตลอด ตอนหลังมาสร้างวัด ช่วงปี 2533 ร่วมสร้างวัดที่ อ.ธาตุพนม จ.นครพนม เป็นวัดป่าขนาดใหญ่ มีเนื้อที่ 78 ไร่ มีแต่ศาลา ไม่มีพระอุโบสถ จึงได้ร่วมสร้างโรงทานและที่พัก โดยนำเงินที่ได้จากการร้องเพลง เพราะไม่ได้มีเงินก้อนใหญ่ไปทุ่มสร้าง”

นอกจากจะบริจาคเงินสร้างถาวรวัตถุแล้ว ในแต่ละวันยังอ่านพุทธประวัติด้วย

“ดิฉันซื้อหนังสือจากธรรมสภามาศึกษา มาอ่านพุทธประวัติว่าพระพุทธเจ้าของเรามายังไงไปยังไง ศึกษาไปวันละเล็กละน้อย เป็นคนที่มีหนังสือพระพุทธเจ้ามากที่สุด เอาไว้ในห้อง เรียงเอาไว้ว่าวันนี้จะอ่านตรงนี้กี่หน้าๆ ทำให้ได้รู้พระพุทธเจ้าผจญอะไรมาบ้าง”

ถามเรื่องสุขภาพ “รวงทอง” บอกว่า “มีโรคประจำตัวอยู่คือโรคความดันสูง แต่ไม่ได้สูงมาก หมอแนะนำให้รับประทานยาเป็นประจำ และก็มีปัญหากระดูกเสื่อมนิดหน่อย ปวดที่หัวเข่า ดูแลด้วยการทายา เอาผ้าพันไว้บ้าง ถ้าไม่ต้องก้มเงยๆ มากๆ หรือเดินไม่มาก ก็ไม่ปวด”

ส่วนเป้าหมายในชีวิตหลังจากนี้

เธอตอบว่า “ไม่ได้คิดอะไรมาก เพียงอยู่ให้ดีที่สุด คือ หนึ่ง สิ่งแวดล้อมดี มีความสุขกับธรรมชาติแล้วก็มีนก มีพืชเขียว มีธรรมชาติ มีอะไรที่ดีกว่าอยู่ในกรุงเทพฯ ขณะที่จิตใจเราก็หันเข้าหาศึกษาธรรมะ ไหว้พระ สวดมนต์ ศึกษาธรรมะ สอนลูกศิษย์ร้องเพลง และคิดเขียนหนังสือ”

อดีตนักร้องวงสุนทราภรณ์ผู้นี้พูดถึงหนังสือที่อยากจะเขียนว่า “เป็นการเขียนเรื่องของตัวเอง เป็นประสบการณ์ในชีวิต เส้นทางเดินตั้งแต่ยังเด็กๆ และบันทึกเหตุการณ์ที่แปลกๆ ไว้ อย่างตอนสงครามโลกครั้งที่สอง (พ.ศ.2482-2488) ช่วงที่ญี่ปุ่นบุกไทย เป็นช่วงเวลาที่จำความได้พอดี ตอนนั้นอายุ 8 ขวบมาอยู่กรุงเทพฯ กับยาย ได้ยินเสียงไซเรน ซึ่งเป็นเสียงที่บาดหัวใจมาก ต้องรีบวิ่งเข้าไปหลบในหลุมที่ลึกมาก ในหลุมมีตากับยาย พี่สาว และเพื่อนบ้าน แล้วก็มีระเบิดลงใกล้ๆ สะเก็ดระเบิดก็มาถึง ยังเก็บมาดู มันเป็นวัตถุที่คมเป็นแวววาว ก็ไม่รู้เป็นโลหะอะไร”

“ที่ผ่านมาเขียนไว้วันละหน้าสองหน้า ไม่ได้เขียนเพื่อตั้งใจจะเป็นนักเขียนอาชีพ แต่เขียนเป็นเดโม่ไว้ และยังเขียนเกี่ยวกับการเดินทางไปร้องเพลงในต่างประเทศ การที่ได้ไปกราบพระพุทธเจ้าที่สังเวชนียสถานที่ประเทศอินเดีย รวมทั้งอะไรสำคัญๆ ที่เป็นเกียรติยศของเรา เช่น การได้รับพระราชทานใบโพธิ์ทองจากล้นเกล้าล้นกระหม่อม ในหลวงรัชกาลที่ 9 และการได้รับรางวัลแผ่นเสียงทองพระราชทาน และรางวัลศิลปินแห่งชาติ”

นับเป็นนักร้องลูกกรุงรุ่นครูอีกคนที่ยังมีความสุขกับการร้องเพลง และยังได้ถ่ายทอดความรู้ความสามารถสู่คนรุ่นหลัง


พิเศษ! สมัครสมาชิกนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์, ศิลปวัฒนธรรม และเทคโนโลยีชาวบ้าน ลดราคาทันที 40% ตั้งแต่วันนี้ – 30 มิ.ย. 63 เท่านั้น! คลิกดูรายละเอียดที่นี่

บทความก่อนหน้านี้สุจิตต์ วงษ์เทศ ชวนรื้อโค่น ‘สะพาน’ พาล
บทความถัดไปสธ.เปิด 4 เงื่อนไข “แทรเวล บับเบิล” ในไทย เผย จีน-ญี่ปุ่น มีลุ้นนำก่อน