“อนุทิน” กับงาน “ไม่การเมือง” ภารกิจบินส่งหัวใจ-อวัยวะ ช่วยมาหลายสิบชีวิต แบบจิตอาสา

: จุดเริ่มต้นการขับเครื่องบิน

คงเป็นความใฝ่ฝันของเด็กผู้ชาย ที่อยากจะขับเครื่องบิน ตอนเด็กๆ ผมชอบพับเครื่องบินเล่น หรือเวลาไปห้างสรรพสินค้าเห็นร้านของเล่นก็มักจะซื้ออะไรที่เกี่ยวกับเครื่องบินมา คงเหมือนด็กทั่วไปที่อยากจะทำสิ่งที่ท้าทาย

จนวันดีคืนดีมีโอกาสมาพบกับเพื่อนรุ่นพี่คนหนึ่ง ซึ่งเขาขับเครื่องบินด้วยตัวเอง เขาก็เปิดโอกาสให้เราลองกดปุ่มต่างๆ ดู ผมก็รู้สึกว่าเป็นสิ่งที่ท้าทาย และเป็นการเติมเต็มความฝันในวัยเยาว์ เราก็เลยสานต่อโดยไปเรียนที่โรงเรียนการบิน ใช้เวลาเกือบ 1 ปีเต็ม เรียนทั้งเชิงทฤษฎี และต้องฝึกฝน ก่อนไปสอบใบขับขี่อากาศยาน

ในช่วงนั้นได้เข้ามาทำเกี่ยวกับงานการเมืองมากขึ้น ได้เริ่มมีการเดินทางไปยังจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศ ใหม่ๆ เราก็บินไปกับครูฝึกการบิน บางทีก็บินไปกับนักบินผู้ช่วย จนเราคิดว่ามีชั่วโมงบินพอสมควร บินผ่านสภาพกดดัน สภาพอากาศที่ไม่ค่อยดีได้ในระดับหนึ่งได้ ก็เริ่มมีการ Solo บินเดี่ยว อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยเล่าถึงความฝันในวัยเด็กจนมาถึงวันที่ได้ขับเครื่องบินจริง

เวลาที่ผมบินผมก็จะรู้สึกว่าชีวิตมีความเป็นอิสระ ที่เราสามารถบังคับเหล็กท่อนหนึ่งให้ขึ้นไปในอากาศ เลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวาตามที่เราต้องการได้ ได้ไต่ระดับลดระดับหลบข้ามเมฆตามที่เราปรารถนา ผมสะสมชั่วโมงบินจากหลายสิบเป็นหลักหลายพันชั่วโมง

ผมก็เลยใช้เครื่องบินเป็นพาหนะช่วยอำนวยความสะดวกในการปฏิบัติงาน แล้วก็ขอซื้อต่อจากโรงเรียนที่ผมไปเรียน ทำให้การเดินทางไปต่างจังหวัดที่จะต้องพบปะผู้คนในหลายๆ ภารกิจผมสามารถทำภารกิจทั้งหมดได้ภายในวันเดียว

ซึ่งประเทศไทยมีดีอย่างหนึ่งคือแทบทุกจังหวัดมีสนามบิน

: สิ่งที่ได้จากการขับเครื่องบิน

ทำให้ผมได้วางแผนล่วงหน้าอยู่ตลอดเวลา และต้องคิด-สังเกตว่าเราจะบินผ่านที่ไหน จังหวัดเหล่านั้นมีสนามบินที่ใกล้ที่สุดอยู่ที่ไหน หากไม่มีสนามบินจะมีแปลงนาที่ไหนที่ราบเรียบไม่มีอุปสรรค ไม่มีเสาไฟฟ้า เผื่อมีความจำเป็นจะต้องร่อนลงฉุกเฉิน ไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าเรื่องความปลอดภัย ไม่ว่าเราจะติดนัดที่สำคัญแค่ไหน หากสภาพอากาศไม่เอื้ออำนวย การตัดสินใจที่จะหันหัวกลับไปตั้งต้นใหม่ก็มีความจำเป็น

“ขณะเดียวกันเหมือนได้สอนชีวิตตัวเองเสมอว่า เราจะถอยเมื่อไหร่ ตอนไหนจะต้องหยุด เครื่องบินอยู่กับที่ไม่ได้เมื่อทะยานขึ้นฟ้าแล้ว ฉันใดก็ฉันนั้น เวลาบินไปเราก็ต้องมีความพร้อม เราจะต้องเตรียม ดีที่สุดคือเตรียมตั้งแต่บนพื้น อย่าไปเตรียมพร้อมบนอากาศ”

“บางทีผมยอมที่จะเสียเวลาอีกครึ่งชั่วโมงที่จะบินอ้อมไม่ฝ่าสภาพอากาศที่ไม่เอื้อ ทำให้ผมมีอุปนิสัยที่คิดอย่างรอบคอบ และประสบความสำเร็จในภารกิจต่างๆ ได้ตามเป้าที่วางไว้”

: จุดเริ่มต้นบินช่วยชีวิต #หัวใจติดปีก

เกิดจากการโพสต์ลง facebook มีวันหนึ่ง เพื่อนผมที่เป็นแพทย์เห็นว่าผมสามารถบินไปทำงานที่นู่นที่นี่ได้ วันหนึ่งคุณหมอท่านนั้น (นพ.พัชร อ่องจริต แพทย์ศัลยกรรมหัวใจและทรวงอก โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์) ซึ่งเป็นแพทย์มีความเชี่ยวชาญเรื่องการเปลี่ยนถ่ายอวัยวะและเฉพาะอย่างยิ่งหัวใจ พูดภาษาชาวบ้านคือ “หมอเปลี่ยนหัวใจ” ที่เป็นเพื่อนเรียนกันมาตั้งแต่เด็ก ก็โทรศัพท์เข้ามาแล้วบอกว่าเขามีภารกิจต้องไปผ่าตัดเอาหัวใจจากคนที่มอบบริจาคเอาไว้มาใส่ให้กับผู้ป่วยที่รอรับหัวใจอยู่ ซึ่งคนที่ให้ประสบอุบัติเหตุไม่คาดฝัน และได้เจรจากับญาติยินยอมที่จะมอบอวัยวะให้แล้ว

เหตุการณ์ตอนนั้นผมต้องบินออกจาก กทม.ไปจังหวัดอุดรธานี เวลา 23.00 น. ซึ่งแน่นอนว่าในช่วงเวลาดังกล่าวไม่มีสายการบินพาณิชย์ที่ไหนไปแล้ว

หมอก็บอกกับผมว่าด้วยความเกรงใจ ถ้าไปให้ได้ก็จะดี แต่ถ้าไปไม่ได้ก็ไม่เป็นไร ผมก็ถามกลับว่า ถ้าไม่ไปแล้วจะเป็นอย่างไร เขาก็บอกว่า หัวใจนั้นก็ต้องทิ้งไป ทำให้ผมฉุกคิดได้ว่า จากที่บินๆ มา 5-6 ปีรู้สึกว่าตัวเองจะมีคุณค่าก็ตอนนี้แหละ ก็ไม่ต้องถามไรกันมาก นัดเจอแล้วพร้อมไปทันที

พอเครื่องบินทะยานออกจากกรุงเทพฯ ระหว่างเดินทางได้พูดคุยกับคุณหมอเลยทำให้ทราบว่าจริงๆ แล้วมีเหตุการณ์ที่มีผู้รอรับหัวใจอยู่ที่กรุงเทพฯ หลายเคสใน 1 ปี บางคนสามารถให้อวัยวะได้หลายชิ้นส่วนทั้งหัวใจ-ปอด-ตับ-ดวงตา จึงมีหลายครั้งที่ผมได้ทำภารกิจร่วมกับคุณหมอในช่วงหลังๆ เราสามารถนำชิ้นส่วนกลับมาได้หลายชิ้นส่วน ซึ่งคุณหมอก็จะบอกเราว่าวันนี้ช่วยได้ 6 คนนะ วันนี้ช่วยได้ 5 คนนะ

การช่วยต่ออายุคนมันก็เป็นความปีติ เป็นความสุขที่ได้ทำ ซึ่งจริงๆ แล้วเราทำหน้าที่เป็นเพียงแค่ผู้รับส่ง เราไม่ได้เกี่ยวข้องในเรื่องทางการแพทย์เลย

มีเพียงช่วงเดียวเท่านั้นที่เรามีความสำคัญมากก็คือช่วงขากลับที่ต้องมีสมาธิให้ดีๆ เมื่อหัวใจออกจากร่างกายของผู้บริจาคแล้วจะต้องอยู่ในอีกร่างหนึ่งของผู้รับภายในเวลาไม่เกิน 4 ชั่วโมง โชคดีที่ประเทศไทยมีสภาพภูมิประเทศที่ดี กรุงเทพฯ เป็นศูนย์กลาง ไปที่ไหนทั่วประเทศจะใช้เวลาไม่เกิน 1.30 ชั่วโมง

และเครื่องบินที่ผมทำการบินอยู่สามารถทำเวลาได้และเข้ากับสถานการณ์นี้ ทุกอย่างก็เข้าล็อกหมด ผมก็บอกกับคุณหมอว่าจากนี้ไปก็โทร.มาหาแล้วกัน ผมยินดีที่จะบินไปกับคุณหมอทุกที่

ตั้งแต่นั้นมาเมื่อได้รับการร้องขอ ก็ไม่สามารถที่จะทำใจปฏิเสธได้เลย ต่อให้ตัวเองมีภารกิจมากมายขนาดไหนก็ตาม ซึ่งเคยมีครั้งหนึ่งตอนค่ำๆ ผมวันนั้นอาจจะมีความกดดันหลายเรื่องอยู่ในที่ประชุมเมื่อเลขาฯ เดินเข้ามาบอกในห้องประชุม เป็นครั้งแรกที่ผมเผลอปฏิเสธไม่ไป ปรากฏว่าเลขาฯ ของผมแสดงสีหน้าตกใจมากว่าเกิดอะไรขึ้น เพราะปกติทุกครั้งผมจะหยุดทุกอย่างและจะรีบไปสนามบินทันที แต่สิ่งที่ผมได้ค้นพบก็คือตั้งแต่วินาทีที่ผมปฏิเสธ และต้องประชุมต่อ ผมกลับประชุมไม่รู้เรื่อง เหมือนกับสมองมันไม่คิดอะไรแล้ว เหมือนเรากำลังถามตัวเองอยู่ว่า เมื่อกี้เราพูดอะไรออกไป พูดผิดพูดใหม่ได้

ไม่ถึง 2 นาทีเท่านั้นแหละ ผมก็เรียกเลขาฯ เข้ามาและบอกว่าคอนเฟิร์ม แล้วปิดประชุมพร้อมออกไปทันทีเลย ผมคิดว่าเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องของความรับผิดชอบแล้ว ความเป็นจิตอาสาอย่างหนึ่ง และวันนั้นปรากฏว่าไปที่เชียงรายที่สามารถให้อวัยวะได้หลายชิ้นทำให้เที่ยวบินนั้นสามารถต่ออายุให้กับคนป่วยได้หลายคนมาก

เป็นสิ่งที่ผมมีความภาคภูมิใจว่าชีวิตหนึ่งเมื่อได้เกิดมาแล้ว เมื่อมีโชคดีกว่าคนอื่นเพราะมีสิ่งที่เราสามารถอำนวยความสะดวกได้ ถ้าได้ช่วยต่อชีวิตให้กับเพื่อนมนุษย์ ผมก็พร้อมที่จะทำต่อไปจนกว่าจะบินไม่ไหว และก็หวังว่าเพื่อนนักบินคนอื่นๆ หรือว่าผู้ที่สามารถทำการบินได้คงอยากจะทำ

ทุกวันนี้ถามว่าทำไมคนอื่นเขาไม่ทำ เพราะว่าค่าใช้จ่ายมันสูงมาก เครื่องบินโดยสารเครื่องใหญ่ต้องใช้คนมากกว่า 5 คนในการปฏิบัติภารกิจต่างๆ ในแต่ละครั้งค่าใช้จ่ายไม่ต้องพูดถึงเลย บางคนเป็นนักบินสมัครเล่นเหมือนผม แต่เครื่องบินเขาไม่สามารถทำความเร็วได้ทันเวลากับการคงทนของอวัยวะนั้นๆ

เช่น คนที่สามารถขับเครื่องบินได้แต่เป็นเครื่องบินรุ่นเล็กหน่อย ไม่มีเครื่องปรับความดันอากาศซึ่งจะทำความเร็วได้เพิ่มขึ้นไปอีกอาจจะต้องใช้เวลาถึง 3 ชั่วโมงกว่าจะไปถึงที่หมาย แต่เครื่องบินเล็กบางเครื่องถ้าจะบินไปเชียงใหม่ เชียงรายต้องแวะจอดพิษณุโลกเพื่อเติมน้ำมัน จะบินไปสงขลาก็ต้องแวะจอดที่สุราษฎร์ธานีหรือที่หัวหินเพื่อเติมน้ำมัน เพื่อจะบินไปต่อได้

การจะบินไปจอดทุกครั้งก็ต้องมีเวลาไม่ต่ำกว่า 1 ชั่วโมง มันไม่สอดคล้องกับภารกิจ แต่พอดีเครื่องบินที่ผมใช้อยู่สอดคล้องกับภารกิจพอดี จึงเป็นเหตุที่ว่าตอนนี้ก็มีผมคนเดียวที่ยังทำเรื่องนี้อยู่แบบจิตอาสา ไม่ต้องไปจ้างให้นักบินมืออาชีพบอกว่าช่วยทำให้หน่อยนะ ไม่ต้องคิดเงินนะเป็นการกุศลอย่างนี้ เราก็คงไม่กล้าไปพูดทุกครั้ง

ก็หวังว่าสักวันหนึ่งจะมีคนที่มีเครื่องบินและสามารถทำการบินได้ด้วยตัวเอง ให้สอดคล้องภารกิจ มาเพิ่มโอกาสในการช่วยเหลือชีวิตเพื่อนมนุษย์ให้ได้มากยิ่งขึ้น

ก่อนจากกัน ทิ้งท้ายถามคุณอนุทินว่า ถ้าเปรียบประเทศไทยกับการบิน เราบินวนไม่เจอทางออกมาหลายปีแล้ว จะทำอย่างไร?

หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยผู้นี้ตอบทันทีว่า ประเทศไทยในเวลานี้ต้องใช้กัปตันที่มีชั่วโมงการบินสูง ที่จะรู้ว่ามีช่องไหนที่ฝ่าออกไปแล้วมีหนทางอันสดใส หากเปรียบแล้วก็ต้องใช้สายการบินชื่อ “ภูมิใจไทย” ที่สัญญาว่านำอากาศยานที่ชื่อประเทศไทยไปสู่จุดหมายอย่างราบรื่นปลอดภัย

ชมคลิปเปิดใจอนุทินได้ที่

บทความก่อนหน้านี้“บิ๊กตู่” บิน เชียงราย-แพร่ 16 มี.ค.นี้ ลุยแก้ปัญหาไฟป่า-ลดหมอกควันภาคเหนือ
บทความถัดไป“ณัฐวุฒิ” แฉ แพร่สั่งเกณฑ์คนนับหมื่น ต้อนรับ “ประยุทธ์” ถามเอาเปรียบหรือไม่?