ฟ้า พูลวรลักษณ์ | มนุษย์หมกมุ่นกับการมีชีวิต ไม่ยอมตายง่ายๆ ขนาดทำลายหมดทั้งเอกภพ

ฟ้า พูลวรลักษณ์

หนังสือเรียนสำหรับเด็ก เล่มใหม่ (๔๔)

คําทำนาย

มนุษย์จะทำลายเอกภพทั้งเอกภพ

เพื่อดึงเอาพลังงานชนิดหนึ่งออกมา

เพื่อชีวิตหลังความตายของมนุษย์

ฉันจำได้ว่า นี่คือคำทำนาย ที่แสดงความร้ายกาจอย่างที่สุดของมนุษย์ แสดงความหยิ่งยโส ความโลภอย่างไร้ที่เปรียบปาน

และอีกสิ่งหนึ่งคือ มนุษย์มีความหมกมุ่นกับการมีชีวิต

เราไม่ยอมตายง่ายๆ ขนาดทำลายหมดทั้งเอกภพ เพียงเพื่อจะเอาพลังงานชนิดหนึ่งมาต่อชีวิตของตัวเองสักหน่อย ก็ยังทำ

มันไม่สำคัญว่าฉันคิดยังไง เพราะฉันเป็นเพียงหน่วยย่อยหนึ่งหน่วยในมวลมนุษย์นับไม่ถ้วน หากมวลมนุษย์ต้องการสิ่งใด ก็ไม่มีใครไปห้ามพวกเขาได้

หากเอกภพนี้มีความรู้สึก มันคงต้องหนาว

หากเราเดินออกไปถามมนุษย์ ว่าคุณอยากมีชีวิตตลอดไปหรือ

ฉันคิดว่า คำตอบคือ ใช่

มันเป็นคำตอบที่ออกมาเอง ทันทีทันใด ก่อนความคิดทั้งปวง ก่อนเหตุผล เรียกว่าตอบโดยฉับพลัน ก่อนที่จะคิดด้วยซ้ำว่า อยู่ไปทำไม อยู่ได้หรือ

มันเป็นคำตอบอัตโนมัติ เหนือความคิด

คำตอบนี้ไม่ได้ถูก แต่มันบ่งบอกบางสิ่งอันเป็นความลับในจักรวาล

ความหื่นกระหาย ความหิวกระหาย เกินเหตุผล

มิน่าเล่า ในห้วงมหาสมุทร จึงมี krill นับร้อยล้านตัน ล่องลอยในสายน้ำ

หิวเหลือเกิน กระหายเหลือเกิน

ความอยากนี้ อาสวะนี้ ไร้ที่สิ้นสุด ท่วมทุกภาชนะที่บรรจุมัน ดังนั้น มันจึงท่วมเอกภพ ตัวชีวิตเองไม่อาจท่วมเอกภพ แต่ความอยากนี้ ท่วมเอกภพ

แม้แต่พหุภพ ก็รองรับไม่ได้ รองรับไม่อยู่

คุณคิดว่าเป็นไปไม่ได้ แต่ฉันว่าเป็นไปได้ เพราะความอยากคือพลังงานชนิดหนึ่ง ปล่อยมันให้ทำงานไปเรื่อย มันก็แปรรูปไปเรื่อย สู่สิ่งที่เราไม่รู้

แต่คำถามคือ เราจะมีชีวิตไปทำไมต่างหาก

และหากเราคิดนิดหนึ่ง เราจะไม่เห็นสาระของมันเลย

มนุษย์ในอนาคต ร่างกายจะเปลี่ยนไป

ร่างกายของพวกเขาจะ

๑ กลายเป็นเครื่องจักร

๒ เป็นร่างกายของผู้ไม่รู้ตาย

๓ มีร่างกายขนาดเล็ก

๔ มีร่างกายขนาดใหญ่

แต่ตัวของพวกเขา จะไม่มีกลิ่น

ที่ฉันพูดเช่นนี้ ฉันหมายความว่า ร่างกายของมนุษย์จะเปลี่ยนแปลงได้สุดจะคำนวณ

แต่ทว่า พวกมันจะไม่ได้มาฟรีๆ จะมีบางอย่างสูญเสียไปอยู่ดี

ความรู้สึกละเอียดอ่อนของฉันที่มีต่อการสูญเสียนี่เอง ที่เป็นแก่นของเต๋า

ฉันเป็นคนแบบนี้เอง จึงลังเลใจ ทุกครั้งที่ฉันสามารถทำให้เกิด Mission Accomplished

ฉันไม่อยากทำเลย

รู้ตัวว่าทำไปก็อย่างงั้นๆ

ยกตัวอย่าง สมัยก่อนฉันเรียนคณิตศาสตร์ในมหาวิทยาลัย แต่ฉันก็เรียนไม่จบ ฉันก็รู้ตัว รู้ว่านี้คือเจตนาของฉัน ที่จริงฉันทำถูกแล้วหรือ สิ่งนี้ดีแล้วหรือ

หากฉันเรียนจบ ฉันก็จะอยู่ในสังคมอีกแบบหนึ่ง แต่อย่าลืมว่า ฉันก็ต้องสูญเสียอะไรไปมากมาย

ชีวิตวรรณกรรมของฉัน ชีวิตอิสระที่ท่องเที่ยวไปในโลก หรือแม้แต่ความรู้สึกแบบบ้านๆ ทั้งที่ไม่น่ามี สิ่งเหล่านี้จะยังคงอยู่หรือ ในวันนี้ ฉันอาจกลายเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัย แต่ชีวิตแบบนั้นดีกว่าจริงแล้วหรือ

หรือว่าฉันเรียนให้จบ จนได้ปริญญามา แล้วรีบลืมๆ ให้หมด เพื่อจะได้กลับมาใช้ชีวิตอิสระอย่างที่ฉันทำอยู่นี้ แต่ถ้าเช่นนั้น ฉันจะเรียนให้จบทำไม เพราะมันทำให้ฉันยิ่งตัดสินใจลำบาก

โลกนี้มีหลายสำนัก การเรียนจนจบ หมายถึงฉันเข้าไปในหนึ่งสำนัก เข้าไปแล้วจะออกมายังไง

ฉันเคยไปเจออาจารย์จากเพาะช่าง ในงานศพของอาจารย์ท่านหนึ่ง บรรดาศิษย์เก่าเหล่านั้น ซึ่งทุกวันนี้ล้วนกลายเป็นมือระดับอาจารย์ มาชุมนุมกันมากมาย ฉันรู้สึกทันทีว่าฉันเข้ามาในสำนักบู๊ตึ๊ง ด้วยเพราะอาจารย์เหล่านั้น ล้วนมีความหยิ่งยโส องอาจ มีรัศมีกระบี่ที่แผ่ออกมา น่าเกรงขามเป็นอันมาก

แน่ละ ในยุทธภพนี้ ยังมีสำนักเส้าหลิน สำนักฮั้วซัว สำนักง่อไบ๊ พรรคมาร พรรคกระยาจก ฯลฯ ยังมีอีกหลายค่ายหลายสำนักที่จะมาเป็นคู่แข่งกับบู๊ตึ๊ง ยังมีนักสู้อิสระ นักสู้นิรนาม ยังมีความหลากหลายไม่สิ้นสุดในยุทธภพ

ตัวฉันไม่ใช่คู่แข่งของพวกเขาอยู่แล้ว

หากจะมี ก็คงต้องเป็นสำนักอื่น

แต่รัศมีกระบี่ของพวกเขาคมเข้มเป็นอันมาก น่าพิศวง น่าขบขัน

สิ่งที่เป็นจริงในวันนี้ เหมือนนิยาย เช่น ความรู้มากมายมหาศาล งานเขียนมากมายมหาศาลของฉัน หรือของคนมากมายเท่าไรก็ตาม ถูกเก็บไว้ใน thumb drive อันนิดเดียว

น่าประหลาดยิ่งนัก ความรู้มากมายมหาศาล ผลงานมหาศาล ซ่อนตัวอยู่ในแผ่นเล็กๆ นิดเดียว เล็กจนกลายเป็นจุด

เล็กกว่าปลายนิ้วก้อย

มันเกิดขึ้นแล้ว

อวตารนับล้านๆ กะพริบๆ อยู่ในคอมพิวเตอร์

มองดูเพียงเท่านี้ ก็รู้แล้วว่าพรรคมารมาแล้ว

บทความก่อนหน้านี้ต่างประเทศ : “ศึกการทูตดอลลาร์” ไต้หวันปะทะจีน
บทความถัดไป“สามารถ” หนุนยึดโมเดล ปี 40 ตั้ง ส.ส.ร. ดึงประชาชนร่วมแก้รัฐธรรมนูญ