ศัลยา ประชาชาติ : ลูกค้า-ดีลเลอร์ ช็อก! จีเอ็มถอย ขายโรงงาน-ลาขาดตลาดไทย ยักษ์จีนเสียบแทนรุกอาเซียนเต็มตัว

เป็นที่แน่นอนแล้วว่า ค่ายรถยนต์สัญชาติอเมริกัน “จีเอ็ม” และ “เชฟโรเลต” ที่เข้ามาทำตลาดในประเทศไทยเป็นเวลานานถึง 20 ปีเต็ม ประกาศม้วนเสื่อเก็บกระเป๋ากลับบ้านเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

โดยเมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2563 ที่ผ่านมา ฝ่ายประชาสัมพันธ์ของจีเอ็มส่งจดหมายยืนยันผ่านสื่อมวลชนทุกแขนงระบุชัดเจนว่า เจนเนอรัล มอเตอร์ส (จีเอ็ม) จะยุติการจัดจำหน่ายรถยนต์เชฟโรเลตในตลาดประเทศไทย ภายในสิ้นปี 2563

โดยก่อนหน้านี้ได้ตัดสินใจขายศูนย์การผลิตรถยนต์จีเอ็มที่จังหวัดระยองให้กับยักษ์ใหญ่จากจีน “เกรท วอล มอเตอร์ส”

อันที่จริงข่าวเรื่องเชฟโรเลตจะทิ้งตลาดบ้านเราหนีกลับบ้าน คนในอุตสาหกรรมรถยนต์ได้ยินกันมาตลอด

แต่ก็ไม่มีใครคอนเฟิร์ม แม้ว่าจะมีสัญญาณให้เห็นเป็นระยะๆ

ตั้งแต่การปลดคน ลดขนาดองค์กร ยุติไลน์ผลิตและการจำหน่ายรถยนต์นั่ง หันไปโฟกัสการทำตลาดเพียง “ปิกอัพและกลุ่มเอสยูวี” เท่านั้น

และหากย้อนไปดูยอดขายในไทย ก็จะเห็นตัวบ่งชี้อีกทางหนึ่ง เพราะจากที่เคยทำยอดขายสูงสุดปีละ 5 หมื่นกว่าคัน มีส่วนแบ่งตลาด 5% ของตลาด

เมื่อเวลาผ่านไป ยอดขายลดลงมาเหลือแค่หลักหมื่นคัน มาร์เก็ตแชร์ร่อยหรอเหลือเพียงแค่ 1%

 

ย้อนหลังกลับไปเมื่อ 20 กว่าปีก่อน จีเอ็มตัดสินใจลงทุนในบ้านเราด้วยฟอร์มใหญ่สไตล์อเมริกัน ปักหมุดใช้ไทยเป็นหัวหอกในการทำตลาดรถยนต์ของภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ใช้เม็ดเงินลงทุนกว่า 30,000 ล้านบาท ลงหลักปักฐานบนเนื้อที่ขนาด 440 ไร่ในนิคมอุตสาหกรรมอีสเทิร์นซีบอร์ด จังหวัดระยอง เพื่อผลักดันและก่อตั้งเป็นศูนย์การผลิตรถยนต์จีเอ็ม ประเทศไทย

เป็นศูนย์การผลิตที่ทันสมัยที่สุดในประเทศไทย และดีที่สุดแห่งหนึ่งในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก เพื่อผลิตรถยนต์เชฟโรเลตและแบรนด์อื่นๆ ของจีเอ็ม สำหรับจำหน่ายในประเทศและส่งออกไปจำหน่ายทั่วโลก

แต่เกมธุรกิจบางครั้งอาจไม่เป็นตามคาด แม้จะเป็นยักษ์ใหญ่ทุนหนา ใช่ว่าจะไปได้สวยหรู วิ่งได้ฉิวกว่าชาวบ้าน ยิ่งมาเจอตลาดรถยนต์เมืองไทยที่หลายคนบอกว่า ไม่ธรรมดา

ประกอบกับนโยบายของบริษัทแม่ที่ต้องการแค่ “กำไร” พื้นที่ไหนไม่ก่อประโยชน์ก็เลิก

การถอนเชฟโรเลตออกจากตลาดรถยนต์ประเทศไทย จึงกลายเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นหลังจากการดำเนินธุรกิจไม่เป็นไปตามที่กำหนดแผนหรือวางยุทธศาสตร์เอาไว้

โดย “แอนดี้ ดันสแตน” ประธานกรรมการตลาดเชิงกลยุทธ์ พันธมิตรและผู้แทนจำหน่าย จีเอ็ม อินเตอร์เนชั่นแนล โอเปอเรชั่นส์ บอกชัดเจนว่า ศูนย์การผลิตในจังหวัดระยองยังใช้กำลังการผลิตได้ไม่เต็มที่สอดคล้องกับความต้องการสินค้าในตลาดประเทศไทยและตลาดส่งออกที่คาดการณ์ไว้นั้นได้รับผลกระทบจากปัจจัยทางเศรษฐกิจหลายด้านที่ไม่เอื้อต่อแผนธุรกิจ

ซึ่งก่อนจะถึงคิวของประเทศไทย “แมรี ที. บาร์รา” ประธานและซีอีโอของจีเอ็ม ประกาศยุติการผลิตรถยนต์จีเอ็มในอินโดนีเซียเมื่อ 5 ปีที่แล้ว

ถัดมาในปี 2560 ขายกิจการรถยนต์โอเปิลและแบรนด์วอกซ์ฮอลล์ในยุโรปให้กับค่ายเปอโยต์ และยุติกิจการในแอฟริกาใต้ รวมถึงตลาดแอฟริกา

หลังจากนั้นยังได้ถอนตัวออกจากเวียดนาม อินโดนีเซีย และอินเดีย

ล่าสุดกำลังจะประกาศยุติการผลิตรถยนต์โฮลเด้นที่ออสเตรเลีย ภายในปี 2564 ด้วย

 

เพียงแต่การยุติแบรนด์เชฟโรเลตในบ้านเราครั้งนี้ ถือเป็นปฏิบัติการ “สายฟ้าแลบ” เกิดขึ้นรวดเร็วมาก ไม่มีใครรู้ระแคะระคาย

ที่โหดร้ายคือ บรรดาดีลเลอร์ช็อกกับเหตุการณ์ หนำซ้ำเกือบทุกรายก็รับรู้ข่าวพร้อมๆ กันจากการรายงานของสื่อมวลชน

แม้ว่าผู้บริหารจะดาหน้ากันออกมาปกป้องการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ ยืนยันว่าจีเอ็มจะคงดำเนินการให้บริการและความช่วยเหลือแก่ลูกค้าเชฟโรเลต ทั้งบริการหลังการขาย ซ่อมบำรุง และรับประกันคุณภาพรถยนต์เหมือนเดิม

พร้อมให้คำมั่นสัญญาจะดูแลช่วยเหลือพนักงานและลูกค้า จะมอบแพ็กเกจเงินชดเชยให้กับพนักงานที่ได้รับผลกระทบทั้งหมดในจำนวนที่มากกว่ากฎหมายแรงงานไทย

ส่วนกลุ่มดีลเลอร์กว่า 85 ราย จะได้รับการเสนอโปรแกรมการช่วยเหลือพิเศษหรือสามารถเปลี่ยนธุรกิจของตนให้เป็นศูนย์บริการที่ได้รับการแต่งตั้งจากเชฟโรเลตได้ด้วยนั้น

แต่ก็มีอีกหลายคำถามแทรกเข้ามาตลอดเวลาเกี่ยวกับความเสียหายในเชิงธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นซัพพลายเออร์ชิ้นส่วน สต๊อกอะไหล่ ราคาขายต่อรถยนต์ อื่นๆ อีก

ยังดีที่การจากไปของจีเอ็มครั้งนี้ได้ทิ้งความหวังให้กับอุตสาหกรรมรถยนต์เมืองไทยอีกชิ้นใหญ่ เนื่องจากกลุ่มทุนใหญ่จากจีน “เกรท วอล มอเตอร์ส” ที่จะเข้ามาสวมแทนระบุชัดว่า การบุกตลาดประเทศไทยครั้งนี้เป็นไปตามแผนขยายตลาดของบริษัทออกนอกประเทศจีน

และมีเป้าหมายจะใช้ไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตและส่งออกไปยังประเทศต่างๆ ในภูมิภาคอาเซียน รวมถึงออสเตรเลียซึ่งจะมีการลงทุนอีกมหาศาล

โดยนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ยืนยันว่า “เกรท วอล มอเตอร์ส” วางแผนผลิตและจำหน่ายยานยนต์ทั่วโลก ทั้งยุโรป อาเซียน ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ รวมถึงประเทศไทย มีการคุยกับสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรมเกี่ยวกับการลงทุนสร้างฐานการผลิตในประเทศไทยมาระยะหนึ่งแล้ว”

 

เกรท วอล มอเตอร์ส คือผู้ผลิตรถยนต์อเนกประสงค์และรถปิกอัพรายใหญ่ที่สุดของจีน มียอดขายในจีนเฉลี่ย 1 ล้านคันต่อปี

มีแบรนด์รถยนต์มากมาย อาทิ “HAVAL, WEY, ORA และ GWM” โดยการลงทุนในประเทศไทย เกรท วอล มอเตอร์ส วางแผนผลิตรถยนต์เอสยูวี รถปิกอัพ รวมถึงรถยนต์ปลั๊ก-อินไฮบริด และรถยนต์ไฟฟ้า ด้วยกำลังการผลิตประมาณ 100,000 คันต่อปี

ต่างจากจีเอ็มที่ผลิตได้แค่ 50,000 คันต่อปี

ประมาณการว่าจะเริ่มผลิตได้ในไตรมาสแรกปี 2565 ซึ่งจะส่งผลให้อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยมีความสามารถในการแข่งขันเพิ่มขึ้น ซึ่งจะส่งผลดีต่อภาคการผลิต โดยเฉพาะผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทยและซัพพลายเชน และการจ้างแรงงาน

ปูทางสู่การผลิตรถยนต์ไฟฟ้าจริงจัง

ในขณะที่เหล่าบรรดาซัพพลายเออร์ก็อ้าแขนรับมั่นอกมั่นใจว่า เกรท วอล มอเตอร์ส น่าจะเพิ่มยอดผลิตรถยนต์ในไทยได้มากกว่าปัจจุบัน

ถือเป็นการเปิดศักราชรถยนต์แบรนด์จีนในประเทศไทยอย่างเต็มรูปแบบ

บทความก่อนหน้านี้พินิจสร้างชาติแบบไทยๆ จากอดีต สู่จุดเปลี่ยน ในบรรยากาศ “รักชาติ-ชังชาติ”
บทความถัดไปจรัญ พงษ์จีน : เจาะแนวองครักษ์ฝ่ายรัฐบาล รับมือศึกซักฟอก