โล่เงิน | สะเทือนขวัญ “วงการตุลาการ” อุกอาจ! อุ้มฆ่าพี่ “ผู้พิพากษา” ท้าทายไม่ต่าง “โคลอมเบีย”

ชื่อของ พ.ต.ท.บรรยิน ตั้งภากรณ์ อดีต รมช.พาณิชย์ และอดีต ส.ส.นครสวรรค์หลายสมัยกลับมาเป็นข่าวโด่งดังอีกครั้ง หลังก่อเหตุอุกอาจสะเทือนวงการตุลาการเมืองไทย โดยร่วมกับพวกอีก 5 คน อุ้มฆ่านายวีรชัย ศกุนตะประเสริฐ พี่ชาย น.ส.พนิดา ศกุนตะประเสริฐ ผู้พิพากษา ศาลอาญากรุงเทพใต้

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อช่วงเย็นวันที่ 4 กุมภาพันธ์ ระหว่างนายวีรชัยโดยสารรถแท็กซี่มารับ น.ส.พนิดาน้องสาว กลับถูกกลุ่มชายฉกรรจ์ขับรถพุ่งชนและเข้ามาล็อกตัว

หนึ่งในผู้ร่วมก่อเหตุมี พ.ต.ท.บรรยินที่อำพรางตัวด้วยการแต่งกายคล้ายตำรวจ สวมผ้าปิดจมูกปิดบังใบหน้า

ระหว่างทางที่อยู่บนรถได้โทรศัพท์มาข่มขู่ น.ส.พนิดา ว่าจะกักตัวนายวีรชัยไว้จนกว่า น.ส.พนิดาจะพิพากษายกฟ้องในคดีโอนหุ้นนายชูวงษ์ แซ่ตั๊ง ร่วม 300 ล้าน และคืนหุ้นทั้งหมดให้

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมีภาพจากกล้องวงจรปิดและคลิปเสียงข่มขู่ถูกบันทึกไว้เป็นหลักฐานสำคัญมัดตัวคนร้าย

โดยหลังเกิดเหตุ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข รอง ผบ.ตร. พล.ต.ท.สุทิน ทรัพย์พ่วง ผบช.ก. พล.ต.ต.จิรภพ ภูริเดช ผบก.ป. ได้ระดมสรรพกำลังทีมสืบสวนนครบาล ร่วมกับทีมหนุมานกองปราบปราม สืบสวนหาตัวคนร้ายจนทราบตัวผู้ก่อเหตุตั้งแต่แรกๆ ของการหายตัวไปของนายวีรชัย

แต่ที่ยังปิดเงียบเป็นความลับเนื่องจากเกรงว่าตัวประกันจะตกอยู่ในอันตราย แต่ได้รายงานความคืบหน้าให้นายไสลเกษ วัฒนพันธุ์ ประธานศาลฎีกา ทราบความคืบหน้าอยู่เป็นระยะ

ซึ่งนายไสลเกษให้ความสำคัญมาก

กระทั่งวันที่ 19 กุมภาพันธ์ ศาลอาญารัชดาได้อนุมัติออกหมายจับ พ.ต.ท.บรรยิน พร้อมคนสนิทอีก 2 คน คือ นายมานัส ทับทิม และนายณรงค์ศักดิ์ ป้อมจันทร์ กระทั่งเช้ามืดวันที่ 23 กุมภาพันธ์ พล.ต.อ.จักรทิพย์นำกำลังเข้าปฏิบัติการจับกุม พ.ต.ท.บรรยินพร้อมพวกได้ที่บ้านพักใน จ.นครสวรรค์ พร้อมปูพรมค้นหาพยานหลักฐานอีกกว่า 21 จุด ตรวจยึดพยานหลักฐานต่างๆ ได้ 168 รายการ

นอกจากนี้ ศาลยังออกหมายจับผู้ร่วมขบวนอีก 3 รายคือ นายประชาวิทย์ ศรีทองสุข, นายชาติชาย เมณฑ์กูล และนายธงชัย วจีสัจจะ หรือ ส.จ.อ๊อด

ภายหลังเค้นสอบคนสนิทของ พ.ต.ท.บรรยิน คำสารภาพกลับกลายเป็นข่าวร้าย ผู้ต้องหารับว่าได้ต่อยท้องและทำร้ายร่างกายนายวีรชัยจนเสียชีวิตตั้งแต่อยู่บนรถระหว่างทางที่ขับผ่านถนนย่านบางบัวทอง

จึงได้นำศพมาซ่อนเร้นอำพรางและเผาที่เขาใบไม้ ต.ตาคลี จ.นครสวรรค์ ก่อนจะเผาทำลายศพ และโกยเอาชิ้นส่วนที่เผาแล้วไปทิ้งในพื้นที่ร้าง หมู่ที่ 5 ต.นิคมเขาบ่อแก้ว อ.พยุหะคีรี จ.นครสวรรค์ ซึ่งคาดว่าเป็นที่ดินของ พ.ต.ท.บรรยิน

ในจุดนี้พบเศษซากกระดูกจำนวนหนึ่งที่ถูกไฟเผา รวมถึงแหวนและเศษซากยางรถยนต์ที่จุดไฟเผายังไม่หมดอีกบางส่วน

นอกจากนี้ ตำรวจน้ำและนักประดาน้ำยังพบโทรศัพท์มือถือและโครงกระดูกจำนวนหนึ่งบริเวณใต้สะพานแม่น้ำเจ้าพระยา ต.กลางแดด อ.เมือง จ.นครสวรรค์ ห่างจากจุดที่ผู้ต้องหารับสารภาพว่านำมาทิ้งประมาณ 1 ก.ม.

เจ้าหน้าที่จึงรวบรวมส่งตรวจที่สถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจ ใช้เวลา 3 วันในการพิสูจน์ทราบ

แม้ พ.ต.ท.บรรยินยังยืนกรานไม่ได้ทำผิด แต่คำรับสารภาพของลูกน้อง พ.ต.ท.บรรยิน รับว่าก่อนก่อเหตุ ได้ร่วมกันวางแผนแบ่งหน้าที่กันทำ ตั้งแต่ พ.ต.ท.บรรยินเป็นผู้หาโทรศัพท์มือถือมาให้ใช้ในการติดต่อ ตระเตรียมยานพาหนะที่ใช้ในการก่อเหตุ สั่งการให้ซื้อน้ำมันเบนซิน 95 แผ่นสังกะสี และยางรถยนต์ 4 เส้น ไปไว้บนเขาใบไม้

อีกทั้งยังมีหลักฐานว่ากลุ่มคนร้ายได้ไปเฝ้าจับตาดูพฤติกรรมและกิจวัตรประจำวันของ น.ส.พนิดาและนายวีรชัยที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ ไปจนถึงบ้านพัก เป็นเวลาถึง 9 วัน หลักฐานทั้งหมดที่มีมัดตัวผู้ต้องหาจนดิ้นไม่หลุด

เมื่อย้อนไทม์ไลน์คดีเก่าของ พ.ต.ท.บรรยิน จากคดีฆาตกรรมและโกงหุ้นนายชูวงษ์ แซ่ตั๊ง จนมาถึงคดีฆาตกรรมพี่ชายผู้พิพากษา เริ่มจาก 26 มิถุนายน 2558 พ.ต.ท.บรรยินขับรถไปบนถนนเฉลิมพระเกียรติ ร.9 เกิดประสบอุบัติเหตุ จนทำให้นายชูวงษ์ซึ่งนั่งมาภายในรถเสียชีวิต

หลังการตายของนายชูวงษ์ ทางครอบครัวได้พบพยานหลักฐานที่ชี้ให้เห็นว่า พ.ต.ท.บรรยินได้โอนหุ้นไปโดยทุจริตและยังฆาตกรรมอำพรางนายชูวงษ์ จึงฟ้องร้องต่อศาลอาญากรุงเทพใต้

คดีแรกคือ คดีการโอนหุ้นนายชูวงษ์ร่วม 300 ล้านบาท ในความผิดฐานปลอมและใช้เอกสารปลอม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265, 268

ส่วนคดีที่สอง 28 มิถุนายน 2559 ศาลอาญาพระโขนง ได้ออกหมายจับ พ.ต.ท.บรรยินในข้อหาร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาโดยไตร่ตรองไว้ก่อน

สำหรับคดีของศาลอาญาพระโขนง ได้สืบพยานโจทก์-จำเลยเสร็จสิ้นแล้ว ซึ่งศาลนัดฟังคำพิพากษาเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2562 เวลา 09.00 น.

แต่ศาลสั่งจำหน่ายคดีชั่วคราวเพื่อรอคำพิพากษาในส่วนคดีโกงหุ้นของศาลอาญากรุงเทพใต้ซึ่งมีความเกี่ยวพันกัน

ส่วนคดีโอนหุ้นนายชูวงษ์ร่วม 300 ล้านบาท ของศาลอาญากรุงเทพใต้ ศาลได้ดำเนินการสืบพยานโจทก์-จำเลยทั้ง 2 ฝ่ายเสร็จเรียบร้อยแล้วเช่นกัน และนัดฟังคำพิพากษาวันที่ 20 มีนาคมนี้ เวลา 09.00 น.

แต่ก่อนจะมีคำตัดสินขึ้น คดีดังกล่าวกลับกลายเป็นมูลเหตุให้เกิดการฆาตกรรมอำพรางนายวีรชัย เพื่อให้ น.ส.พนิดา ผู้พิพากษาศาลอาญากรุงเทพใต้ เจ้าของสำนวน ยกฟ้อง

การกระทำของ พ.ต.ท.บรรยินพร้อมพวก ถือว่าอุกอาจท้าทายกฎหมายบ้านเมือง เสมือนกับไทยเป็นโคลอมเบีย ที่สำคัญถือเป็นครั้งแรกที่เกิดขึ้นกับวงการตุลาการไทย

ครั้งนี้ได้ทีมงาน “ผบ.แป๊ะ” ตำรวจฝีมือดีลากคอคนร้ายมาดำเนินคดีได้ แม้ผู้ต้องหาให้การปฏิเสธ แต่ทุกอย่างที่เกิดขึ้น “กรรมจะเป็นเครื่องชี้เจตนา”

บทความก่อนหน้านี้สนค.ชี้ “โควิด-19” ไม่กระทบเงินเฟ้อ ส่วนตัวเลขก.พ’63 สูงขึ้น 0.74% มาจากภัยแล้ง
บทความถัดไป‘วิษณุ’ เปิดทำเนียบคุย ‘เจโทร’ ชี้ ทุนญี่ปุ่นบ่นไทย ปัญหาขนส่ง-ศุลกากร บาทแข็ง