“ไลฟ์สไตล์-แฟชั่น-งาน-ความรัก” ของ “กัปตัน – ชลธร คงยิ่งยง”

ถ้าพูดถึงนักแสดงดาวรุ่งที่มีผลงานครองใจแฟนๆ ทั้งชาวไทยและต่างชาติในยุคนี้ เชื่อว่าคงต้องมี “กัปตัน – ชลธร คงยิ่งยง” อยู่ในใจของใครหลายๆ คนแน่นอน

แม้ว่าก่อนหน้านี้จะมี “ข่าวด้านลบ” คอยกวนใจ “กัปตัน” อยู่ช่วงเวลาหนึ่ง แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่สามารถฆ่าเขาให้หลุดหายออกจากวงการบันเทิงได้ และยิ่งทำให้เขาได้รับความสนใจจากผู้คนมากกว่าเดิม

“กัปตัน” ถือเป็นหนึ่งในดาราที่มีผลงานสร้างชื่ออย่างหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นด้านกีฬา (เคยเป็นนักกีฬาแบดมินตันระดับเยาวชน) ตามมาด้วยการแสดง และล่าสุดกับการเป็นศิลปินกลุ่มในนาม “9 x 9” (ไนน์ บาย นาย) ภายใต้การบริหารของโฟร์โนล็อค

Feed เพจเฟซบุ๊กในเครือของมติชน มีโอกาสพูดคุยกับ “กัปตัน – ชลธร คงยิ่งยง” ถึงเรื่องไลฟ์สไตล์ แฟชั่น งาน และความรัก ว่าวันนี้ชีวิตเขาเป็นอย่างไรบ้าง กับบทบาทที่ต้องเป็นทั้งนักแสดงและศิลปิน

คำตอบที่ได้รับกลับมา เชื่อว่าแฟนๆ ของ “กัปตัน” ไม่ควรพลาด

: บุคลิกของกัปตัน แท้จริงแล้วเป็นอย่างไร?

จริงๆ บุคลิกของผมค่อนข้างเป็นคนที่…เหมือนมีความสันโดษสูงนิดนึง จะเป็นพวกที่ชอบเสพศิลปะ เสพอะไรต่างๆ ที่มันเกี่ยวกับเรื่องอีโมชั่น (อารมณ์ความรู้สึก) นิดนึง อย่างพวกทำอาหาร หรือว่าจะเป็นชงกาแฟ หรือว่าจะเป็นแบบวาดรูปอะไรพวกนี้

สันโดษของผมก็ไม่ถึงขนาดสันโดษที่แบบห้ามยุ่งกับใคร แต่ว่าจะเป็นสันโดษเวลา…เหมือนเราชอบใช้ชีวิตอยู่กับตัวเอง เพราะเรารู้สึกว่าการที่เรามีสติกับตัวเอง มันทำให้เราเหมือนเจออะไรใหม่ๆ มากขึ้นมั้งครับ

ถ้าเกิดเรามีสติ เรารู้ตัวเองอยู่ตลอดเวลา มันก็จะทำให้เรารู้สึกว่าเหมือนระวังในโลกมากขึ้น

: เวลาว่างชอบทำอะไร?

เราเป็นคนชอบทำอะไรใหม่ๆ ก็คือจะไม่ค่อยซ้ำกันเท่าไหร่ อย่างช่วงนี้ผมอินเรื่องทำกาแฟ เรื่องการทำอาหาร ผมเป็นคนชอบกินพอสมควร กับการเป็นอาร์ติสต์ อย่างเช่น ทำเพลง เรียนฝึกซ้อมเต้นต่างๆ ช่วงนี้ก็คือจะอินพวกนี้ซะส่วนใหญ่

แต่ว่าถ้าเกิดในอนาคตแบบเหมือนเจออะไรใหม่ๆ ที่เราสนใจ เราก็อยากจะลองดูว่าเราทำอะไรได้อีก

เราเป็นคนเปิด ชอบแบบเจออะไรใหม่ๆ ที่เรายังทำไม่ได้

แล้วเราพยายามจะทำให้มันได้ครับ

: แฟชั่นที่บ่งบอก “ความเป็นกัปตัน” ได้ดีที่สุด?

จริงๆ ถือว่าชอบแต่งตัวครับผม เรียกว่าเป็นสตรีตนิดนึง

เป็นสตรีตผสมแบบแคชช่วลไปในตัว ก็คือเหมือนมีความเอาฝั่งแบบอเมริกา-ยุโรปขึ้นมาผสมกับความแคชช่วลในฝั่งเอเชีย พวกเกาหลี เอามามิกซ์แอนด์แมตช์กัน

แล้วเหมือนเราก็ค่อนข้างที่จะติดตามพวกแฟชั่นต่างๆ ที่มันออกมาอยู่ตลอด มันก็เลยเหมือนทำให้เราเปิดกว้าง ไม่ได้ยึดติดกับอะไร แต่ไม่ได้จำเป็นจะแฟชั่นจ๋าทุกวันนะ

แค่เรารู้สึกว่าชีวิตเรามีกางเกงยีนส์ที่แบบเราใส่ได้เกือบทุกวันสัก 1 ตัว รองเท้าผ้าใบที่มันเข้ากับเราแล้วเราชอบ กับแค่เสื้อยืดดำ-ขาวอะไรแค่นั้น

เรารู้สึกพอแล้ว

: ทำไมช่วงวัยรุ่นถึงเลือกเป็นนักกีฬาแบดมินตัน?

เมื่อก่อนเราก็คิดว่าเราจะใช้แบดฯ ในการทำงานต่อไป เพราะเรารู้สึกว่าช่วงนั้นเราก็มีแบดฯ ที่เราสามารถทำได้ แล้วก็ไม่ใช่คนที่เรียนเก่งอะไร หรือว่ามีความสามารถอื่น เราก็เลยรู้สึกว่าแบดฯ เนี่ยแหละ ที่เราจะใช้เวลาไปกับมันตลอด

(เรื่อง) แบดฯ ผมเริ่มมาจากการที่เมื่อก่อนตอนเด็กๆ เป็นหอบ ก็เลยโดนจับไปเล่นกีฬา ซึ่งผมเล่นกีฬามาเยอะมาก ไม่ว่าจะเป็นเทนนิส ปิงปอง ว่ายน้ำ ไอซ์สเก๊ต ผมลองกีฬาเกือบหมดแล้ว แต่ว่าเรามาลงที่แบดฯ ครับ

เพราะว่าทางคุณพ่อหรือว่าจะเป็นญาติต่างๆ ก็เคยเป็นนักกีฬา (ประเภทนี้) ด้วย เล่นไปเล่นมามันก็เหมือนเราไปเกือบทุกวัน จนเขาอยากให้เป็นนักกีฬาอย่างนี้

เราก็เลยไปซ้อมที่สโมสร แล้วก็เล่นไปเล่นมาประมาณ 4-5 ปี ที่แบบใช้ชีวิตเป็นนักกีฬาอยู่ในคอร์ตแบดฯ นอนที่คอร์ตแบดฯ ตื่นเช้าไปเรียน กลับมาซ้อม บางทีก็แบบนอนอะไรอย่างนี้

มันก็เลยจะวนเวียนอยู่ประมาณนี้

: ทำไมเลิกเล่นแบดมินตันเพื่อไปเอาดีด้านวงการบันเทิง?

หยุดเหรอฮะ เพราะว่าเราได้รับโอกาสในการเล่นซีรี่ส์ แล้วเรารู้สึกว่าการที่เราจะเล่นซีรี่ส์ไปด้วย เล่นแบดฯ ไปด้วย ทั้งเรียนไปด้วย เราทำ 3 อย่างนี้ แล้วเรารู้สึกว่ามันไม่มีอะไรออกมาดีสักอย่างไง

เราก็เลยต้องตัดสินใจเลือกว่าเราอยากจะทำอะไร อย่างมากคือ 2 อย่างอ่ะ คือเรียนเราก็ขาดไม่ได้อยู่แล้ว เราก็เลือกระหว่างแบดฯ กับงานในวงการอะไรอย่างนี้

เราก็เลยรู้สึกว่างานในวงการดีกว่า เพราะรู้สึกว่ามันเป็นโอกาสที่น่าลองทำ เราก็เลยไปทางนี้

และนั่นเป็นจุดเปลี่ยนครั้งแรก เหมือนพลิกอะไรหลายๆ อย่างในชีวิตเหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นแบบคนรู้จักมากขึ้น หรือว่าชีวิตที่แบบไม่ได้มีใครมาสนใจอย่างนี้ ก็มีคนเริ่มมาสนใจเรา

ก็เลยรู้สึกว่าปรับตัวยากพอสมควร

: ทำงานเหนื่อย แล้วเจอ “ข่าวด้านลบ” ท้อบ้างไหม?

จริงๆ ถือว่าท้อทุกงานเลยนะ

ไม่มีงานไหนที่ผมรู้สึกว่าทำแล้วมันมีความสุขได้เลย

เพราะว่าโดยส่วนตัวเราเป็นคนที่อยากจะทำงานออกมาให้มันดีมั้ง

แล้วพอมันมีความคิดตรงนี้ เราก็เลยต้องใส่ใจรายละเอียดทุกอย่างกับมัน

ทำให้เราเหมือนใช้เวลา

ใช้ตัวเองเข้าไปเยอะพอสมควร

เหมือนกับไม่สามารถปล่อยให้มันผ่านไปได้อ่ะครับ

: สิ่งที่เราไม่ชอบที่สุดตอนนี้คืออะไร?

เอาจริงๆ ผมเป็นคนที่ไม่ค่อยชอบแบบวิชาการ ทฤษฎีอะไรพวกนี้ เป็นคนไม่ชอบอะไรที่มันต้องจดจำ เราชอบอะไรที่มันต้องเอ็กซ์พลอร์ (ค้นหา) ด้วยตัวเอง

หรือว่าลงมือทำด้วยตัวเองมากกว่า

: มุมมองความรักตอนนี้เป็นยังไง?

ความรักเหรอ ผมรู้สึกว่าความรักมันเป็นเรื่องของโชคชะตาอะไรบางอย่างมั้ง เราเหมือนแบบไม่ได้คาดหวังกับมัน ถ้าวันนึงที่เรารู้สึกว่ามีความสุข มีความสบายใจที่จะมีความรัก คุณจะรู้เองว่าความสุขมันคืออะไร ถ้าเป็นความรักที่มีความสุข มันก็คงมาเจอกันเองแหละ

ช่วงหลังๆ เริ่มคิดอะไรที่ไม่ได้เป็นแง่ลบ คิดการเป็นตรงกลาง หรือว่าการปล่อยวางอะไรบางอย่าง

มันทำให้รู้สึกว่าชีวิตมันมีความสุขมากขึ้นครับ

นี่ก็เป็นมุมมองต่อชีวิตของ “กัปตัน” หลังผ่านพบอะไรมามากมายจนประสบความสำเร็จ

ส่วนหนึ่งที่ทำให้เขามีวันนี้ได้ก็คงหนีไม่พ้นกำลังใจจากเหล่าแฟนคลับทั้งชาวไทยและต่างประเทศ ซึ่งซุป”ตาร์หนุ่มมีอะไรฝากถึงคนเหล่านั้นด้วย

“อยากขอบคุณทุกคนนะครับ เหมือนผมพูดตลอดว่า มีคนเข้ามาในชีวิตผม แล้วก็มีคนออกไป มันมีมาตลอด ผมรู้สึกดีใจที่ทุกคนได้มาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตผม มันทำให้ผมเรียนรู้ แล้วก็เหมือนกับโตขึ้นในหลายๆ อย่าง เราเลยขอขอบคุณทุกคนที่เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตผมครับ”

บทความก่อนหน้านี้พริกอะไร ? กินประจำ ลดอัตราเสี่ยงโรคหลอดเลือด-ป้องกันโรคหัวใจ,อัมพาตได้
บทความถัดไปสิ่งที่ผมไม่เคยรู้มาก่อน เกี่ยวกับการขี่มอเตอร์ไซค์ ในประเทศคอมมิวนิสต์ (เวียดนาม)