การะเกต์ ศรีปริญญาศิลป์ : ทวีปที่สาบสูญ กับคนแปลกหน้า

การะเกต์ ศรีปริญญาศิลป์[email protected]

โรงยาป่าแงะตั้งเด่นอยู่ทางฝั่งขวามือของถนน เมื่อรถบัสแล่นมาจากถนนเส้นแม่แตง-แม่ริม อันที่จริงฉันไม่เข้าใจภูมิประเทศอะไรนัก รู้เพียงว่าจากอำเภอของเรานั้นมีทางรถโดยสารสองสาย เส้นหนึ่งไปทางอำเภอสันทราย เรียกสายใต้ อีกเส้นมาทางอำเภอแม่ริม เรียกสายเหนือ ถ้าจะเข้าตัวเมืองเชียงใหม่ ทางเส้นสันทรายจะใกล้กว่า แต่ถ้ามีธุระปะปังทางแม่แตง-แม่ริม นั่งสายใต้ก็ไม่ต้องต่อรถหลายทอด

ฉันลงรถที่หน้าโรงพยาบาลนครพิงค์ หรือเรียกกันทั่วไปว่า “โรงยาป่าแงะ” แลเห็นผู้คนพลุกพล่าน มีทั้งรถทั้งคนมากมาย ใจแป้วเล็กน้อยเมื่อหวนคิดว่า ถ้าหากันไม่เจอเล่า…หากเขาไม่มา…ถ้าและถ้า…

แต่ก็นั่นล่ะ ใบเขียวใบแดงรัดหนังว้องสอดไว้ในกระเป๋ากางเกง ฉันเลือกนุ่งเสื้อแขนยาวลายตารางพับแขน เป็นเสื้อตัวที่ดูดีที่สุดแล้ว แม้ปกเสื้อจะเลอะคราบอะไรสักอย่างซึ่งซักไม่ออก แต่ก็คิดว่าคงจะไม่มีใครสังเกตมัน

สำหรับกางเกง…ที่เป็นขายาว ฉันยังมีเพียงกางเกงยีนส์หนึ่งตัว ที่แม่เคยพาไปซื้อเงินผ่อนกับบ้านใกล้ๆ น่ายินดีที่ยังใส่ได้อยู่ ถึงจะคับเอวสักหน่อย แต่ก็พอไหว เมื่อนุ่งเข้าไป สอดตีนเข้าในรองเท้าแตะสายคีบ ก้มดูตัวเองแล้วก็คิดว่า…อย่างน้อย “มิตรใหม่” จะได้เห็นตัวจริงๆ ของฉัน

ตอนรอจังหวะจะข้ามถนนนั่นเอง ฉันก็คิดว่า…เห็นแล้วล่ะ มีเสื้อสีแดงอ่อนวูบวาบอยู่ในสายตา…คนผมสั้นๆ ที่รอท่าอยู่ใกล้ประตูรั้ว เห็นถึงสายตาคอยมองซ้ายมองขวา

ใจเต้นตึกขึ้นมา…เราจะเป็นยังไงกันต่อไป

 

ฉันเห็นแล้วว่า “พี่ชุน” เป็นคนหน้าตาดีอยู่ไม่น้อย ใบหน้าไม่ต่างจากรูปถ่ายที่เคยส่งมา ขาวๆ มีแก้มอมชมพู ซอยผมสั้นเปิดหู ตากึ่งกลมกึ่งรี แต่น่าจะมีตาชั้นเดียว ขนตาสั้นๆ เมื่อนุ่งเสื้อสีแดงอ่อนก็ขับให้ร่างนั้นดูเปล่งปลั่งผ่องใสไม่เบา แต่ที่คิดไม่ถึงก็คือ มีเสื้อแจ๊กเก็ตยีนส์พาดแขนมาด้วย

ดูเท่…ความรู้สึกฉันบอกแบบนั้น นั่นนะหรือ คือคนที่ต้องเขียนจดหมายไปหา “มิตร” คนรูปร่างหน้าตาอย่างนี้ ถ้าจะหา “แฟน” จริงๆ ก็ไม่น่าจะหายากอะไร

พี่ชุนหยีตา มองซ้ายมองขวาอีกครั้ง แต่ยังไม่เห็นฉันผู้ที่ยืนเบี่ยงตัวอยู่ห่างๆ ตั้งใจหลบหลังผู้คนที่เดินสวนไปมา

ในที่สุด ฉันก็คิดว่า…อย่าเลย อย่าทำอะไรอีกต่อไปเลย เลิกล้มความตั้งใจเสียเถอะ

ไม่ว่าจะคิดดีหรือคิดร้าย ใบหน้าที่ผ่องใสนั้น…ก็…ก็น่าคบหาเกินไป

 

มีอารมณ์มากมายอึงอลปนเปอยู่ในตัวฉัน ชั่วขณะรู้สึกโศกเศร้าโดยไร้ที่มา แต่อีกขณะก็นึกใจหายอยู่วูบวับ แล้วโดยฉับพลัน ก็สะทกสะท้าน ก็หวั่นไหว…ก็ไม่แน่ใจ…ก็…และก็…อีกมากจนอยากได้สมุดกับปากกาเสียเดี๋ยวนั้น

อาจจะมีแต่บทกวี…แต่ตัวหนังสือ ที่จะอธิบายสิ่งที่อยู่ภายในตัวฉัน คลื่นพายุที่พัดผิวน้ำกระฉอกเหล่านั้น…สายน้ำอันหลั่งไหลข้างใน

ไม่มีอะไรผิดแน่กับการหันหลังกลับ

“น้อง!”

แต่เสียงที่เรียกขึ้นมาทันใด ทำให้แทบจะตัวแข็ง ขาชะงักอย่างไม่คาดฝัน

ตาฉันเกือบพร่า เมื่อใบหน้าสีชมพูระเรื่ออยู่ใกล้แค่คืบ

รอยยิ้มกลั้วระริกในตา มือนิ่มยื่นมาคว้าข้อมือฉันไว้

 

“จะหนีไปไหน”

“มิตรทางจดหมาย” ที่เพิ่งได้พบกันครั้งแรกเป็นฝ่ายเปิดปากก่อน

ฉันอึกอัก ยังมีแต่ความว่างขาวในหัว อีกชั่วขณะที่บุบเบลอจนไม่รู้จะตอบอะไร

“…นึกว่าพี่ไม่ทันเห็นเสียอีก”

แล้วอดต่อไม่ได้

“รู้ได้ยังไงว่าเป็นเรา”

“โธ่เอ๊ย!” มืออีกข้างตะปบลงบนหัว ขยี้เส้นผมฉัน “เห็นนานแล้ว ลักดูอยู่เหมือนกันว่าจะทำยังไง…นึกไว้แล้วสองอย่าง หนึ่ง น้องจะไม่มา สอง มาแล้วต้องแอบหนีกลับ”

“…”

ฉันจนคำจะตอบ เพราะคิดจะทำสองอย่างนั้นจริงๆ

ให้ตายเถอะ แม้แต่ตอนที่คิดว่าตัวเองตัดสินใจแล้ว ตัวฉันก็ยังพร้อมจะเปลี่ยนใจ มีผีห่าซาตานตัวใดสิงอยู่ในดวงจิตฉัน แม้ยามแสวงหาความเชื่อมั่น ความจริงใจ การกระทำที่ซื่อตรงจากใครต่อใคร แต่ตัวเองก็ยังเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา

ไม่ใช่ความกลัว แต่เป็นความประหม่าสับสนอย่างยากจะอธิบายได้ ฉันคิดว่าตัวเองควรจะมองไปให้ไกลๆ เพ่งตาไปที่แสงแดดจ้ากับสิ่งอื่นๆ อีกมากมาย ปล่อยให้อีกฝ่ายสำรวจความมอมแมมซอมซ่อในตัวฉัน และปล่อยให้การกระทำเช่นนั้นนำมาซึ่งการ “ปฏิเสธ” จากฝ่ายเขา

แต่การณ์เป็นว่า ใบหน้าผ่องใสยังอยู่ใกล้ มือยังคว้าจับข้อมือฉันไว้ แล้วโดยไม่ทันตั้งตัว เสื้อแจ็คเก็ตก็คลุมทับลงหัว อีกฝ่ายเปลี่ยนมาโอบไหล่

“แดดร้อนเกิน ไปหาที่ร่มๆ กันดีกว่า”

 

จากประตูหน้า ฉันถูกโอบกึ่งบังคับลากจูงไป ให้เดินทะลุจนถึงที่จอดรถ…มีรถยนต์สีน้ำเงินหม่นๆ คันหนึ่งจอดอยู่

“แอร์เสียพอดี แต่ก็น่าจะพอนั่งได้”

ประตูรถเปิด พี่ชุนผลักฉันเข้าไป ปิดประตู แล้วอ้อมไปนั่งอีกฟาก เข้าประจำตำแหน่งหลังพวงมาลัย

“…จะไปไหน”

“หิวไหมละครับ”

พี่ชุนพูดครับ ฉันได้ยินเต็มสองหู แต่ไม่ดูแปลกแยกอะไร มองผาดๆ ร่างเปรียวก็คล้ายผู้ชายคนหนึ่ง

ฉันเพิ่งสังเกตได้อีกอย่าง นอกจากใบหน้าแล้ว ตัวจริงของพี่ชุนผอมกว่า สูงกว่า และขาวกว่าในรูปถ่าย

“น่าจะหิวแล้วล่ะ ออกมาแต่เช้าไม่ใช่หรือ” ถามเองแล้วตอบเอง

รถเคลื่อนออกจากที่ พี่ชุนเหลียวมองหลังทีหลัง ไม่นานนักรถก็ออกจากที่จอดอย่างนิ่มนวล

คนคนนี้ดูมีความอ่อนโยนไม่เบา – นั่นคือความรู้สึกของฉัน

“…ก็…ไม่เท่าไหร่”

“อยากกินอะไร ข้าวหรือก๋วยเตี๋ยว”

“…อะไรก็ได้…เอ้อ เราเอาเงินมาคืนให้พี่”

“เดี๋ยวค่อยพูดกัน” คนผมสั้นตอบมาอย่างเร็ว “อยู่กับพี่แล้วไม่ต้องห่วงอะไร”

 

ฉันไม่รู้จริงๆ ว่า ตัวเองเป็นคนชนิดไหน ขณะที่จิตใจคิดไปร้อยพันอย่าง ร่างกายกลับมีปฏิกิริยาไปอีกแบบ

เมื่อเข้าไปในรถยนต์ ไม่รู้ว่าเป็นความตั้งใจของอีกคนหรือไม่ แต่ทั้งที่เบาะนั่งแยกกัน หากต้นขาของฉันก็เหมือนแนบชิดอยู่กับร่างกายอีกฝ่าย

พี่ชุนวางมือไว้บนต้นขาของฉัน แต่ไอร้อนระอุก็ผ่านผ้ายีนส์แข็งกระด้างเข้าไปถึงข้างใน กลืนน้ำลายลงคออย่างยากเย็น ปรายตามอง ก็เห็นสายตาที่จ้องไปแต่ถนนข้างหน้า ทว่า…แรงกดหนักๆ ก็บอกให้รู้ว่ามีความตั้งใจ

…ไม่ใช่ครั้งแรกที่ฉันร่วมสะลีกับใครสักคนที่เป็นคนแปลกหน้า แต่ว่า มันก็ไม่ควรจะเกิดขึ้นอีกแล้ว โดยเฉพาะตอนที่ชีวิตไม่มีความแน่นอนสักอย่าง

ฉันควรจะรีบลงเสียตั้งแต่กลางทาง หรือไม่…ก็ข่มสะกดใจไว้ บอกย้ำตัวเองว่า เดี๋ยวคนแปลกหน้าคนนี้ก็จะเลยผ่านไป ความทรุดโทรมมอมแมมของฉันหาได้ควรค่าแก่การพิสมัย…

“ไม่ต้องคิดจะลงเลยนะ”

เกือบสะดุ้ง เมื่อเสียงพูดดังขึ้น

“นั่งสบายๆ ก็ได้ ไม่ต้องกลัวพี่หรอกน่า”

“…พี่ไม่ผิดหวังในตัวเราเหรอ”

“หือ?” ใบหน้าสีชมพูเหลียวมา

“คือเราน่ะ…ไม่ใช่คนสวยหล่อ…แต่งตัวก็แบบนี้”

มีเสียงหัวเราะทันที

“เดี๋ยวพี่จัดการเอง”

“…อะไรนะคะ”

“เดี๋ยวก็รู้น่า นั่งดีๆ พี่จะขับเร็วอีกหน่อย อยากถึงห้องเร็วๆ แล้วล่ะ”

“พี่จะไปไหนนะ…”

“ห้องพี่ไง อย่าเพิ่งถามมาก เดี๋ยวไปไม่ถึงกันหรอก”

พี่ชุนละมือจากต้นขาฉัน กลับไปกุมปุ่มเกียร์ จากนั้นรถก็เพิ่มความเร็วจนน่าตกใจ

แต่ฉันก็ทำได้เพียงเอนหัวพิงพนักเบาะ หลับตา คิดว่าก็ไม่จำเป็นต้องกลัวอะไรอีกทั้งนั้น

 

ห้องนั้นอยู่ชั้นบนของตึกกลางเก่ากลางใหม่ ต้องขึ้นบันไดไปจากโถงล่างที่มีข้าวของกองสุมสารพัด ผู้หญิงผมดัดสั้นคนหนึ่งกำลังพูดโทรศัพท์อยู่กับโต๊ะรกๆ ใกล้ผนังที่มีปฏิทินรูปคู่ดาราแขวนอยู่ ตะกร้าผ้ากับราวแขวนผ้าตั้งอยู่เรียงราย เด็กสาวอีกคนยืนพ่นน้ำฉีดใส่เสื้อยับๆ

คงเป็นทั้งส่วนรับแขก ทางเข้า และห้องรีดผ้า

“พี่ผ่อง” คนผมสั้นร้องทัก “เอาข้าวผัดไข่ดาวสองจาน”

ผู้หญิงผมดัดเงยหน้า มือป้องหูโทรศัพท์ไว้

“กินบนกินล่าง”

“เดี๋ยวลงมาเอาเอง”

ผู้หญิงผมดัดพยักหน้า แล้วก็พูดโทรศัพท์ต่อไป

“ไปน้อง” พี่ชุนจับข้อมือฉันอีก “ไปอาบน้ำกันก่อน”

 

ฉันมักจะหวนคิดถึงวันนั้น กับภาพเหตุการณ์ที่คล้ายไม่สลักสำคัญในชีวิต แต่ก็เป็นส่วนหนึ่งในชีวิตอยู่ดี

ไม่ว่าจะมีกี่คนที่ผ่านชีวิตไป หรือได้พบเจอทั้งเรื่องร้ายเรื่องดี แต่กับคนคนหนึ่งที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เหมือนตัวต่อเล็กๆ ในระหว่างการเดินทางไกล จะมากน้อยเป็นสิ่งที่ไม่อาจลืมเลือน

เราขึ้นไปถึงห้องบนชั้นสอง ผ่านช่องกรอบประตูเข้าไป มีแสงลอดผ่านหน้าต่างซึ่งเปิดแง้มไว้ ฉันคิดว่ามองเห็นหยากไย่ที่เพิ่งก่อตัวใหม่ในช่องเหล็กดัด แต่นั่นก็แค่จุดเดียวเล็กๆ เท่านั้น

ฉันยืนอยู่กลางห้องแปลกหน้า กับคนแปลกหน้า ปล่อยแขนขานิ่งอยู่ โดยรู้ทั้งรู้ว่าอีกฝ่ายกำลังค่อยๆ เปลื้องเสื้อผ้าออกให้

บทความก่อนหน้านี้“พิเชษฐ” ผิดหวัง พรรคเล็กไร้ตำแหน่ง กมธ. ลั่นแยกห้องทำงาน-ถอนตัวพรรคร่วมรัฐบาล
บทความถัดไปเลขาฯ ป.ป.ช.ลั่นคนโกงจะโดนลงโทษใน 3 ปี ปลุก ‘ไม่ปล่อยคนชั่วลอยนวล’ เปิดตัวแอพพ์สู้คอร์รัปชั่น