ฟ้า พูลวรลักษณ์ | Transporting

ฟ้า พูลวรลักษณ์

หนังสือเรียนสำหรับเด็ก เล่มใหม่ (๕๙)

ในหนังเรื่อง Star Trek จะมีคอนเซ็ปต์หนึ่งที่เรารู้จักกันดี นั่นคือ Transporting หรือการส่งร่างของคนคนหนึ่ง ไปยังอีกสถานที่หนึ่ง อาจไปไกลถึงอีกดาวดวงหนึ่ง

การ Transporting นั้นคือการแยกโมเลกุลในร่างของคนคนนั้น เป็นการแยกในระดับอนุภาคที่เล็กที่สุด แล้วส่งไปเรียงตัวกันใหม่ในอีกสถานที่หนึ่ง เหมือนแยกข้อมูลออกให้เหลือแต่ data พื้นฐาน แล้วไปประกอบกันใหม่ เกิดเป็นข้อมูลเดิม ฟังดูก็ง่ายดี

กล่าวกันว่า ร่างที่ประกอบขึ้นมาใหม่ ก็คือคนเดิมที่ถูกส่งออกไป นี้คือ Transporting ในนิยาย ซึ่งทำให้นิยายเรื่องนี้ตื่นเต้น สนุกสนาน ด้วยย่นระยะการเดินทาง การเปลี่ยนฉากอย่างรวดเร็ว ทำให้สามารถเกิดเหตุการณ์ได้มากมาย และต่อเนื่อง

หาก Transporting เป็นจริง ปัญหาคือ ร่างที่เกิดใหม่นั้น เป็นร่างเดิมจริงหรือ ในความเป็นจริง เขาน่าจะตายแล้ว เกิดใหม่ มากกว่า และร่างที่เกิดใหม่ แม้จะเหมือนเดิม แต่ก็ไม่ใช่ร่างเดิม มันจะแตกต่างกัน

ชีวิตที่ตายแล้วเกิดใหม่นี้เอง ที่ลึกซึ้ง น่าทึ่งเป็นอันมาก

มันน่าทึ่ง เพราะมันไปทับกันพอดี กับคอนเซ็ปต์ของชีวิตที่ตายแล้วเกิดใหม่ ซึ่งมีมาแต่โบราณ

เวลาเราคิดจริงๆ Transporting ไม่อาจเกิดขึ้นได้ มันผิดกฎฟิสิกส์ มันผิดธรรมชาติ และร่างกายที่ถูกส่งจะตายสนิท ฟื้นไม่มี

นี้เป็นเพียงนิยาย ที่เขียนขึ้นมาสนุกๆ

ไม่ว่าจะอีกนานเท่าไร เราก็จะไม่ได้เห็น Transporting

คอนเซ็ปต์ของคนโบราณ ว่าด้วยตายแล้วเกิดใหม่ ยังพอมีทางเป็นไปได้มากกว่าหน่อย อาจเพราะมันเป็นเรื่องทางจิต ซึ่งพิสูจน์ยากกว่า เราจึงได้ยินเรื่องราวของคนระลึกชาติได้

ที่โด่งดัง คือพระลามะในทิเบต ที่ยึดในคอนเซ็ปต์นี้มากจนกระทั่งว่า มันกลายเป็นธรรมเนียมปฏิบัติ ที่พวกเขาจะเลือกพระทะไลลามะจากวิญญาณที่มาเกิดใหม่ จากพระทะไลลามะองค์เดิม

ซึ่งแปลกเพราะพุทธศาสนาที่ฉันเข้าใจ ยึดในกฎไตรลักษณ์

แต่ทว่าพระลามะเหล่านี้ ยึดในการตายแล้วเกิดใหม่ มันย้อนแย้งกัน

หากตายแล้วเกิดใหม่เป็นจริง ชีวิตนี้ก็เป็นอมตะ ต่อให้คนธรรมดาไม่เป็นอมตะ แต่พระทะไลลามะก็เป็นอมตะ ด้วยท่านตายแล้วเกิดใหม่ วิญญาณนี้ลอยละล่อง มาจุติใหม่ได้

นี้คือ Transporting ของนิยาย Star Trek อย่างแท้จริง เพียงแต่แยบยล และพิสูจน์ได้ยากกว่า จึงปฏิเสธได้ไม่สนิท

วิทยาศาสตร์จะตามไปคอยเช็ก Transporting ของ Star Trek ไปพิสูจน์ว่าทำไม่ได้ ถึงทำ ก็มีแต่ตายสนิทลูกเดียว ทุกชีวิตที่ถูกส่งไปทางนี้ คือไปตาย

แต่การจะพิสูจน์การตายแล้วเกิดใหม่ของนิกายพระลามะนั้น คงต้องเป็นกฎไตรลักษณ์เท่านั้น ด้วยไม่มีชีวิตใดจะเป็นอยู่ได้ ไม่มีอัตตาใดจะดำรงอยู่ได้ โดยพื้นฐานตัวมันเอง ดังนั้น การตายแล้วเกิดใหม่ จึงไร้สาระยิ่งนัก

ทั้งไม่จริง ถึงเป็นจริง ก็ไร้สาระ

ดังนั้น สิ่งที่งมงายที่สุด กลับเป็นตัวศาสนาพุทธนิกายหนึ่ง ซึ่งที่จริงเป็นศาสนาพุทธ ซึ่งยึดมั่นในกฎไตรลักษณ์ มันย้อนแย้งกันไปมา อย่างน่าพิศวง

ตามประวัติศาสตร์ของทิเบต เชื่อว่าองค์ทะไลลามะ เป็นอวตารในร่างมนุษย์ของพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์

และเมื่อองค์ทะไลลามะองค์หนึ่งสิ้นพระชนม์ไป จะกลับชาติมาเกิดใหม่เป็นองค์ทะไลลามะองค์ต่อไป

โดยเรทิงรินโปเซ ซึ่งเป็นพระสงฆ์ระดับรองลงมา จะเป็นผู้ใช้นิมิตสรรหาเด็กคนที่เชื่อว่าเป็นทะไลลามะกลับชาติมาเกิด

ความยอกย้อนอยู่ที่ว่า พระทะไลลามะองค์ปัจจุบัน เป็นองค์ที่ ๑๔ ชื่อเทนซินเกียดโซ เกิดปี ๒๔๗๘ (เท่ากับว่าวันนี้ท่านอายุ ๘๔ ปี) และท่านยังมีชีวิตอยู่ ท่านก็เป็นคนดี มีสติปัญญา

มันเป็นความยอกย้อน เพราะว่าเกิดอะไรขึ้น กระบวนการสรรหานี้ แท้จริงคืออะไรกันแน่ ชีวิตของทะไลลามะ จริงๆ แล้วคืออะไรกันแน่

หากเราจะเข้าไปศึกษาในแนวลึก ก็จะมีความลึก

แต่เราก็จะไม่สามารถเข้าไปถึงคอนเซ็ปต์ของคำว่า ตายแล้วเกิดใหม่ ได้อยู่ดี มันฉิวเฉียดไปมา แต่จะไปไม่ถึง จับไม่ตาย ด้วยเพราะผิดกฎไตรลักษณ์

นิยายอย่าง Star Trek สนุกสนาน มียาวเหยียด เป็นหลายร้อยตอน มีแฟนมากมายนับแสนนับล้าน

ศาสนาทิเบตก็เช่นกัน ย่อมอัศจรรย์ สนุกสนาน ลึกซึ้ง สำหรับคนที่นับถือศาสนานี้ ซึ่งมีนับแสนนับล้านคนเช่นกัน

วันหนึ่ง ขณะที่ฉันไปอาบน้ำ และได้มองร่างกายของตัวเองอย่างละเอียด และพบว่า ที่จริงฉันยังมีพุงอยู่ ฉันจะลดพุงตรงนี้ได้อย่างไรกันนะ

ที่จริงมันทำได้ แต่ต้องมีวินัย ต้องใช้ความละเอียดอ่อน

ฉันต้องการลดอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่ใช่ไป fitness ออกกำลัง อันนั้นก็ได้ แต่มันเป็นอะไรที่หนักไป ฉันต้องการอะไรที่ง่ายกว่า ฉันหันมาสนใจการทานอาหารมากขึ้น และสังเกตพุงของตัวเองมากขึ้น มันเป็นเนื้อที่เอวของฉันมากกว่า มันยังไม่ใช่พุงที่หน้าท้องของฉัน แต่มันก็เป็นได้ หากปล่อยไปสักพัก

พุงน้อยๆ ของฉันนี้ เป็นปริศนาที่ฉันสนใจมากกว่า ด้วยเพราะมันมีขนาดเล็ก ฉันกำลังเผชิญหน้ากับมัน และตรวจสอบได้

ในการลดพุงของฉันนี้ เป็นประสบการณ์ที่สนุกสนาน ไม่แพ้ Transporting ในนิยายเลย ไม่ได้เป็นรอง การตายแล้วเกิดใหม่ ในทางจิต

ที่จริงแล้ว เวลาฉันได้ยิน ว่ามนุษย์กำลังจะไป Terraforming ดาวเคราะห์ในระบบสุริยะจักรวาลของเรา เพื่อที่มนุษย์จะได้ขยายเผ่าพันธุ์ไปไกล มีจำนวนประชากรนับแสนล้าน หรือล้านล้าน ฉันฟังแล้วรู้สึกว่าน่าสะพรึงกลัว นี้เป็นความหลงผิดที่ยิ่งใหญ่

ที่จริงแล้ว แม้แต่โลกมนุษย์นี้ เราก็ไม่ควรยึดครองหมดทั้งโลก

ควรมีบางทวีป มนุษย์ไม่อยู่ ปล่อยให้สิ่งมีชีวิตอื่นอยู่อาศัย หมายถึงสัตว์และพืช

แต่เนื่องจากโลกนี้พัฒนามาในยุคสมัยที่มนุษย์ยังไม่เจริญ ผู้คนจึงมีอยู่ในแต่ละทวีป จึงพัฒนาขึ้นมาเป็นชนหลายทวีปอย่างทุกวันนี้

อันนี้หลีกเลี่ยงไม่ได้

วันนี้เราจึงมีบราซิลและอินโดนีเซียที่ยังด้อยพัฒนา จะให้พวกเขาอนุรักษ์ป่าไม้และภูเขาเหมือนชาวยุโรปที่เจริญกว่าได้อย่างไร ในเมื่อไม่นานมานี้ ชาวยุโรปก็ยังทำลายธรรมชาติอย่างครึกโครม ในวันนั้นก็คือเมื่อร้อยปีก่อนมานี่เอง

แต่หากมนุษย์มีความเจริญพอที่จะเดินทางไปได้ไกลในระบบสุริยจักรวาล

หากเราไปได้ถึงดาวเนปจูน ดาวเสาร์ วันนั้นแสดงว่ามนุษย์ชาติเราได้รวมเป็นหนึ่ง เป็นมนุษย์โลก มีความเจริญสูงเอาการ

ในวันนั้นเราจะไป Terraforming ดาวเคราะห์อื่นๆ เปลี่ยนให้กลายเป็นโลก เพื่อมนุษย์จะไปอยู่อาศัย นี้เป็นความผิดที่มหันต์

เท่ากับเรากำลังจะเน้นปริมาณ แทนที่จะเน้นคุณภาพ เท่ากับมนุษย์กำลังจะกลายเป็นมดปลวก เพียงแต่เป็นมดปลวกที่ออกอวกาศ

สิ่งที่มนุษย์ควรทำ คือเคารพดาวเคราะห์เหล่านั้น ในสิ่งที่มันเป็น และคงสภาพเดิมของมันไว้ มนุษย์อาจจะไปตั้งสถานีอวกาศในที่ต่างๆ มีอาณานิคมเล็กๆ เช่น ไม่กี่พันคน เพื่อศึกษาอวกาศในห้วงนั้นๆ และศึกษาความลึกซึ้งของดาวเคราะห์แต่ละดวง ในสิ่งที่มันเป็น

ดาวพุธ ดาวศุกร์ ดาวอังคาร ดาวพฤหัสบดี ดาวเสาร์ ฯลฯ ดวงดวงเหล่านั้นช่างงดงามและลึกซึ้งในตัวมันเอง มนุษย์ต้องเจริญพอที่จะ appreciate ดาวเคราะห์เหล่านั้น และศึกษามัน

ดาวพุธเป็นเช่นนี้ ก็ต้องมีเหตุผลของมัน และมีความหมายของมัน

ในขณะเดียวกัน มนุษย์ต้องพัฒนาขึ้นไปสู่การเน้นคุณภาพ ไม่ใช่ปริมาณ ดังนั้น แม้แต่บนโลกนี้เอง มนุษย์ควรมีไม่เกินสองพันล้านคน แต่เป็นสองพันล้านคนที่มีคุณภาพ มีชีวิตที่ดี และมีกฎหมายที่ดีคุ้มครอง นี้คือพัฒนาการของมนุษย์ เราไม่ใช่มดปลวก

๖และฉันได้ยินมา ถึงศิลปินที่คิดจะไปเอาดาวเคราะห์น้อยทั้งดวงมาทำประติมากรรม ฉันคิดว่านั้นคือความอุบาทว์ นี่เป็นการไม่เคารพธรรมชาติอย่างที่สุด เป็นการทำลายล้างมากกว่าการสร้างสรรค์

มนุษย์สามารถสร้างประติมากรรมบนก้อนหิน หรือแม้แต่วาดภาพบนสิ่งที่มีขนาดใหญ่เท่าผนังห้อง หรือผนังโบสถ์ แต่ไม่ควรใหญ่เกินไป ขนาดภูเขา สิ่งนี้ไม่ควร มันใหญ่เกินไป เริ่มเป็นอหังการ มมังการ

ยิ่งไม่ต้องพูดถึงสิ่งที่มีขนาดใหญ่เท่าดาวเคราะห์น้อย ก็คือความอุบาทว์

บทความก่อนหน้านี้ปรากฏการณ์ “Parasite” เมื่อ “โคเรียนเวฟ” ซัดใส่ “ฮอลลีวู้ด”
บทความถัดไปก้อง สหรัถ – ป๋อ ณัฐวุฒิ ร่วมเสวนา กับมูลนิธิคุณ การตื่นตัวในการงดแจกถุงพลาสติกและสานต่อจิตสำนึกการแยกขยะสู่เด็กประถมวัย