กาละแมร์ พัชรศรี : แง่งามในความทุกข์

กาละแมร์ พัชรศรีtwitter @kalamare

ฉันมักบอกเสมอว่า ฉันชอบการเติบโตของตัวเองในทุกๆ ปี เพราะในทุกย่างก้าวของการเดินทาง เราได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เสมอ แม้บางครั้งจะแลกมาด้วยความเจ็บปวดและคราบน้ำตา

แต่ทุกครั้งที่ฉันเกิดเรื่องราวในชีวิต ฉันรีบตั้งสติ ไม่ดราม่า ไม่เวิ่นเว้อให้เสียเวลา แล้วรีบใช้ปัญญาคิดให้ได้ว่า เราจะทำอย่างไรต่อไป และเราจะได้อะไรจากเรื่องนี้ เรื่องที่เกิดขึ้นมันจะกำลังจะบอกอะไรกับเรากันนะ

และเราได้เรียนรู้ว่า ยิ่งเราอยากให้ความทุกข์มันผ่านไปเร็วเท่าไหร่ มันจะยิ่งอยู่นาน ไม่ต้องถามตัวเองหรอกว่า เมื่อไหร่จะผ่านไป เมื่อไหร่จะดีขึ้น

แต่ให้เรากล้าเผชิญหน้ากับมันว่า มันเกิดขึ้นแล้วจริงๆ มันใช่แล้วจริงๆ แล้วจะเอายังไงต่อ จะโกรธต่อ เสียใจต่อ เศร้าต่อ นอนเน่าอยู่อย่างนี้ต่อ ก็ไม่น่าจะเกิดประโยชน์อะไร

ตั้ง “เป้าหมายใหม่” ให้ชีวิตเลยค่ะ

 

ทุกครั้งที่เกิดเรื่องราวในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ตาม ในเวลาต่อมามันจะทำให้ชีวิตฉันดีขึ้น เพราะฉันจะหาเป้าหมายใหม่ๆ ให้ชีวิต ซึ่งแน่นอนว่าเราต้องเป็นเรื่องดีๆ ไม่ใช่เรื่องการทำไปงั้นๆ ทำฆ่าเวลา ทำเพื่อประชด เพราะมันจะตอกย้ำและย่ำเราให้แย่ลง

เพราะฉะนั้น “สติ” จึงสำคัญมาก ไม่ต้องทำเพื่อจะให้คนที่ทำเราเจ็บปวด หรือกลั่นแกล้งเรา หรือทำไม่ดีกับเราให้ได้ผลอะไรก็ตาม เราไม่ต้องนึกถึงเขาให้มาซ้ำเติมในใจเราอีก เราแค่ทำในส่วนชีวิตของเราให้ดี แค่นั้นพอ

เวลาที่เกิดเหตุการณ์ที่เราไม่ชอบใจ เสียใจ ฉันมักคิดเสมอว่า มันเป็นแค่ฉากหนึ่งในชีวิตเรา เราก็เป็นตัวแสดงหนึ่งในฉากนั้นเท่านั้น แล้วมันก็จะผ่านไปและจบลง เพื่อให้เราไปเล่นฉากอื่นๆ ในชีวิตต่อไป

โลกนี้คือโรงละครโรงใหญ่ ทุกอย่างก็เป็นสิ่งสมมติให้เราได้เล่นกันไป บางครั้งมีคนเขียนบทให้เราเล่น และบางครั้งเราก็สามารถเขียนบทให้ตัวเองเป็นได้

อยู่ที่ว่า เราอยากจะเห็นตัวเองเป็นใคร สวมบทบาทอย่างไร


ฉันเชื่อว่า ใครๆ ก็อยากจะมีชีวิตที่ดี มีอิสระในการใช้ชีวิต มีทรัพย์สินเงินทองที่อำนวยความสะดวกให้เราได้ในหลายๆ ด้าน เลี้ยงดูพ่อแม่ได้ ไม่มีหนี้สิน อยากไปไหนก็ได้ไป มีสุขภาพที่ดี ไม่เจ็บป่วยออดๆ แอดๆ อยากมีร่างกายรูปร่างที่ดี มีความสุข สงบ สบายใจ ร่าเริงเบิกบาน มีบ้านอย่างที่ชอบอยู่ ทำงานที่ตัวเองรักอย่างสนุกสนาน และชอบชีวิตตัวเองทุกวันที่ลืมตาตื่นขึ้นมา ดูสิ…เรามีสิ่งที่ต้องทำมากมายในชีวิตให้ดีขึ้น

เราจะเสียเวลาคร่ำครวญหรือหวนไห้กับสิ่งที่ไม่หวนคืนทำไม

เมื่อมันคือสิ่งที่ไม่แน่นอน ไม่มีอะไรอยู่กับเราตลอดไป แล้วเราจะยึดมันไว้เป็นสรณะไปทำไม

ยิ่งรักมาก ยิ่งยึดมาก ยิ่งเอามาเป็นเจ้าของ สิ่งนั้นจะทำให้เราทุกข์ได้เสมอ

สัจธรรมชีวิตสอนเราเสมอ เมื่อโบยตีจนสมใจ ให้เราสำนึกสมเหนียกแล้ว สุดท้ายเราจะรักตัวเองและอยากจะเยียวยาให้ตัวเองดีขึ้น

เราจะเรียนรู้การปล่อยวางและไม่ยึดติดกับมัน ยิ่งกำแน่นยิ่งเจ็บปวด เมื่อคลายมือจากมัน สบายทันที

ฉันก็เป็นคนหนึ่งที่ต้องเรียนรู้เรื่องเหล่านี้ด้วยความเจ็บปวดที่เกิดขึ้น

เรียกได้ว่า เล่นเองเจ็บเอง และเจ็บจริง

แต่เมื่อผ่านความเจ็บปวดมาได้ เราจะเติบโต ดีขึ้น และขอบคุณทุกความเจ็บปวดที่เกิดขึ้น แม้ให้ย้อนกลับไป เราก็จะไม่แก้ไขอะไรเลย ให้ทุกอย่างมันเป็นอย่างนั้น เพราะถ้าไม่เกิดเรื่องนั้น เราก็จะไม่ได้เจอเรื่องดีในวันนี้

 

ดังนั้น ในวันนี้ถ้าใครเจอเรื่องที่เจ็บปวด ไม่ชอบใจ ขอให้รู้ไว้ว่าวันหนึ่งเราจะขอบคุณมัน ตั้งสติเข้าไว้ เพราะเดี๋ยวมันก็ผ่านไป เราไม่ต้องไปคิดถึงมันซ้ำๆ ซากๆ ให้อยู่กับปัจจุบัน ทำสิ่งที่อยู่ตรงหน้าให้ดีที่สุด คิดในสิ่งที่ดีๆ ในชีวิตที่เรามีอยู่ และอยากเห็นมันในอนาคตอย่างมีความหวัง

ถ้าคิดเรื่องไหนแล้วไม่สบายใจ แค่พลิกเรื่องคิดเปลี่ยนเรื่องทำ จากวันจะเป็นเดือน จากเดือนเป็นปี รู้อีกทีก็มีชีวิตที่ดีเลิศแล้ว จนเราลืมไปเลยว่าเราเคยทุกข์ใจเรื่องอะไร

ทำใจแข็งๆ เข้าไว้ แล้วไปทำเรื่องดีๆ ในชีวิต แม้ต้องกัดฟัน แต่ลงมือทำไปเหอะ เดี๋ยวมันก็ดีเอง

บทความก่อนหน้านี้ฉัตรสุมาลย์ : Gordon Moore!!
บทความถัดไปอนุสรณ์ ติปยานนท์ : ความรักผ่านบทเพลง