ศาลปกครองกลางถอนคำชี้ขาด’อนุญาโตฯ’กรณีสัญญาออกแบบสร้าง’บำบัดน้ำเสียคลองด่าน’

เมื่อเวลา 10.00น. วันที่ 6มีนาคม ศาลปกครองกลางได้อ่านคำพิพากษา ในคดีที่บริษัท วิจิตรภัณฑ์ก่อสร้าง จำกัด กับพวกรวม 6 คน ร้องขอให้ศาลบังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ ข้อพิพาทหมายเลขดำที่ 50/2546หมายเลขแดงที่ 2/2554ลงวันที่ 12มกราคม 2554ที่ให้ กรมควบคุมมลพิษชำระเงินจำนวน 4,983,342,383บาท กับอีก 31,035,780
ดอลล่าร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5ต่อปี ของเงินจำนวน 4,424,099,982บาท และจำนวน 26,434,636 ดอลล่าร์สหรัฐ ตามสัญญาโครงการออกแบบรวมก่อสร้างระบบบำบัดน้ำเสีย ซึ่งศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษายืนตามคำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้น เเต่กรมควบคุมมลพิษซึ่งเป็นผู้คัดค้านและกระทรวงการคลัง ได้ร้องขอให้พิจารณาพิพากษาคดีใหม่

โดยอ้างว่ามีคำพิพากษาในคดีอาญาซึ่งเป็นคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คำพิพากษาของศาลแขวงดุสิต และคำพิพากษาของศาลอาญา อันแสดงให้เห็นว่าการดำเนินโครงการไม่ถูกต้องตามกฎหมาย และมีการร่วมกันวางแผนและมีการเอื้อประโยชน์ระหว่างเจ้าหน้าที่ของรัฐ ในฐานะผู้แทนฝ่ายผู้ว่าจ้างกับผู้รับจ้าง ซึ่งศาลปกครองกลางได้วินิจฉัยว่า กระทรวงการคลังไม่ใช่คู่สัญญาและไม่ได้รับผลกระทบจากผลแห่ง คำพิพากษาโดยตรง จึงไม่มีสิทธิขอให้พิจารณาคดีใหม่ แต่กรมควบคุมมลพิษเป็นผู้คัดค้านมีสิทธิขอพิจารณาคดีใหม่ และศาลปกครองกลางได้วินิจฉัยสรุปได้ดังนี้

1.บริษัท นอร์ทเวสต์ วอเตอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ซึ่งเป็นหุ้นส่วนผู้นำโครงการของกิจการ ร่วมค้า เอ็นวีพีเอสเคจี ได้กล่าวอ้างคุณสมบัติด้านการเงินของ บริษัท นอร์ทเวสต์ วอเตอร์ กรุ๊ป จำกัด
โดยไม่มีหลักฐานใด ๆ ว่าบริษัทดังกล่าวจะเข้ามาร่วมรับผิดชอบในโครงการ และบริษัท นอร์ทเวสต์ วอเตอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด มีส่วนรับผิดชอบการลงทุนเฉพาะงานเดินระบบและซ่อมบำรุง ซึ่งมีมูลค่าของงานประมาณร้อยละ 10 ของราคาโครงการ การกระทำของเจ้าหน้าที่ของกรมควบคุมมลพิษที่ไม่ตรวจสอบข้อเท็จจริงดังกล่าวจึงเป็นการเอื้อประโยชน์ให้แก่กิจการร่วมค้า เอ็นวีพีเอสเคจี ผู้รับจ้าง

2. เจ้าหน้าที่ของกรมควบคุมมลพิษ ผู้คัดค้าน ได้มีประกาศท้องที่ที่จะขายที่ดินสำหรับใช้ในโครงการ ซึ่งห่างไปจากที่บริษัทที่ปรึกษาได้ทำการศึกษาไว้กว่า 20 กิโลเมตร ซึ่งส่งผลกระทบต่อราคาโครงการที่เพิ่มสูงขึ้น โดยบริษัทคลองด่านมารีน แอนด์ ฟิชเชอรี่ จำกัด เป็นผู้เสนอขายที่ดินในบริเวณดังกล่าว อันเป็นการเอื้อประโยชน์ให้แก่บริษัทดังกล่าว ซึ่งมีความสัมพันธ์ในเชิงบริหารและเชิงทุนกับบริษัทหนึ่งในกิจการร่วมค้า

3.เจ้าหน้าที่ของกรมควบคุมมลพิษ ผู้คัดค้าน ได้แจ้งเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อกำหนดการประกวดราคา (TOR) ทำให้ที่ดินของกลุ่มบริษัทมารูเบนี่ คอเปอเรชั่น จำกัด ซึ่งเป็นผู้เสนอราคาอีกรายหนึ่งขาดคุณสมบัติ จึงเหลือที่ดินของบริษัท คลองด่านมารีน แอนด์ ฟิชเชอรี่ จำกัด ซึ่งเป็นที่ดินซึ่งอยู่ในความควบคุมของกิจการร่วมค้า เอ็นวีพีเอสเคจี เพียงรายเดียว ทำให้กลุ่มบริษัทอีกรายหนึ่งไม่มีที่ดินที่จะใช้ดำเนินโครงการและ
ขอถอนตัว

4.สำนักงานอัยการสูงสุดได้ตรวจร่างสัญญาและกำหนดให้กิจการร่วมค้า เอ็นวีพีเอสเคจี และบริษัท นอร์ทเวสต์ วอเตอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด รับผิดร่วมกันและแทนกันตามสัญญา แต่เจ้าหน้าที่ของ
กรมควบคุมมลพิษได้แก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อความเป็นให้กิจการร่วมค้า เอ็นวีพีเอสเคจี รับผิดร่วมกัน โดยตัดข้อความที่ให้บริษัท นอร์ทเวสต์ วอเตอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ต้องรับผิดร่วมกันออก และในการลงนามในสัญญาได้ให้บริษัท วิจิตรภัณฑ์ก่อสร้าง จำกัด ผู้ร้องที่ 1 เป็นผู้ลงนามแทนกิจการร่วมค้า เอ็นวีพีเอสเคจี และบริษัท นอร์ทเวสต์ วอเตอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด โดยอาศัยหนังสือมอบอำนาจที่ยื่นครั้งการประกวดราคา ซึ่งต่อมาบริษัทแม่ของบริษัทนอร์ทเวสต์ วอเตอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ได้แจ้งขอถอนหนังสือมอบอำนาจเดิมต่อเจ้าหน้าที่ของกรมควบคุมมลพิษแล้ว แต่ไม่มีการตรวจสอบโดยอ้างว่าเป็นปัญหาภายในที่ไม่เกี่ยวกับกรมควบคุมมลพิษ อันเป็นการช่วยเหลือกิจการร่วมค้า หลังจากนั้นได้มีการยินยอมให้บริษัท สมุทรปราการ ออพเปอร์เรทติ่ง จำกัด ผู้ร้องที่ 6 ซึ่งไม่เคยมีประสบการณ์เข้ามาเป็นคู่สัญญาแทนบริษัท นอร์ทเวสต์ วอเตอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด

การกระทำของเจ้าหน้าที่ของกรมควบคุมมลพิษได้ดำเนินการขัดต่อระเบียบของทางราชการ มติคณะรัฐมนตรีและกฎหมาย ทั้งในขั้นตอนการพิจารณาคัดเลือกผู้มีคุณสมบัติเหมาะสม การจัดหาที่ดิน
การประกวดราคา และมีการแก้ไขข้อความในร่างสัญญาที่ผ่านการตรวจสอบจากสำนักงานอัยการสูงสุดในส่วนที่เป็นสาระสำคัญ ทำให้ทางราชการได้รับความเสียหาย โดยผู้ที่จะรับประโยชน์คือบริษัท คลองด่านมารีน แอนด์ ฟิชเชอรี่ จำกัด และกิจการร่วมค้า เอ็นวีพีเอสเคจี สัญญาโครงการออกแบบรวมก่อสร้างระบบบำบัดน้ำเสีย ซึ่งเกิดจากการกระทำโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน จึงไม่มีผลผูกพันกรมควบคุมมลพิษผู้คัดค้าน คำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการที่ชี้ขาดให้ผู้คัดค้านชำระเงินจึงมีเหตุให้เพิกถอนได้ เนื่องจากการบังคับตามคำชี้ขาดดังกล่าวเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน

ศาลปกครองกลางจึงมีคำพิพากษาเพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ ข้อพิพาทหมายเลขดำที่ 50/2546หมายเลขแดงที่ 2/2554ลงวันที่ 12มกราคม 2554

นายประวิตร บุญเทียม โฆษกศาลปกครอง กล่าวอธิบายขั้นตอนหลังจากที่ศาลปกครองกลาง พิพากษาให้เพิกถอนคำชี้ขาดคณะอนุญาโตฯ การชำระค่างวดคดีคลองด่านว่า
การมีคำพิพากษาในวันนี้ เป็นไปตามการยื่นคำร้องขอพิจารณาคดีใหม่ของกรมควบคุมมลพิษ(คพ.)ที่อ้างว่ามีข้อเท็จจริงใหม่ซึ่งศาลปกครองกลาง ก็ได้วินิจฉัยไว้แล้วว่า มีข้อเท็จจริงใหม่ที่ฟังได้อย่างไรบ้าง ซึ่งเป็นกรณีที่ศาลปกครองกลางที่เป็นศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาออกมาใหม่ โดยตามขั้นตอนกฎหมาย คู่ความคือกลุ่มเอกชน ยังสามารถยื่นอุทธรณ์คดีต่อศาลปกครองสูงสุดได้อีกภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ศาลปกครองชั้นต้นมีคำพิพากษา ดังนั้นคดีจึงยังไม่ถือว่าสิ้นสุด

นายประวิตร กล่าวต่อว่า เมื่อคดียังไม่ถึงที่สุด คพ.ยังมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามคำพิพากษาเดิมของศาลปกครองสูงสุดที่เคยสั่งไว้ ดังนั้น คพ.จะต้องยื่นคำร้ององค์คณะคดีเดิมว่า ขณะนี้ปรากฏข้อเท็จจริงใหม่ตามคำพิพากษาของศาลปกครองกลางในการร้องขอพิจารณาคดีคลองด่านใหม่ ที่ศาลสั่งเพิกถอนคำวินิจฉัยคณะอนุญาโตฯ เพื่อให้องค์คณะคดีเดิมวินิจฉัยว่า จะงดการบังคับคดีต่อไปหรือไม่ อย่างไร โดยศาลก็มีอำนาจวินิจฉัยและสั่งงดการบังคับคดีได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ( ป.วิ แพ่ง) มาตรา 289 ขณะที่การวินิจฉัยนั้นกลุ่มเอกชน คู่ความ ก็สามารถยื่นโต้แย้งสิทธิได้ ซึ่งศาลก็จะนำมาพิจารณาประกอบกัน หลังจากนี้ ต้องดูว่า เอกชน คู่ความจะยื่นอุทธรณ์ผลคำพิพากษาใหม่นี้ต่อศาลปกครองสูงสุด เพราะหากไม่มีการอุทธรณ์คำพิพากษาใหม่นี้ คดีจึงจะถึงว่าที่สุด คือ ให้เพิกถอนคำวินิจฉัยอนุญาโตฯ ที่ คพ. หน่วยงานรัฐ ไม่ต้องชำระเงินใดๆ ตามคำวินิจฉัยของคณะอนุญาโตฯ