จากการ์ตูนBat-Manga! สู่ มนุษย์หิน : ซูเปอร์แมนปะทะหงอคง

ประชา สุวีรานนท์

วิช่วลคัลเจอร์ / ประชา สุวีรานนท์

 

มนุษย์หิน

: ซูเปอร์แมนปะทะหงอคง (2)

 

คล้ายกับหนังชุด “คนเหล็ก” หรือ The Terminator นิยายภาพชุด “มนุษย์หินอาละวาด” แบ่งออกได้เป็นสามตอน คือตอนที่หนึ่ง มนุษย์หินเป็นผู้ร้าย สู้กับเทพเจ้าองค์อื่นๆ และได้อาวุธคู่กายคือกระบองวิเศษ แล้วไปบุกสวรรค์ แต่ในตอนที่สองและสามกลายเป็นพระเอก
ในการปราบครั้งแรกๆ แม้แต่เจ้าแม่กวนอิมก็ไม่สำเร็จ เรื่องร้อนถึงพระยูไลหรือปางหนึ่งของพระพุทธเจ้า ซึ่งเรียกง่ายๆ ในภาษาไทยว่า “เทพเจ้า” มีลักษณะเป็นพระพุทธรูปที่ตั้งอยู่ในวัดแห่งหนึ่ง ทำด้วยหินและมีขนาดใหญ่ยักษ์ แต่ก้มลงมาพูดคุยกับมนุษย์หินได้
อุบายที่เทพเจ้าใช้นั้นเหมือนที่พระยูไลใช้กับหงอคง นั่นคือท้าให้ขึ้นมาบนฝ่ามือของตนและบอกว่า ถ้าเขากระโดดออกไปพ้น จะยกแผ่นดินสวรรค์ให้ มนุษย์หินเหาะไปไกลมากจนไปพบหินห้าก้อน ซึ่งคิดว่าเป็นหลักบอกระยะสุดขอบจักรวาล จึงหยุดและปัสสาวะทิ้งเป็นหลักฐาน
แต่แล้วเมื่อเหาะกลับมาพบเทพเจ้าที่วัดเดิม พระองค์กลับบอกว่าเขาแพ้แล้วและแบมือออก ปรากฏว่ามีรอยปัสสาวะอยู่ที่โคนนิ้วทั้งห้า ซึ่งแปลว่าไม่ว่าจะเหาะออกไปให้ไกลแค่ไหน มนุษย์หินยังคงอยู่ในพระหัตถ์ของเทพเจ้า
ถ้าพูดในทางธรรมะก็ต้องว่า เขาจะหนีไปไกลเท่าไรก็ไม่ “พ้นเงื้อมมือ” ของกรรม จากนั้นมนุษย์หินถูกนิ้วทั้งห้ารวบจับเอาไว้ และกลายเป็นภูเขาห้าลูกหรือคุกหินที่ขังเขาไว้

ในตอนที่สอง เขาถูกปล่อยออกมาเพื่อสู้กับปีศาจร้ายตัวใหม่ ชื่อยิกง้วย ที่ขึ้นมาคุกคามสวรรค์ เรื่องจะดุเดือดขึ้นเมื่อวายร้ายอาละวาดไปทั่วทั้งสามภพ เช่น อมพระจันทร์และพระอาทิตย์เข้าไป ซึ่งสร้างความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนไปทั่วทุกหัวระแหง
การต่อสู้ระหว่างมนุษย์หินกับปีศาจตนนี้จะยาวนานมาก มีทั้งการรบของยิกง้วยกับเทพหลายองค์ และบทบาทของสองพี่น้องชาวจีนคู่หนึ่ง ที่ประดิษฐ์ยานอวกาศแบบทันสมัย เพื่อบินไปช่วยมนุษย์หิน
ที่สนุกคือเมื่อยิกง้วยปลอมตัวเป็นมนุษย์หิน โดยมีหน้าตาและพลังการต่อสู้เหมือนตัวจริงทุกอย่าง มนุษย์หินสองตัวจะเข้าห้ำหั่นกับตัวจริงอย่างชุลมุนจนไม่รู้ว่าใครเป็นใคร
มีแต่เทพเจ้าหรือพระยูไลเท่านั้นที่ดูออกว่าใครเป็นตัวจริง/ตัวปลอม

ตอนที่สามก็น่าสนใจ เพราะแม้จะปราบศัตรูตัวร้ายจนสำเร็จ อีกทั้งได้รับเชิญจากเง็กเซียนฮ่องเต้ หรือที่เรียกว่าพระอิศวรให้ไปอยู่ร่วมกับเทพในสวรรค์แล้ว มนุษย์หินกลับไม่ยอมรับและยกตนขึ้นเป็นเจ้าแห่งสวรรค์แทนพระอิศวร สวมชุดเง็กเซียนฮ่องเต้ แถมยังแสดงความมัวเมาในอำนาจมาก
ร้อนถึงพระแม่กวนอิมและพระยูไลให้ต้องลงมาปราบอีก
ที่แปลกคือ คราวนี้ผู้ที่พระแม่กวนอิมเชิญมาคือพระเยซู ซึ่งมีทหารโรมันและกองทัพสวมเกราะเหล็กจำนวนมากเป็นองครักษ์ แต่ก็ไม่สำเร็จ
ในท้ายที่สุด มนุษย์หินหยุดต่อสู้กับพระเยซูและกลับเนื้อกลับตัวอย่างกะทันหัน เขาคืนตำแหน่งทั้งหมดและบอกว่าจะกลับไปอยู่บ้านเกิดเมืองนอน แต่เง็กเซียนฮ่องเต้เห็นว่ามนุษย์หินยังมีประโยชน์สำหรับสวรรค์ จึงเชิญให้อยู่ต่อและสั่งให้มนุษย์หินใส่เสื้อคลุมเพื่อรับตำแหน่ง
ในทันทีที่ใส่เสื้อคลุมเรียบร้อย เสื้อผ้ากายสิทธิ์หรือชุดสีแดง-น้ำเงินของซูเปอร์แมนก็ปลิวออกจากร่าง เขาได้ดำรงตำแหน่งจอมทัพสวรรค์ แต่ก็หมดพลังที่จะอาละวาดในแบบเดิม

ต้องบอกก่อนว่าส่วนหนึ่งที่เขียนถึงเรื่องนี้ เพราะได้อ่านการ์ตูนชุด Bat-Manga! ซึ่งก็คือ มนุษย์ค้างคาวของญี่ปุ่น ซึ่งเขียนโดยนักวาดการ์ตูนชาวญี่ปุ่นชื่อ จิโร คูวาตะ และมีความยาวถึง 53 ตอน หนังสือชุดนี้ออกมาในช่วง พ.ศ.2503 พร้อมกับที่การ์ตูนและหนังโทรทัศน์ชุด Batman กำลังดังทั่วโลก ก่อนหน้านั้น มนุษย์หินอาละวาดของจีนก็ทำคล้ายกัน
ที่ได้อ่านเป็นฉบับภาษาอังกฤษ ปี พ.ศ.2551 ชื่อ Bat-Manga!: The Secret History of Batman in Japan ซึ่งพิมพ์โดย Random House และมีบทสัมภาษณ์ศิลปินผู้วาดด้วย หนังสือได้รับความนิยมมาก ในปี พ.ศ.2556 มีฉบับภาษาญี่ปุ่นออกวางจำหน่ายในแบบสามเล่มจบและมาพร้อมกับกล่องแข็งอย่างดี
ฮิตเพราะอะไร?

นักวิจารณ์บางคนบอกว่า ในยุคที่ซูเปอร์ฮีโร่มักจะ “มืด” เกินไป หรือสร้างสำหรับวัยรุ่นและผู้ใหญ่ แต่ Bat-Manga เป็นการ์ตูนที่เหมาะสำหรับเด็ก นั่นคือ มีตัวละครที่ไม่ซับซ้อน รูปวาดที่ไม่ละเอียด และบทพูดที่ไม่คมจนเกินไป

บางคนบอกว่า เช่นเดียวกับหนังชุด Godsilla ซึ่งอาจจะเริ่มโดยชาติอื่น แต่เมื่อกลายเป็นหนังและมังงะของญี่ปุ่นมีความเป็นตะวันออกหรือใส่การเมืองยุคนั้นเข้าไปมากขึ้น และถูกส่งออกไปขายในประเทศต่างๆ ในที่สุดก็กลายเป็นหนังฮอลลีวู้ด และส่งอิทธิพลไปทั่วโลก

บางคนบอกว่า นี่ไม่ใช่แค่การทำแพ็กเกจใหม่ให้แก่งานเก่า แต่เป็นเอกสารทางประวัติศาสตร์ หรือมีการตีความทางวัฒนธรรมที่ทรงคุณค่า
ที่สำคัญคือ ออกแบบโดยชิป คิดด์


ดีไซเนอร์ชื่อดังซึ่งเป็นแฟนการ์ตูนชุดนี้ตั้งแต่ยังเด็กและมีส่วนทำให้หนังสือเล่มนี้เป็นที่นิยมขึ้นมา
ผลประการหนึ่งคือ นักวิจารณ์บางคนพูดถึงการที่คิดด์ได้เครดิตมากกว่าผู้วาดชาวญี่ปุ่น โดยบอกว่า Bat-Manga! ถูกทำให้เป็นสินค้าโดยชาวตะวันตก และใช้คุณค่าทางประวัติศาสตร์เป็นข้ออ้าง ซึ่งนักออกแบบได้ตอบว่า “นี่ไม่ใช่งานของคุณคูวาตะเพียงผู้เดียว แต่เป็นส่วนหนึ่งของปรากฏการณ์ในญี่ปุ่นในปี 1966”
นอกจากนั้น ในช่วง 1960s ขณะที่ญี่ปุ่นยังเป็นประเทศที่ไร้ลิขสิทธิ์ในบางด้าน การ์ตูนชุดนี้จึงอาจจะโดนข้อหา “ละเมิด” ลิขสิทธิ์หรือที่เรียกว่า Bootleg เพราะแต่งเรื่องราวขึ้นมาเองโดยไม่ได้รับการอนุญาตโดยดี.ซี.คอมิกส์ เจ้าของลิขสิทธิ์

แต่ในปัจจุบัน ความเป็น original ในทางศิลปะไม่ได้สำคัญเท่าเดิม
ตรงกันข้าม การขอยืมกันไปมาระหว่างตะวันออก/ตะวันตก กลายเป็นสิ่งที่เป็นที่ยอมรับ
รวมทั้งการที่จีนซึ่งเคยเป็นหัวโจกในการปิดกั้นและละเมิดอำนาจทางลิขสิทธิ์ โดยเฉพาะสื่อบันเทิง ก็เริ่มแสดงหันมาใช้นโยบายอยู่ร่วมกันกับฝรั่งมากขึ้น

Bat-Manga! ซึ่งหันมาเน้นคุณค่าทางศิลปะและวัฒนธรรม จึงอยู่เหนือความชอบธรรมในแง่ลิขสิทธิ์ได้
เช่นเดียวกัน “มนุษย์หินอาละวาด” ซูเปอร์ฮีโร่ของจีน เป็นของผิดกฎหมาย เต็มไปด้วยการละเมิดและลอกเลียน แต่ก็มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์มาก