อุรุดา โควินท์ / อาหารไม่เคยโดดเดี่ยว : น้ำพริกอ่องเอาใจเพื่อน

อุรุดา โควินท์

ในที่สุดเราก็มีเพื่อนมาหา ฉันตื่นเต้นมาก ดีใจมาก แน่ล่ะ ใครต่อใครก็มีเพื่อน และไม่ว่าบ้านไหน ก็เคยมีเพื่อนมาหา มานอนค้างที่บ้าน

เว้นเสียแต่เรา

เราเพิ่งมีบ้านของตัวเอง และบ้านของเราเพิ่งพร้อมให้เพื่อนค้าง วันนี้ เดี๋ยวนี้ ก็…ทันทีที่เพื่อนระบุวันเวลาที่จะมาถึงนั่นล่ะ

เราไม่อาจแสดงศักยภาพเต็มที่ หากไม่มีพื้นที่ ฉันรู้ความจริงนี้มาหลายปี อาณาเขตส่วนตัวมีความสำคัญต่อฉัน ฉันต้องการบ้าน ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้าของ แต่ฉันต้องมีสิทธิ์โดยสมบูรณ์ที่จะจัดการบริหารบ้านหลังนั้น (แม้ชั่วคราว)

เช่าก็ได้ ให้อยู่ฟรีก็ดี ขอเพียงมีสถานที่ ซึ่งเราได้รู้สึก-เป็นของเราอย่างแท้จริง เราจะมองเห็นหนทางเพิ่มขึ้น อยากหยิบนั่นทำนี่ อยากปลูกต้นไม้ อยากทำอาหาร และที่สำคัญ อยากให้เพื่อนมานอนอ่านหนังสือที่บ้าน

แล้วเพื่อนก็มา พวกเขาเรียกการมาเยือนครั้งนี้ว่า การทดสอบระบบ

 

นํ้าอุ่นพอมั้ย อาหารเช้าอร่อยมั้ย เตียงนอนสบายมั้ย ห้องสะอาดมั้ย คำถามเหล่านี้ เราไม่ควรตอบเอง เรารอเพื่อนมาตอบ โดยหวังว่าเพื่อนจะไม่ตอบเอาใจเรา

บางทีคำตอบก็ไม่ใช่ถ้อยคำ เช่น เพื่อนตื่นขึ้นมาอย่างสดใส กินอาหารเช้าเกลี้ยงจาน ครั้นถามว่าอยากไปเที่ยวไหนมั้ย เพื่อนก็ส่ายหัว ตอบ อยู่แถวๆ นี้ดีกว่า

เพื่อนมาสองคน ชอบอาหารไม่เหมือนกัน คนหนึ่งไม่กินกุ้ง ไม่กินปลา ไม่ชอบอาหารรสเปรี้ยวจัด และกินเผ็ดได้น้อย

ที่เหมือนกันก็คือ ทั้งสองคนชอบผัก มาเชียงรายโดยหวังจะได้กินผักสดๆ ที่เพิ่งเก็บจากแปลง

เราจัดผักให้เพื่อนอย่างเกรียงไกร ผักสด ล้างสะอาด แล้วผัดไฟแรง เป็นอาหารที่ฉันทำบ่อยจนคล่องมือ แต่นั่นล่ะ ควรมีอย่างอื่นบ้าง

น้ำพริกเป็นอีกตัวเลือกที่เหมาะสม น้ำพริกทำให้หยิบผักสดเข้าปาก ติดตรงที่เพื่อนกินเผ็ดได้แค่นิดหน่อย

 

เมื่อเช้า โดยมีถ้วยข้าวต้มเป็นพยาน เพื่อนคนหนึ่งเปรยว่า อยากกินน้ำพริกอ่อง

“แบบไม่ค่อยเผ็ดใช่มั้ย” ฉันถาม

ทั้งสองคนรีบพยักหน้า

“ไม่ค่อยชอบหมูด้วยใช่มั้ย”

พยักหน้าโดยพร้อมเพรียงอีกครั้ง

คำถามสุดท้าย “ไม่ควรเปรี้ยวมากด้วยละสิ”

“ช่าย อย่าให้เปรี้ยวแบบยำ” เพื่อนว่า

ฉันหัวเราะ

น้ำพริกอ่องบ้าอะไรจะเปรี้ยวแบบยำ ความเปรี้ยวของน้ำพริกอ่องมาจากมะเขือเทศ มันนุ่มนวล มีเนื้อมีหนัง และมีรสหวานบางๆ เจืออยู่

น้ำพริกอ่องทำง่าย วัตถุดิบหาได้จากทุกตลาด ทั้งใช้ไม่กี่ชนิด เป็นน้ำพริกที่เราไม่ควรซื้อ เพราะแทบเป็นไปไม่ได้ที่แม่ค้าจะทำน้ำพริกอ่องถูกใจทุกคน

ฉันเองก็ยังไม่แน่ใจ-จะทำได้ถูกใจเพื่อนหรือเปล่า เพื่อนไม่ชอบเผ็ดนัก และน่าจะชอบแบบอมหวานนิดหน่อย

 

ก่อนทำน้ำพริก ไม่ว่าน้ำพริกอะไร ฉันต้องแน่ใจว่ามีผักที่เป็นชู้ของมัน สำหรับน้ำพริกอ่อง คือผักชี ผักซึ่งหลายคนเหม็น แต่ฉันอยากนำเสนอผักชีพันธุ์พื้นบ้านของเชียงราย ใบเล็ก ก้านเล็ก กินง่ายกว่า อร่อยกว่า กลิ่นไม่แรง ที่สำคัญ ในฤดูหนาวผักชีจะงามเป็นพิเศษ

เรามีแตงกวา มีกะหล่ำ มีแคร์รอต มีผักชีลาว และผักชีไทย (ชู้ของน้ำพริกอ่อง) เอาล่ะ ฉันคิดว่าพอ และเราจะกินแบบสดทั้งหมด

ล้างผักแล้ว ฉันหงายครก ใส่กระเทียมไทย หัวหอม (มากกว่ากระเทียม) พริกจินดาแห้ง และเกลือทะเล ตำให้ละเอียด แล้วค่อยใส่ถั่วเน่า หรือกะปิ (บ่อยครั้งที่ฉันใช้ทั้งสองอย่าง)

กะปิกับถั่วเน่าต้องไม่มากไป (ไม่เกินหนึ่งช้อนชา) หัวหอมเยอะหน่อย ส่วนพริก ถ้าชอบเผ็ดก็ใส่เยอะนิดหนึ่ง แต่เพราะเพื่อนไม่กินเผ็ด วันนี้ฉันจะเบามือกับพริก

เคล็ดลับคือไม่เลี่ยน น้ำมันไม่ลอยหน้า แต่ต้องผัดน้ำพริกให้หอมเสียก่อน ซึ่งหมายความว่า ต้องผัดด้วยน้ำมันน้อย ใช้ไฟอ่อน และอย่างใจเย็น…

ให้กลิ่นน้ำพริกหอมคับครัว ตอนนั้นล่ะที่จะเร่งไฟขึ้นสักนิด แล้วใส่หมูบดลงไป ถ้าเลือกหมูติดมัน ย่อมได้ไขมันเป็นของแถม แต่เพื่อนค่าตับไม่ค่อยดี ฉันจึงใช้สันในสับ ผัดหมูจนสุก ค่อยใส่มะเขือเทศลูกกลมๆ เล็กๆ ที่ชาวเชียงรายเรียกว่า บ่าเขือส้ม ลูกเล็กกว่ามะเขือเทศสีดา มีลักษณะกลม เนื้อในมีน้ำมากกว่ามะเขือเทศสีดา และเปรี้ยวกว่าด้วย

บ่าเขือส้มอาจหายากสักหน่อย ถ้าไม่มี ใช้มะเขือเทศสีดาทำก็ได้น้ำพริกอ่องเหมือนกัน อร่อยเหมือนกัน แม้จะเปรี้ยวต่างกันบ้าง

หมูสุกดีแล้ว ฉันเทมะเขือเทศหั่นครึ่งตามลงไป ผัดไฟกลางต่อ ถ้ามะเขือเทศเริ่มสุก จะส่งน้ำออกมา คราวนี้ก็ลดไฟเป็นไฟอ่อน เติมน้ำสักหน่อย เคี่ยวไปเรื่อยๆ กระทั่งมะเขือเทศเละกลายเป็นหนึ่งเดียวกับหมูและน้ำพริกที่ผัดตอนแรก

ฉันมักปรุงด้วยเกลือกับน้ำปลา (บางบ้านอาจจะใช้แต่เกลือ) แต่วันนี้ฉันทำให้เพื่อน ถ้าหยอดน้ำตาลลงไปหน่อย เพื่อนคงกินง่ายขึ้น ใช้หวานมาขัดเกลาเปรี้ยวให้กลมเกลี้ยง แต่ไม่ได้มีรสหวานนำ

เสิร์ฟโดยโรยต้นหอมซอย ยิ่งเยอะ ยิ่งอร่อย และยิ่งน่ากิน

 

เพื่อนกินน้ำพริกอ่องหมดถ้วย (ถ้วยใหญ่มาก) ผักหมดจานเปล ไข่ต้มไม่เหลือ คั่วผักกาดดองก็เกลี้ยง

แม่ครัวหน้าบาน คิดในใจ เดาทางเพื่อนถูก เก่งจริงๆ เลยเรา ส่วนเพื่อนก็พูดแล้วพูดอีก อร่อยจังเลย ดีจังเลย ได้กินผักเยอะเลย

ถามว่าทำครัวเหนื่อยมั้ย จะตอบว่าไม่เหนื่อยเลย ก็โกหก ไหนจะจ่ายตลาด ไหนจะล้าง ไหนจะเก็บ แต่ทั้งหมดนั้น หายวับไปกับตา เมื่อฉันเห็นจานสะอาดสะอ้าน

และได้ยินคำว่า อร่อย

บทความก่อนหน้านี้ไซเบอร์ วอทช์เมน : จาก “#ชัชชาติ #แม่ยายแห่งชาติ” จนมาถึง “#ฟ้ารักพ่อ” “แฮชแท็ก” เปลี่ยนเป็นพลังทางการเมืองได้?
บทความถัดไป“หมวดเจี๊ยบ” ซัด “ประยุทธ์” อย่าอ้างลงพื้นที่ตลาดจตุจักร ไม่เกี่ยวหาเสียง