จากควีนเอลิซาเบธที่ 2 สู่สมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3/บทความต่างประเทศ(ฉบับประจำวันที่ 23-29 กันยายน 2565 ฉบับที่ 2197)

เครดิตภาพ REUTERS

บทความต่างประเทศ

 

จากควีนเอลิซาเบธที่ 2

สู่สมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3

วันที่ 8 กันยายน 2022 อังกฤษเริ่มมีข่าวไม่ค่อยดีเกิดขึ้น เมื่อมีรายงานว่า บรรดาพระบรมวงศานุวงศ์ทั้งหลาย ต่างพากันไปรวมตัวกันที่ปราสาทบัลมอรัล ที่พำนักของสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 ที่สกอตแลนด์

ความเคลื่อนไหวที่ผิดปกติดังกล่าว ทำให้เกรงกันว่า อาจจะมีข่าวไม่ดีเกิดขึ้น แม้ว่าก่อนหน้านั้นเพียง 2 วัน คือวันที่ 6 กันยายน พระองค์จะเพิ่งให้ “ลิซ ทรัสส์” เข้าเฝ้า เพื่อรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอังกฤษอย่างเป็นทางการ

พระพักตร์ของควีนอังกฤษในยามนั้น แทบไม่ได้บ่งบอกว่าจะมีข่าวร้ายเกิดขึ้นในเร็ววัน

ก่อนที่ในช่วงเย็นของวันที่ 8 กันยายน หรือเวลาค่ำๆ วันเดียวกัน ตามเวลาในไทย ก็มีประกาศออกมาจากพระราชวังบักกิ้งแฮม แจ้งว่า สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 เสด็จสวรรคตอย่างสงบ ขณะพระชนมายุ 96 พรรษา

เป็นการสิ้นสุดรัชสมัยของสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 ที่ปกครองสหราชอาณาจักรมานานถึง 70 ปี ที่เพิ่งครบรอบไปเมื่อเดือนมิถุนายน 2022

 

อังกฤษได้เปิดให้ประชาชนทั่วไปได้เข้าสักการะหน้าหีบพระบรมศพของสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 ตั้งแต่วันที่ 14 กันยายน จนถึงเช้าวันที่ 19 กันยายน ณ เวสต์มินสเตอร์ฮอลล์ ในพระราชวังเวสต์มินสเตอร์ กรุงลอนดอน เมืองหลวงของอังกฤษ

พสกนิกรจำนวนมากพากันเข้าแถวเพื่อรอเข้าไปถวายสักการะหน้าหีบพระบรมศพของสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 แม้จะต้องรอเป็นเวลาหลายชั่วโมง ท่ามกลางสภาพอากาศที่หนาวเหน็บ แต่ทุกคนต่างไม่ย่อท้อ ต่างอดทนรอเพื่อที่จะได้เข้าไปถวายสักการะเป็นครั้งสุดท้าย ต่อพระบรมศพสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2

และในวันที่ 19 กันยายน พระราชพิธีครั้งสำคัญและยิ่งใหญ่อีกครั้งของโลกก็เกิดขึ้น สำหรับงานพระราชพิธีพระบรมศพของสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 แห่งสหราชอาณาจักร ที่ถูกถ่ายทอดสดไปทั่วโลก

ท่ามกลางมาตรการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวดสูงสุดครั้งหนึ่งของโลก ขณะที่สมาชิกราชวงศ์จากต่างแดน รวมถึงผู้นำและแขกผู้มีเกียรติจากประเทศต่างๆ จากทั่วโลก ต่างเดินทางมาร่วมพระราชพิธีสำคัญครั้งนี้ รวมกว่า 2,000 คน เพื่อร่วมอาลัยเป็นครั้งสุดท้ายต่อสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2

พระราชพิธีพระบรมศพ ที่จัดขึ้นถือเป็นรัฐพิธีศพ เพื่อเทิดพระเกียรติอย่างสูงสุดแด่พระองค์ และเป็นรัฐพิธีศพครั้งแรกในรอบเกือบ 60 ปีของสหราชอาณาจักร นับจากงานรัฐพิธีศพของนายวินสตัน เชอร์ชิล นายกรัฐมนตรีอังกฤษในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่มีขึ้นในปี ค.ศ.1965

 

พระราชพิธีพระบรมศพ เริ่มขึ้นตั้งแต่ช่วงเช้าวันที่ 19 กันยายน มีการอัญเชิญพระบรมศพมุ่งหน้าสู่มหาวิหารเวสต์มินสเตอร์ เพื่อไปประกอบพระราชพิธีพระบรมศพ โดยมีสมาชิกชั้นสูงของราชวงศ์อังกฤษ นำโดยกษัตริย์ชาร์ลส์ที่ 3 เจ้าหญิงแอนน์ เจ้าชายแอนดรูว์ และเจ้าชายเอ็ดเวิร์ด พระขนิษฐาและพระอนุชา ตามด้วยเจ้าชายวิลเลียม แห่งเวลส์ มกุฎราชกุมาร และเจ้าชายแฮร์รี พระโอรสในกษัตริย์ชาร์ลส์ที่ 3 ร่วมเสด็จฯ ตามหลังขบวนรถปืนใหญ่เกียรติยศอัญเชิญพระบรมศพ

หลังเสร็จสิ้นพิธีการในชั้นนี้ ในเวลาเที่ยงวันตามเวลาท้องถิ่น พระบรมศพถูกอัญเชิญขึ้นประทับบนรถปืนใหญ่เกียรติยศ เพื่อมุ่งหน้าสู่ประตูชัยเวลลิงตัน สู่พระราชวังวินด์เซอร์ จากนั้นได้เคลื่อนผ่านถนนลองวอล์ก ไปยังตัวปราสาทวินด์เซอร์ จากนั้นมีการอัญเชิญหีบพระบรมศพเข้าสู่โบสถ์เซนต์จอร์จ

และพระบรมศพถูกอัญเชิญสู่สุสานหลวง โดยมีการอัญเชิญพระมหามงกุฎอิมพีเรียลสเตท อ๊อบ หรือลูกโลกที่เป็นสัญลักษณ์แห่งคริสตจักรทั่วโลก และคทาแห่งกษัตริย์ ลงจากบนหีบพระบรมศพ ก่อนอัญเชิญ 3 สิ่งอันสำคัญนี้ไปประดิษฐานบนแท่นบูชา

หลังจากนั้นลอร์ดแชมเบอร์เลน ซึ่งเป็นข้าราชบริพารสูงสุดของสำนักพระราชวัง ได้ทำการหักคทาประจำตำแหน่งของตน เป็นการแสดงสัญลักษณ์ถึงการสิ้นสุดการรับใช้สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 และนำคทาที่หักแล้วนั้นวางลงบนหีบพระบรมศพ

 

เวลาราว 19.30 น. สมาชิกราชวงศ์อังกฤษนำโดยสมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ร่วมประกอบพระราชพิธีฝังพระบรมศพเป็นการภายใน ที่โบสถ์อนุสรณ์พระเจ้าจอร์จที่ 6 ซึ่งหีบพระบรมศพของควีนเอลิซาเบธที่ 2 ที่ถูกคลุมด้วยธงสีประจำพระองค์ ถูกฝังอยู่ร่วมกับพระเจ้าจอร์จที่ 6 พระราชบิดาและสมเด็จพระราชินีเอลิซาเบธ พระราชมารดา เจ้าหญิงมาการ์เร็ต พระขนิษฐา และเจ้าชายฟิลิป ดยุคแห่งเอดินบะระ พระสวามีของพระองค์

อันเป็นการสิ้นสุดการเดินทางครั้งสุดท้ายของสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 และเป็นการสิ้นสุดรัชสมัยปกครองของพระองค์ที่ดำเนินมายาวนานถึง 70 ปีโดยบริบูรณ์

และเข้าสู่รัชสมัยของสมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ต่อไป