จาก ‘ประแจ’ ‘มีด’ ‘ปืน’ สู่ความรุนแรง “มรดกบาป” สืบทอด “องค์กรฆ่า” ถึงเวลาล้าง “ระบบ” 2 สถาบัน?

วีรกรรมวิวาทของนักศึกษา 2 สถาบันการศึกษา สังคมเอือมระอา!!

ความปรารถนาที่จะได้รับการยอมรับจากรุ่นพี่และเพื่อน แปรเปลี่ยนเป็นความกล้าที่จะพุ่งเข้าใส่อีกฝ่ายเมื่อได้พบเจอ ตอกลิ่มบาดแผล ความบาดหมาง

ทว่าอีกนัยรอยแผลจากการต่อสู้ คือสัญลักษณ์ของลูกผู้ชาย สร้างตัวตนให้เพื่อนร่วมสถาบันยอมรับ คือความภาคภูมิใจที่กลายเป็น “ค่านิยม” (ผิดๆ)

ความรุนแรงระหว่าง 2 สถาบันยังคงปะทุอย่างต่อเนื่อง

เหตุการณ์เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม เจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ลาดพร้าวได้รับแจ้งเหตุ นายกมลวิช สุวรรณทัต อายุ 24 ปี นักศึกษาชั้นปี 4 คณะโลจิสติกส์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีตะวันออก วิทยาเขตอุเทนถวาย ถูกมือปืนดักกระหน่ำยิงด้วยอาวุธปืนขนาด .38 กระสุนเข้าตามร่างกาย 4 นัด เสียชีวิตขณะขี่รถจักรยานยนต์บิ๊กไบก์ไปช่วยแม่ขายราดหน้า เหตุเกิดบริเวณหน้าหมู่บ้านวังทองเฮ้าส์ ถนนนวมินทร์ ซอย 57 เเขวงนวมินทร์ เขตบึงกุ่ม กทม.

พล.ต.ต.ธีระพงษ์ วงษ์รัฐพิทักษ์ ผบก.น.4 พ.ต.อ.ภาสกร รัตนปนัดดา ผกก.สน.ลาดพร้าว ได้ระดมกำลังตั้งชุดสืบสวนเพื่อหาปมเหตุปัญหาในการก่อเหตุครั้งนี้

ซึ่งหนึ่งในปมปัญหาที่ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจตั้งไว้คือความขัดแย้งระหว่างสถาบัน

“บิ๊กบัว” พล.ต.ท.สุทธิพงษ์ วงษ์ปิ่น รรท.ผบช.น. สั่งให้ชุดทำงานของกองบังคับการสืบสวนกองบัญชาการตำรวจนครบาล นำโดย พล.ต.ต.อิทธิพล อัจฉริยะประดิษฐ์ ผบก.สส.บช.น. พ.ต.อ.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ รอง ผบก.สส.บช.น. ตั้งชุดคณะทำงานสืบสวนแกะรอยคนร้ายนานกว่า 1 เดือน

กระทั่งล่าสุดเมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายนที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถออกหมายจับผู้ต้องหาที่ร่วมกันก่อเหตุยิงนายกมลวิชจำนวน 5 ราย 1.นายกฤษฎา นราพงษ์ ผู้วางแผนสั่งการ 2.นายประสิทธิ์ ยนต์พล มือปืน 3.นายจิรภัทร เพชรรักษ์ คนนำทาง คุ้มกันและพามือปืนหนี 4.นายสหรัฐ ดงพระจันทร์ ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์พามือปืนซ้อนท้าย และ 5.นายปฏิภาณ เจริญชัยกุล คนชี้เป้า

โดยทั้ง 5 รายเป็นผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญา เลขที่ 2550-2554/2561 ลงวันที่ 19 พฤศจิกายน 2561 ข้อหาร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ในเวลาไล่เลี่ยกันกลางดึกของวันที่ 20 พฤศจิกายน ได้จับกุมนายกฤษฎา นายสหรัฐ นายปฏิภาณ และยังคงหลบหนีอีก 2 ราย นายประสิทธิ์และนายจิรภัทร ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ได้มีการระดมตรวจค้นจำนวน 14 จุด จนกระทั่งสามารถทราบถึงระบบการทำงานของกลุ่มดังกล่าว

แนวทางการสืบสวนพบว่ากลุ่มดังกล่าวมีการตั้งเป็น “องค์กร” คล้ายบริษัทที่มีการแบ่งฝ่ายในการจัดทำงาน

แฟ้มภาพ

อาทิ ฝ่ายการเงิน ฝ่ายจัดหาอุปกรณ์สื่อสาร ฝ่ายหาอุปกรณ์ในการก่อเหตุ ฝ่ายหาเหยื่อ และฝ่ายลงมือก่อเหตุ ซึ่งในการเข้าร่วมในองค์กรดังกล่าวจะคัดเลือกบุคคลที่มีความใจกล้า มีร่างกายที่แข็งแรง จากนั้นนำมาฝึกจนกระทั่งเกิดความชำนาญและพร้อมที่จะก่อเหตุ

โดยในองค์กรดังกล่าวมีทั้งรุ่นพี่ศิษย์เก่าที่จบไปแล้วและรุ่นน้องที่ยังศึกษาอยู่

ทั้งหมดรับเพียงครึ่ง “ภาคเสธ” มีเพียงนายกฤษฎาให้การเป็นประโยชน์

พล.ต.ต.อิทธิพลบอกว่า จากการสอบสวนถึงแรงจูงใจที่คนร้ายใช้ในการก่อเหตุพบว่า มาจากการทะเลาะวิวาทระหว่างนักศึกษาช่างกล 2 สถาบัน ที่ดำเนินมาตั้งแต่ปี 2557 จนปัจจุบันมีคดีความทั้งสิ้น 15 คดี

โดยเมื่อวันที่ 25 กันยายนที่ผ่านมา มีนักศึกษาช่างกลสถาบันชื่อดังแห่งหนึ่งใช้อาวุธปืนยิงนักศึกษาต่างสถาบันเสียชีวิตที่หน้าบ้านเลขที่ 43 หมู่ 2 ซอยวัดมะขาม ต.บ้านกลาง อ.เมือง จ.ปทุมธานี สร้างความโกรธแค้นให้กับเพื่อนนักศึกษาสถาบันเดียวกันกับผู้เสียชีวิต โดยเชื่อว่าผู้ก่อเหตุเป็นกลุ่มของนายกมลวิชผู้ตาย จึงได้ร่วมกันวางแผน

กระทั่งเกิดเหตุดังกล่าวขึ้นเมื่อคืนวันที่ 12 ตุลาคมที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม 3 ผู้ต้องหายังคงให้การภาคเสธ

โดยปฏิเสธว่าพวกตัวเองไม่ได้ลงมือฆ่า แต่ยอมรับว่าได้มีส่วนรู้เห็นกับการกระทำผิด

บิ๊กบัวให้รายละเอียดเพิ่มเติมว่า สำหรับการคัดเลือกเหยื่อของกลุ่มคนร้ายกลุ่มนี้ จะเล็งไปที่นักศึกษาต่างสถาบันก่อน โดยค้นหาผ่านเฟซบุ๊กแล้วไปเฝ้าติดตามตัว

แต่เนื่องจากผู้ตายแสดงตนว่าเป็นนักศึกษาสถาบันอุเทนถวาย ซึ่งโดยทั่วไปแล้วนักศึกษาเหล่านี้จะไม่แสดงตัว จึงถูกหมายหัวไว้ แม้จะไม่เคยได้มีเรื่องบาดหมางกันมาก็ตาม

อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาอาจารย์ทั้ง 2 สถาบันไม่เคยประสานให้นักศึกษาของสถาบันตนเองได้เข้าพูดคุยด้วยกัน

ด้าน พล.ต.ต.สุคุณ พรหมายน รรท.รอง ผบช.น. ดูแลงานด้านปราบปราม เปิดเผยว่า ปัญหาดังกล่าวไม่ใช่ปัญหาความขัดแย้งส่วนบุคคล แต่เป็นปัญหาอาชญากรรมที่มีระดับความรุนแรงถึงขนาดมีการตั้งเป็นองค์กรจัดหางาน จัดหาบุคลากรเข้ามาร่วมกระทำความผิด

จากนี้ก็คงต้องมีการมาพูดคุยหาแนวทางการป้องกัน

อาทิ จะมีการปิดสถาบันหรือไม่สัก 2-3 ปี ไม่รับนักศึกษาแล้วค่อยมาเริ่มล้างระบบและรับนักศึกษาใหม่ ถึงอย่างไรเสียก็ยังคงมีพวกคนบางกลุ่มที่คอยชักนำและปลูกฝังพฤติกรรมก้าวร้าวให้กับนักศึกษารุ่นน้องอยู่ดี ซึ่งก็ต้องให้ทางหน่วยงานหลักหรือต้นเหตุมาแก้ไข

แฟ้มภาพ

การเกิดปัญหาก่ออาชญากรรมระหว่างสถาบันคือปลายเหตุที่ต้องได้รับการแก้ไขมาตั้งแต่ต้นเหตุและอาชญากรรมจะไม่เกิดขึ้น

อย่างไรก็ตาม ขอยืนยันว่าทางเจ้าหน้าที่ตำรวจพร้อมปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลังเพื่อป้องกันการเกิดอาชญากรรมระหว่างสถาบัน แต่ก็ต้องได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่าย

บทพิสูจน์ความเป็นลูกผู้ชาย ไม่ใช่พิสูจน์ด้วยความรักสถาบันจนกลายเป็นความคลั่ง!?

ถึงเวลาแล้วที่ทุกฝ่ายควรร่วมกันแก้ปัญหาให้ตรงจุดเพื่อลดการสูญเสียไม่ให้เกิดขึ้นอีก

บทความก่อนหน้านี้อดีตหน.ทีมหาเสียง ‘ทรัมป์’ ปัดรู้จักเจ้าของ ‘วิกิลีกส์’ หลังสื่ออังกฤษตีข่าวปมเลือกตั้ง ปธน.สหรัฐฯ
บทความถัดไปบาดแผลที่หายช้าของทัพ “อินทรีเหล็ก”