พลิกคดีไฟใต้-โหมหนัก ปล้นทอง 85 ล้าน-ที่นาทวี ฉาวอีกปม “อับดุลเลาะ” ดับ บิ๊กตู่ลั่นไม่มีซ้อม-ทรมาน

ยังคงเป็นปัญหาใหญ่ของประเทศ สำหรับความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้

ที่นับวันจะยิ่งลุกลามบานปลาย เกิดความรุนแรงเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

และไม่ใช่จำกัดวงแค่ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เท่านั้น ยังลามขึ้นมาก่อเหตุในหลายจังหวัด

ล่าสุดก็ถึงขั้นวางระเบิดนับสิบจุดทั่วกรุงเทพฯ

และปรับเปลี่ยนจากการก่อเหตุรุนแรง เป็นการลงมือหวังผล อย่างเช่น การปล้นร้านทองที่นาทวี ได้ทองคำเป็นมูลค่ากว่า 85 ล้านบาท

โดยมีรายงานว่าเป็นการตอบโต้เจ้าหน้าที่ และหวังหาทุนรอนไว้ใช้สำหรับขบวนการต่อไป

กลายเป็นคำถามว่า เหตุใดการแก้ปัญหาของรัฐบาล ถึงยิ่งแก้ยิ่งรุนแรง และยังไม่มีทีท่าว่าจะสงบลงในเวลาอันใกล้

ยิ่งไปกว่านั้น ยังคงมีเหตุที่สร้างเงื่อนไขอื่นๆ อาทิ การเสียชีวิตของนายอับดุลเลาะ อีซอมูซอ ที่ถูกคุมตัวเข้าค่ายซักถามแล้วเกิดบาดเจ็บสาหัส

ทั้งหมดล้วนแต่เป็นเหตุให้เกิดความหวาดระแวง

ที่รัฐบาลควรจะเร่งแก้ไขและปรับปรุงอย่างเร่งด่วน

โจรเสื้อเกราะปล้นทอง 85 ล้าน

หลังจากเหตุระเบิดป่วนกรุงสร้างความหวาดผวาไปทั่วเมือง ตอกย้ำว่าไฟใต้ได้ลุกลามไปในภาคอื่นของประเทศ ความรุนแรงก็ไม่ได้ลดลงแม้แต่นิดเดียว

โดยเมื่อช่วงบ่ายของวันที่ 24 สิงหาคม เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.นาทวี จ.สงขลา ได้รับแจ้งเหตุคนร้ายบุกปล้นร้านทองห้างทองสุธาดา เลขที่ 178-180 ภายในตลาดนาทวี อ.นาทวี จ.สงขลา

เมื่อลงพื้นที่สอบสวนเบื้องต้นพบว่าคนร้ายแต่งกายเลียนแบบเจ้าหน้าที่ สวมชุดสีเขียวเข้ม ใส่เสื้อเกราะ 5 คน เป็นชาย 3 คน และหญิง 2 คน ใช้พาหนะเป็นรถตู้สีขาว ป้ายเหลือง ทะเบียน 10-1082 ปัตตานี ลักษณะคล้ายรถโดยสารประจำทาง

ถืออาวุธสงครามบุกเข้าไปในร้าน สั่งให้พนักงานที่เป็นผู้หญิง 4-5 คน ห้ามขัดขวาง ก่อนกวาดทองคำรูปพรรณภายในร้านไปจนเกือบหมด ใช้เวลาเพียง 10 นาที พร้อมถอดสายกล้องวงจรปิดออกขณะเข้าปล้น แล้วจึงขึ้นรถคันดังกล่าวขับหลบหนีไปทาง อ.เทพา คาดว่าเตรียมมุ่งไปยังพรมแดนประเทศเพื่อนบ้าน

ขณะที่มีรายงานว่าพบรถตู้คันที่ใช้ก่อเหตุจอดทิ้งไว้ในป่าสวนยางพื้นที่รอยต่อระหว่างหมู่ 4 กับหมู่ 11 บ้านพอบิดใต้ ต.ท่าประดู่ อ.นาทวี จ.สงขลา ซึ่งอยู่ลึกเข้าไปจากถนนสายนาทวี-ประกอบ ประมาณ 300 เมตร และห่างจากจุดเกิดเหตุในตัวเมืองนาทวีประมาณ 15 กิโลเมตร คาดว่าคนร้ายเปลี่ยนรถหลบหนี

ซึ่งพบว่าเป็นรถตู้ที่คนร้ายจี้ชิงมาจากพื้นที่ อ.หนองจิก จ.ปัตตานี เมื่อช่วงเช้าวันที่ 24 สิงหาคม แล้วมัดคนขับทิ้งไว้ในสวนยางพารา

สอบสวนนายรอสะลี เยาะเส็น เจ้าของรถตู้ เปิดเผยว่า ถูกคนร้าย 3 คนจ้างเหมารถนัดให้มารับที่มัสยิดแตกดอนยาง บอกให้ไปแวะรับเพื่อนที่บ้านควนคูหา หมู่ 1 ต.บ่อทอง อ.หนองจิก จ.ปัตตานี ที่อยู่ห่างไป 5 กิโลเมตร

เมื่อมาถึงคนร้ายใช้เชือกมัด พร้อมผ้าปิดตา ลากลงจากรถมัดไว้กับต้นยางในป่า ก่อนที่คนร้ายจะขับรถหนีไป ทิ้งคนร้าย 2 คนเฝ้าตนอยู่ พอเวลาผ่านไปร่วมชั่วโมง คนร้ายแก้เชือกที่มัด บอกว่าอีก 10 นาทีให้เปิดผ้าปิดตาได้ ไม่เช่นนั้นจะฆ่าให้ตาย

จนกระทั่งครบ 10 นาที เปิดผ้าออกก็ไม่เห็นใคร จึงรีบเดินออกมาจากป่าแล้วขอความช่วยเหลือจากชาวบ้านให้พามาแจ้งความที่โรงพัก

สำหรับทองคำภายในร้านรวมทั้งเครื่องเพชรที่คนร้ายขโมยมีมูลค่าถึง 85,710,000 บาท แบ่งเป็นทองรูปพรรณน้ำหนัก 2,400 บาท แยกเป็นทองที่วางขายหน้าร้านหนัก 2,300 บาท มูลค่า 62 ล้านบาท ทองที่ลูกค้านำมาจำนำ น้ำหนัก 100 บาท มูลค่า 23 ล้านบาท แหวนเพชร สร้อยคอเพชร มูลค่า 500,000 บาท และทองคำแท่ง 5 แท่ง ราคา 101,000 บาท

ถือเป็นการปล้นครั้งใหญ่ที่สุดในภาคใต้

ที่แท้หาทุนโหมไฟใต้

หลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ตำรวจนำโดย พล.ต.ท.รณศิลป์ ภู่สาระ ผบช.ภาค 9 สั่งระดมกำลังคลี่คลายคดี และลงพื้นที่ด้วยตัวเอง เพราะมีลักษณะใกล้เคียงกับผู้ก่อความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ไม่น่าจะใช่คดีอาชญากรรมโดยทั่วไป

โดยเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนปิดล้อมตรวจค้นพื้นที่เป้าหมายซึ่งสงสัยว่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีในพื้นที่ อ.นาทวีและใกล้เคียง พร้อมไล่ตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดในย่านที่เกิดเหตุ รวมถึงตามเส้นทางที่คนร้ายใช้หลบหนี รวมทั้งสอบคนในร้านทองดังกล่าวอย่างละเอียด เพราะคนร้ายรู้รายละเอียดเป็นอย่างดี ทั้งจุดเสียบปลั๊กและจุดเก็บฮาร์ดดิสก์กล้องวงจรปิด

พล.ต.ท.รณศิลป์ระบุว่า ดูจากลักษณะการก่อเหตุ เชื่อว่าเชื่อมโยงกับคดีความมั่นคง เพราะมีลักษณะคล้ายกับคดีปล้นเต็นท์รถวังโต้ คาร์เซ็นเตอร์ ที่ อ.นาทวี เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2560 โดยปล้นรถมาก่อนแล้วใช้ก่อเหตุ และจากการเช็กวงจรปิด

พบว่าคนร้ายมีอย่างน้อย 17-20 คน วางแผนแบ่งหน้าที่อย่างดี ส่วนหนึ่งคุมคนขับรถ กลุ่มหนึ่งเอารถมาส่งให้ทีมปล้นซึ่งมีประมาณ 12 คน ใช้ผู้หญิงแฝงตัวเป็นลูกค้า เพราะต้องเปิดสวิตช์จากด้านใน และดันประตูไว้ เพื่อให้กลุ่มคนร้ายกรูเข้ามา

นอกจากนี้ ยังพบว่ามีรถจักรยานยนต์ที่คนร้ายใช้อีก 3 คัน ประกอบด้วย จักรยานยนต์ฮอนด้าเวฟ สีแดง-ดำ ทะเบียน 1 กค 1828 ปัตตานี ที่จอดทิ้งไว้ใกล้รถตู้ อีก 2 คันเป็นจักรยานยนต์ฮอนด้าเวฟ ทะเบียน 1 กค 1827 ปัตตานี และจักรยานยนต์ซูซูกิ ขทอ 640 ปัตตานี ที่คนร้ายจี้เอาไป ซึ่งแจ้งเตือนให้เฝ้าระวังแล้ว

ขณะที่รายงานจากชุดสืบสวนทราบจากกล้องวงจรปิด พบว่าคนร้ายใช้อาวุธปืนเอ็ม 16 จำนวน 6 กระบอก อาวุธปืนพกสั้น 5 กระบอก ผลการตรวจสอบปลอกกระสุนปืนขนาด 9 ม.ม.ที่คนร้ายยิงขู่ชาวบ้าน ขณะชิงจักรยานยนต์หลบหนีในพื้นที่บ้านพอบิดใต้ หมู่ 4 ต.ท่าประดู่ อ.นาทวี พบว่าเคยใช้ก่อเหตุความไม่สงบในพื้นที่ ต.ห้วยปลิง อ.เทพา จ.สงขลา เมื่อปี 2561

เชื่อว่ากลุ่มคนร้ายที่ก่อเหตุปล้นร้านทองเป็นฝีมือของกลุ่มก่อความไม่สงบที่เคลื่อนไหวอยู่ในพื้นที่รอยต่อระหว่าง จ.ปัตตานี กับ 4 อำเภอชายแดนสงขลา กลุ่มของนายเจะอารง เฮง อายุ 39 ปี ซึ่งเป็นกลุ่มก่อความไม่สงบในระดับปฏิบัติการรับผิดชอบเคลื่อนไหวในพื้นที่ 4 อำเภอชายแดนสงขลา โดยเฉพาะนาทวี และเป็นระดับมือยิง

มีหมายจับติดตัวของ สภ.สะบ้าย้อย 1 หมายจับ 8 ข้อหา เช่น ร่วมกันก่อการร้าย ร่วมกันมีระเบิดไว้ในครอบครอง และร่วมกันทำให้เกิดระเบิด

ทั้งนี้ เชื่อว่าเส้นทางการหลบหนีของคนร้ายเป็นไปได้ว่าอาจจะข้ามพรมแดนไปยังประเทศมาเลเซียพร้อมกับทองที่ขโมยไป โดยมีจุดประสงค์จะป่วนเขตเศรษฐกิจ และหวังนำทองไปเป็นทุนให้กับขบวนการเคลื่อนไหว ซึ่งใกล้เคียงกับเหตุระเบิดเอทีเอ็มหลายครั้ง ซึ่งแต่เดิมคิดว่าเป็นการลงมือเพื่อสัญลักษณ์ แต่ที่แท้แล้วหวังว่าจะเอาเงินไปนั่นเอง

พร้อมเตรียมออกหมายจับนายแวอูเซ็ง ดือราเฮ็ง และนายไซฟูดดิน หะยีปูเต๊ะ ผู้ร่วมก่อการทั้ง 2 คน

เป็นล็อตแรก-หลังเจ้าหน้าที่ทราบตัว

จี้คดี “อับดุลเลาะ” ดับ

อีกกรณีที่ปฏิเสธไม่ได้ว่าจะมีผลกระทบต่อสถานการณ์ไฟใต้ นั่นก็คือการเสียชีวิตของนายอับดุลเลาะ อีซอมูซอ อายุ 34 ปี ชาว ต.ตะบิ้ง อ.สายบุรี จ.ปัตตานี ชาวสวนยาง และรับหล่อเสาปูน ที่ตกเป็นผู้ต้องสงสัยในคดีความมั่นคง และด้วยกฎหมายพิเศษ ทำให้เจ้าหน้าที่สามารถควบคุมตัวไปสอบถามได้

โดยนายอับดุลเลาะถูกเจ้าหน้าที่คุมตัวไปจากบ้านพัก เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม ขณะกำลังจะละหมาด โดยเจ้าหน้าที่ระบุว่า นายอับดุลเลาะเป็นผู้ต้องสงสัยว่าคอยช่วยเหลือหรือสนับสนุนกลุ่มที่ก่อความไม่สงบในจังหวัดชายแดนใต้ โดยนำไปลงบันทึกประจำวันที่ สภ.สายบุรี และส่งตัวไปที่ศูนย์ซักถามเฉพาะกิจ กรมทหารพรานที่ 43 ค่ายอิงคยุทธบริหาร กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า

ผลการตรวจร่างกายก่อนเข้ากระบวนการซักถามระบุว่ามีร่างกายแข็งแรงดี

แต่ต่อมาในเวลาประมาณ 03.00 น.ของวันที่ 21 กรกฎาคม อับดุลเลาะถูกพบนอนหมดสติอยู่ในห้องควบคุม เจ้าหน้าที่นำส่งโรงพยาบาลอิงคยุทธบริหาร แล้วนำส่งโรงพยาบาลปัตตานี

วันที่ 22 กรกฎาคม นางซูไมยะ ภรรยานายอับดุลเลาะ เดินทางไปเยี่ยมสามีที่ค่ายอิงคยุทธฯ แต่เจ้าหน้าที่แจ้งว่าถูกส่งตัวไปยังโรงพยาบาลปัตตานี เมื่อตามไปถึงโรงพยาบาลก็พบว่าอับดุลเลาะอยู่ในสภาพโคม่า ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ มีอาการสมองบวมรุนแรงเพราะขาดอากาศหายใจ ต่อมาส่งนายอับดุลเลาะไปรักษาที่โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ จ.สงขลา

ก่อนที่จะเสียชีวิตลงในวันที่ 25 สิงหาคม ญาตินำศพกลับไปทำพิธีทางศาสนาที่มัสยิดฮูแตบาเซ ต.ตะบิ้ง อ.สายบุรี จ.ปัตตานี โดยมีคนนับพันร่วมพิธี

แพทย์ระบุการเสียชีวิตว่าสมองบวมจากการขาดอากาศหายใจ

ขณะที่มีความพยายามจี้ให้รัฐบาลรับผิดชอบกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และหาตัวคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องมาดำเนินคดี

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และ รมว.กลาโหม ก็ยืนยันเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม ว่าผลการตรวจร่างกายจากโรงพยาบาล 3 แห่ง ยืนยันว่านายอับดุลเลาะปกติ ไม่มีร่องรอยถูกทำร้าย เสียชีวิตจากปอดอักเสบ

ไม่ใช่เกิดจากการซ้อมทรมาน

ส่วนข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร คงมีหลายฝ่ายอยากให้คลี่คลาย

บทความก่อนหน้านี้‘สุดารัตน์’ ผุดโครงการ ‘เพื่อไทยช่วยไทย รวมใจช่วยน้ำท่วม’ ตั้งศูนย์ประสานงานทุกจังหวัด ช่วยเหยื่อ ‘โพดุล’
บทความถัดไปคนมองหนัง | ประชุมวิชาการ “ภาพยนตร์ศึกษา” 2562