บริสุทธิ์ ประสพทรัพย์ : “เมืองผี” ออร์โดส กับมุมมองท่องเที่ยว “อี้ไต้ อี้ลู่” ของจีน

โลกปัจจุบันกำลังจับจ้องมองสี จิ้น ผิง ประธานาธิบดีคนล่าสุดแดนมังกร ในฐานะผู้พลิกแผ่นดินสังคมนิยม จากการพัฒนาอุตสาหกรรมให้ก้าวไกลไปกับเทคโนโลยีสมัยใหม่

สามารถผลักดันโลกคอมมิวนิสต์จีนให้เติบโตเป็นเสือเศรษฐกิจตัวใหม่แห่งภูมิภาคเอเชีย เทียบรัศมีโลก อียู ขณะผู้นำอเมริกาก็หายใจไม่ทั่วท้อง กลัวความเป็นมหาอำนาจจะหดไป

วันนี้…สี จิ้น ผิง ขยันขยับโครงการยักษ์เขย่าโลก ด้วยเส้นทางสายเศรษฐกิจ “One Belt One Road (OB0R)” จีนเรียก “อี้ไต้ อี้ลู่” เชื่อม 65 ประเทศทั่วโลกมีประชากร 4,500 ล้านคน

โดยจีนเตรียมเปิด 3 เส้นทางเศรษฐกิจสายไหมใหม่สู่มองโกเลียผ่านรัสเซียทะลุถึงยุโรป อีกเส้นผ่านเอเชียกลาง-ตะวันออก เชื่อมตะวันออกกลางถึงยุโรป ไหมเส้นสุดท้ายเชื่อมอินโดจีน CLMV ลุ่มน้ำโขง และ T ไทยแลนด์ไปจรดเอเชียใต้ด้านอาเซียน…

อลังการสะท้านโลกจริงๆ

 

ระหว่างจีนกำลังขับเคลื่อนอยู่นั้น ปี 2559 กระทรวงวัฒนธรรมจีนกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ได้ร่วมกันจัดคาราวานรถยนต์เชื่อมสัมพันธ์วัฒนธรรม-ท่องเที่ยว ที่อุปมาว่าเสริมอี้ไต้ อี้ลู่ จากเมืองออร์โดส เขตปกครองตนเองมองโกเลียในชายแดนฝั่งเหนือจีน

ลงมาทางมณฑลเหอหนาน, หูหนาน และยูนนาน รวมระยะทางราว 5,000 ก.ม. ก่อนผ่าน สปป.ลาว สู่ อ.เชียงของ จ.เชียงราย-เชียงใหม่-ลำปาง แล้วไปต่อแดนอีสาน สุดท้ายกรุงเทพฯ

อี้ไต้ อี้ลู่ บิ๊กโครงการสะท้อนให้เห็น “ความสำเร็จ” อนาคตจีนก็จริง ทว่า…จีนก็มี “ความล้มเหลว” เก็บฝังเป็นบทเรียนยิ่งกว่าถูกคมดาบฟาดฟันเป็นแผลเหวอะหวะเสียอีก

นั่นคือปลายศตวรรษที่ 19 ต่อเนื่อง 20 เมืองออร์โดสที่กล่าวถึง ถูกรัฐบาลท้องถิ่นมองว่า มีเหมืองแร่ถ่านหินกับก๊าซธรรมชาติอยู่พะเรอเกวียน สามารถจัดเก็บภาษีได้มหาศาล จึงคิดปั้นเมืองดังกล่าวให้เป็นมหานครใหม่ทันสมัยและใหญ่สุดของจีน กับส่งเสริมให้เป็นเมืองศูนย์กลางเศรษฐกิจ การค้า การเมือง วัฒนธรรมและการท่องเที่ยว

เมื่อการพัฒนาเมืองใหม่เป็นไปตามฝัน อสังหาริมทรัพย์จึงผุดเกิดยังกะดอกเห็ด พร้อมงานประติมากรรมละลานตา ตลอดจนสิ่งอำนวยความสะดวกที่มั่นใจว่าจะขยายตัวในอนาคต

มีการสร้างโรงเรียน โรงพยาบาล โรงมหรสพ สถานแสดงสินค้า สนามกีฬาเพื่อเตรียมรับการแข่งขันระดับนานาชาติ อีกทั้งพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวรายรอบมหานครไว้ทั่วมุมเมือง

โดยตั้งเป้าว่านักลงทุนจะแห่เข้าร่วมโครงการมากมาย และประชาชนจากมณฑลต่างๆ เข้ามาปักหลักอาศัยไม่ต่ำกว่า 14 ล้านคน จากประชากรจีนทั่วประเทศ 1,400 ล้านคน

ภาพจริงที่ปรากฏจำนวนผู้อาศัยเริ่มต้นที่ 1.4 ล้านคน แต่พระเจ้าช่างไม่เข้าข้างเอาเสียเลย เนื่องจากค่าครองชีพเกิดสูงลิ่วเกินกำลังรับ ทำให้ผู้คนตัดสินใจทิ้งแผ่นดินหนีไปหาที่อยู่ใหม่ ออร์โดสจึงประสบชะตากรรมกลายเป็น “เมืองร้าง” ทันตาเห็น

ถึงขั้นถูกขนานนามให้เป็น “เมืองผี (Ghost City)” แบบเจอทางตัน Walking Deat!

 

ปีค.ศ.2016 หรือ พ.ศ.2559 พบว่า อาคารพาณิชย์กับที่อยู่อาศัยร้างไปถึง 80-90% ผู้คนเหลืออยู่แค่ 100,000 คน ที่ล้วนเป็นเจ้าหน้าที่รัฐจำเป็นต้องอยู่ปฏิบัติงาน ออร์โดสจึงเป็นมหานครแห่งเดียวในจีน ที่คลื่นมหาชนไม่ยั้วเยี้ยเหมือนปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ กวางโจว และมณฑลอื่นๆ

กระนั้น…ถึงออร์โดสจะเสมือนเมืองต้องคำสาป แต่นักท่องเที่ยวและธุรกิจภาคบริการอย่างโรงแรม ร้านอาหาร ก็มีให้เห็นอยู่บ้างท่ามกลางความว่างเปล่าของมุมเมือง กับแหล่งท่องเที่ยวที่เกิดผลพวงจากการวางแผนพัฒนาเมืองรับกับอนาคตมาพร้อมกัน

“ออร์โดสมีจุดขายที่คนมาเที่ยวไม่กระจุกตัวแออัด และเกิดมลพิษกับสิ่งแวดล้อม”

หลิว หง ซัน รอง ผอ.องค์การท่องเที่ยวเมืองออร์โดส กล่าว และว่า ปัจจัยสนับสนุนคือความเป็นเมืองใหม่แตกต่างจากเมืองท่องเที่ยวจีนทั่วไป และถึงจะอยู่ไกลแต่การเดินทางกลับสะดวก เนื่องจากมีเที่ยวบินเชื่อมกรุงปักกิ่งกับซีอานด้วยเวลาบินหนึ่งชั่วโมงครึ่งทุกวัน

อีกทั้งมีถนนเอ็กซ์เพรสเวย์ลอยฟ้าเหนือภูเขาเป็นแนวตรงดิ่ง ไม่วกวนไปตามแนวสันเขา ตามนโยบายพัฒนาสาธารณูปโภคแต่ละมณฑลของรัฐบาลกลางที่ต้องผ่านภูเขา

“บางจุดที่จำเป็นก็เจาะเป็นอุโมงค์ให้ถนนตัดผ่าน เพื่อช่วยลดระยะทางและเวลาในการเดินทางได้ ออร์โดสจึงไม่มีปัญหาเรื่องการเดินทางมาท่องเที่ยว”

 

หลิว หง ซัน ยกตัวอย่างสถานที่ท่องเที่ยวที่ยังคงดำเนินอยู่กลางเมืองร้าง ได้แก่ สุสานเจงกิสข่าน ริมฝั่งแม่น้ำเหลืองที่ไหลผ่านตัวเมือง เป็นแหล่งท่องเที่ยวประเภท Manmade บอกเล่าเรื่องราวชาวมองโกลที่มีประวัติศาสตร์ผู้นำกล้าหาญชาญสู้ศึกศัตรูคู่อริโดยจักรพรรดิองค์นี้

ภายในจัดแสดงงานประติกรรมโดยสกุลช่างจีนยุคใหม่ ประกอบด้วยภาพหล่อเจงกิสข่านควบม้าคู่ชีพขณะออกรบกับเหล่าทหาร การวางผังแสดงชิ้นงานก็ดูสอดรับกับภูมิทัศน์แวดล้อมได้อย่างลงตัว ประหนึ่งสุสานมีวิญญาณกลางเมืองผี

ทุ่งหญ้าออร์โดสหรือ “มาหลันฮั้ว” ภาษามองโกเลีย อยู่ห่างตัวเมืองไปทางตะวันตกเฉียงใต้ราว 9 ก.ม. เป็นแหล่งท่องเที่ยวประเภทวิถีชุมชน เสนอแนววิถีชาวมองโกลดั้งเดิมแห่งบ้านซีนี่ กลางทุ่งหญ้าออร์โดส เมืองหังจิงฉี เป็นถิ่นอาศัยกลุ่มมองโกลในจีน รากเหง้าเดียวกับมองโกล ประเทศมองโกเลียที่มีชายแดนติดกัน และดำรงชีพเป็นเกษตรกรเหมือนกัน

“ชุมชนแห่งนี้ได้รับการส่งเสริมให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว Eco-Tourism เมื่อปี 2003 โดยมีรูปแบบท่องเที่ยวเพื่อการเรียนรู้ เช่น การต้อนรับตามธรรมเนียมมองโกลโบราณ ที่ใช้ผ้าพื้นเมืองพาดไหล่ผู้มาเยือน แล้วชวนดื่มกันเปยเหล้าข้าวโพดบรรจุจอกแบบให้เกียรติซึ่งกันและกัน”

พลบค่ำมีดนตรีบรรเลงและการแสดงวัฒนธรรม พร้อมจัดเลี้ยงอาหารค่ำด้วยข้าวผัด ชานม เนื้อแกะย่าง และมักนิยมดื่มกันเปยเหล้าข้าวโพดควบคู่กัน จบแล้วชวนสัมผัสบรรยากาศรอบกองไฟให้ชมประเพณีแต่งงานหนุ่ม-สาว และเทศกาลรื่นเริง “กูรูเก”

ส่วนที่พักถูกออกแบบเป็นเรือนกระโจม Eco Resort ภายในคุณภาพไม่ต่างที่พักระดับ 3-4 ดาว ตื่นเช้านำขี่ม้าชมทุ่งหญ้าสัมผัสวิถีเกษตร ปิดท้ายจับจ่ายสินค้าที่ระลึกพื้นถิ่นบ้านซีนี่ ครบถ้วนตามรูปแบบการบริหารจัดการแหล่งท่องเที่ยวเชิงเอกลักษณ์ท้องถิ่น

 

ออร์โดสถึงจะเป็นเมืองสายเลือดมองโกล แต่ก็มีวัดพุทธโบราณ “อู๋ เฉิ่น เจา” เชื้อสายทิเบตลัทธิมหายานตั้งอยู่ ภายในวัดปรากฏเป็นวิหารเก๋งจีนเรือนไม้ สถาปัตยกรรมงดงามแห่งหนึ่งของจีน กับพระเจดีย์ประดิษฐานอยู่ใกล้เคียงกัน

อีกแห่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวกลางทะเลทราย อาณาบริเวณกว้างกว่า 24 ต.ร.กม. ชื่อ “เซียง ซา วัน” หมายถึง “เสียงกังวานจากผืนทรายคล้ายดนตรี” ใช้เวลาเดินทางจากออร์โดสราว 1 ช.ม.

ทะเลทรายแห่งนี้ต่างกับทะเลทราย “ทากลามากัน” ซินเจียงอุยกูร์ ฝั่งตะวันตกเฉียงเหนือของจีน ที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก และมีกิจกรรมแค่การขี่อูฐ เล่นสไลเดอร์บนผืนทราย แล้วก็ต่างกับทะเลทรายแห่งนครดูไบ อาหรับเอมิเรตส์ ที่ชูจุดขายเที่ยวกึ่งผจญภัยบนรถโฟร์วีลไปตามสันทราย สลับนั่งอูฐก่อนเข้าแคมป์กินอาหาร ชมระบำหน้าท้องโดยนักแสดงสาวชาวตุรกี

เซียง ซา วัน เป็นอาณาจักรท่องเที่ยวแบบครบวงจร ด้วยการนั่งเคเบิลคาร์ข้ามเนินทราย หรือนั่งรถไฟหัวรถจักรพ่วงชมสถานที่ กับสถานีรับคนโดยสารขึ้น-ลง มีอูฐให้นั่งเหมือนที่อื่นๆ

เหนือกว่านั้นยังมีสิ่งปลูกสร้างสมัยใหม่ เป็นโรงละครขนาดใหญ่ 2 โรง จัดแสดงละครเวทีและอุปรากรจีน-มองโกเลีย และไม่น่าเชื่อว่าจะมีโรงแรมหรู “ฟูชา ไอส์แลนด์” 5 ดาว ขนาด 320 ห้อง พร้อมสระว่ายน้ำกลางทะเลทราย ที่มนุษย์เชื่อว่าแต่ก่อนเคยขาดแหล่งน้ำอย่างโอเอซิส

 

หลิว หง ซัน ยืนยันด้วยว่า เซียง ซา วัน แห่งเมืองผีออร์โดสนี่แหละ ที่ประมาณว่าคือแดนสวรรค์ต้อนรับนักท่องเที่ยวแดนใกล้ไกล ที่แม้จะมิได้กระพือตลาดแต่ก็มีคนไปเที่ยวตลอด ยกเว้นตั้งแต่วันที่ 1-7 ตุลาคม ซึ่งเป็นช่วงวันชาติจีนไปจนจรดเดือนมีนาคมทุกปี อาณาจักรแห่งนี้จำต้องปิดตัวเอง เนื่องจากถูกหิมะถล่มกลบผืนทรายไว้เบื้องล่าง

อี้ไต้ อี้ลู่…ออร์โดสแดนอาถรรพ์ที่ถูกเรียกขานให้เป็นเมืองผี แต่ก็ไม่เคยมีผีหลอกหลอน

ผิดกับเมืองทองท่องเที่ยวทุกหนแห่ง กลับมีแต่คนปนผีคอยหลอนหลอกเต็มไปหมด!

บทความก่อนหน้านี้“พีระพันธุ์” หมดความอดทน ฉะ ผู้ใหญ่ปชป.ที่เคารพนับถือมา 30 ปี ที่แท้แค่ภาพลวงตา
บทความถัดไปธวัชชัย พิณะพงษ์ : สัญวิทยา และการเปิดเผยที่มาแห่งอำนาจ (จบ) มองผ่านละครหลังข่าว