จับกระแส ‘รัฐบาลปรองดอง’ จับสัญญาณ ‘องคมนตรี’ ‘บิ๊กตู่’ บนทางสายเปลี่ยว ‘บิ๊กป้อม’ บนทางแพร่ง หลังปรากฏการณ์ ‘บิ๊กโจ๊ก’ สะเทือน คสช.

จับกระแส ‘รัฐบาลปรองดอง’จับสัญญาณ ‘องคมนตรี’‘บิ๊กตู่’ บนทางสายเปลี่ยว ‘บิ๊กป้อม’ บนทางแพร่ง หลังปรากฏการณ์ ‘บิ๊กโจ๊ก’ สะเทือน คสช.

ท่ามกลางสถานการณ์ทางการเมืองที่ไม่แน่นอน

            ท่ามกลางสถานการณ์ที่ไม่แน่นอนในยุคเปลี่ยนผ่าน

อะไรก็เกิดขึ้นได้…

แม้แต่บิ๊กโจ๊ก พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล นายตำรวจคนดัง มากผลงาน แถมอนาคตถึงเก้าอี้ ผบ.ตร. ลูกรักบิ๊กป้อม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ พี่ใหญ่ และช่วยงานรัฐบาล คสช.มาตลอด ก็ยังพบชะตากรรมแบบไม่คาดฝัน

ด้วยเพราะการจัดโผโยกย้ายตำรวจที่ไม่เป็นไปตามนโยบายพิเศษ เพราะ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ไม่ได้จัดวางตัวนายตำรวจ ตามที่ผู้บังคับบัญชาชั้นสูงพิเศษ ได้พิจารณามาแล้วว่าเหมาะสม

แต่เพราะไปคิดเองว่า อาจมีการสอดไส้มา ไม่ใช่รายชื่อที่ผู้บังคับบัญชาชั้นสูงพิจารณาแล้วส่งรายชื่อมาทั้งหมดจริงๆ จนทำให้เกิดปัญหาในการปฏิบัติงานตามมา

จนที่สุดนำมาซึ่งการถูกย้ายพ้นเก้าอี้ ผบช.สตม. เข้าประจำ สตช. ก่อนที่หัวหน้า คสช.จะออกคำสั่งให้โอนย้ายจากข้าราชการตำรวจ มาเป็นข้าราชการพลเรือน ที่ปรึกษาพิเศษ ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่เสมือนเป็นการลงโทษ โดยให้พ้นเส้นทางตำรวจ หมดโอกาสที่จะได้เป็น ผบ.ตร. โดยไม่ได้โดนคุมตัวหรือถูกลงโทษอื่นใด เช่นที่ร่ำลือกัน

จึงกลายเป็นกรณีพิเศษ ไม่มีการตั้งข้อหาใดๆ เช่นที่เคยมีกระแสข่าว 6 ข้อหาออกมาก่อนหน้านี้ แต่โดนลงโทษตามกบิลบ้านกบิลเมืองเท่านั้น

โดยที่ พล.อ.ประวิตรระบุว่า เรื่องของบิ๊กโจ๊กนั้น จบแล้ว และไม่มีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนดำเนินคดีใดๆ และปฏิเสธที่จะเปิดเผยว่า พล.ต.ท.สุรเชษฐ์มีความผิดใดจนต้องถูกโยกย้าย

แต่เรื่องของบิ๊กโจ๊ก ลูกเลิฟ ส่งผลให้ พล.อ.ประวิตรตกอยู่ในกระแสข่าวลือมากมาย จนต้องหลบสื่อไปพักใหญ่ ด้วยเหตุผลของอาการท้องเสีย และปิดบ้านงดรดน้ำสงกรานต์

ข่าวลือหลายกระแสทำให้ พล.อ.ประวิตรต้องเช็กข่าวด้วยตัวเองว่าจริงหรือไม่

แต่ด้วยเหตุที่บิ๊กโจ๊กก็มีศัตรู จึงยิ่งทำให้ข่าวลือยิ่งสะพัดแรง โดยเฉพาะข่าวลือทางไลน์และโซเชียล และพยายามโยงใยไปถึงคนใกล้ตัว พล.อ.ประวิตร และตัว พล.อ.ประวิตรเอง

ในขณะที่ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ขอลาพักร้อนไปสหรัฐอเมริกา หลังจากที่ทำงานหนักมาตลอด และเพื่อหลบกระแสข่าวในประเทศนั้น

กระแสข่าวลือต่างๆ ก็ยิ่งสะพัด ว่า ไปแล้วจะกลับมาหรือไม่ หรือว่า ไปอเมริกาจริงหรือไม่ หรืออาจถูกคุมตัวไว้ ขณะที่กระแสข่าวในหมู่เพื่อนเตรียมทหาร 31 ระบุว่า บิ๊กโจ๊กไปอเมริกาเพื่อพักผ่อนจริงๆ เพราะทำงานหนักต่อเนื่องมาหลายปี และจะกลับมาแน่นอน แต่ก็จะอยู่เงียบๆ

แต่ก็ตามมาด้วยกระแสข่าวลือต่อเนื่อง เรื่องทรัพย์สิน ที่มาสอดรับการที่เว็บไซต์ investing ยกให้ พล.อ.ประวิตรติดโผ 45 เศรษฐีในเอเชีย รับลูกด้วยการโยงไปถึงเครือญาติวงษ์สุวรรณ

จน พล.ท.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกลาโหม ต้องออกมาตอบโต้ว่า เป็นข่าวปลอมจากเว็บไซต์ที่จดทะเบียนโดยชาวต่างชาติ ที่เกาะบริติช เวอร์จิ้น และอาจเชื่อมโยงกับนักการเมือง ทั้งนอกประเทศและในประเทศ ที่มีนัยยะแอบแฝงและหวังผลทางการเมือง และจะฟ้องร้องดำเนินคดีกับเว็บไซต์ รวมทั้งคนที่นำข่าวนี้มาแชร์แล้วแปลบิดเบือน

“พล.อ.ประวิตรมีทรัพย์สินตามที่ได้ชี้แจงต่อ ป.ป.ช. ไม่ได้ร่ำรวยเป็นเศรษฐี เช่นที่เว็บไซต์นี้ระบุ” พล.ท.คงชีพกล่าว

 

สําหรับ พล.อ.ประวิตรนั้นตลอด 5 ปีของรัฐบาล คสช. กลายเป็นเป้าใหญ่ของการถูกโจมตี เป็นตำบลกระสุนตก ที่ถูกถล่มจนสะบักสะบอม โดยเฉพาะเรื่องนาฬิกาหรูยืมเพื่อน

ด้วยเหตุที่เป็นพี่ใหญ่ของรัฐบาลและ คสช. และเป็นกำลังสำคัญที่เคียงข้าง พล.อ.ประยุทธ์ในการสู้ศึกการเมือง พล.อ.ประวิตรจึงโดนกระหน่ำจนซวนเซ

จากกรณีของบิ๊กโจ๊ก จึงทำให้การเมืองไทยได้บทเรียนว่า ไม่มีอะไรแน่นอน

แม้บิ๊กตู่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่แม้จะเป็น “เต็งหนึ่ง” นายกรัฐมนตรีคนใหม่หลังการเลือกตั้ง หลังคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประกาศรับรองผล

แต่อะไรก็ไม่แน่นอน…

หากพรรคพลังประชารัฐได้เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล แล้ว พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯ แต่ก็เป็นรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ ที่อาจอยู่ได้แค่ 1-2 ปี ก่อนยุบสภาให้เลือกตั้งใหม่

หรือหาก คสช.จะเล่นเกม ด้วยการให้การเลือกตั้ง 24 มีนาคม 2562 ที่ผ่านมา เป็นโมฆะ หลังผู้ตรวจการแผ่นดินรับเรื่องไว้พิจารณา แล้วจะต้องเลือกตั้งใหม่ แต่ก็ไม่มีอะไรรับประกันได้ว่า พรรคพลังประชารัฐจะได้คะแนนป๊อปปูล่าร์โหวตสูงสุด และจะได้ ส.ส.เท่าที่เป็นอยู่อีกหรือไม่

แม้การเลือกตั้งที่ผ่านมา จะเป็นบทเรียนให้ คสช.มาปรับแผนในการสู้ศึกเลือกตั้งใหม่ แก้ข้อบกพร่องต่างๆ ใหม่ได้ก็ตามที

อาจได้แค่ยื้อเวลาให้ พล.อ.ประยุทธ์เป็นรัฐบาลต่อไปได้อีกระยะหนึ่ง จนกว่าจะมีการเลือกตั้งใหม่เท่านั้น

แต่ปัญหาที่เกิดจากรัฐธรรมนูญ แบบที่เรียกว่า มีทั้งทางตัน และเดดล็อก ก็อาจทำให้การเลือกตั้งไม่ว่าจะครั้งที่ผ่านมา หรือครั้งหน้า มีปัญหาตามมาอีก

นี่จึงกลายเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดแนวคิดในการตั้ง “รัฐบาลพิเศษ” ไม่ว่าจะเรียกว่า รัฐบาลแห่งชาติ รัฐบาลปรองดอง รัฐบาลเพื่อประชาชน หรือรัฐบาลสมานฉันท์ ก็ตาม

 

หากย้อนกลับไปก่อนการเลือกตั้ง บิ๊กจิ๋ว พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกฯ ก็เคยออกมาเสนอแนวทาง “รัฐบาลเฉพาะกาล” และการคืนพระราชอำนาจ ในการจัดตั้งรัฐบาล

ก่อนที่จะมาสู่รัฐบาลแห่งชาติ ที่ไม่มีฝ่ายค้าน เพื่อให้ พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯ แก้ปัญหาประเทศต่อไป

แต่ในที่สุด เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ตัดสินใจลงสู่สนามการเมือง และมีการตั้งพรรคพลังประชารัฐสู้ศึกเลือกตั้ง และ พล.อ.ประยุทธ์มีชื่อเป็นนายกฯ ของพรรค การเลือกตั้งจึงเกิดขึ้น

แต่เมื่อผลการเลือกตั้งออกมาแบบไม่มีพรรคไหนชนะขาดลอย ต้องตั้งรัฐบาลผสม แถมจำนวน ส.ส.ไม่มีเสถียรภาพ จึงทำให้แนวคิดรัฐบาลพิเศษ รัฐบาลแห่งชาติ รัฐบาลปรองดอง กลับมาอีกครั้ง พร้อมๆ กับนายกรัฐมนตรีคนกลาง หรือนายกฯ คนนอก

แม้แต่แนวคิดรัฐบาลพระราชทาน ที่นายไพศาล พืชมงคล ที่ปรึกษา พล.อ.ประวิตร พยากรณ์ทางการเมืองไว้

รวมถึงข้อเสนอของนายเทพไท เสนพงศ์ แกนนำพรรคประชาธิปัตย์ นายไทกร พลสุวรรณ และนายยงยุทธ ติยะไพรัช อดีตแกนนำพรรคเพื่อไทย

แม้นายเทพไทจะเสนอชื่อนายศุภชัย พานิชภักดิ์ และนายชวน หลีกภัย เป็นนายกฯ คนนอก ที่ไม่มีชื่ออยู่ในบัญชีนายกฯ ของพรรคการเมือง ที่อาจโหวตตามมาตรา 272 ได้ เพื่อให้นายกฯ คนนอกมาจัดตั้งรัฐบาลปรองดองแห่งชาติขึ้น

แต่นั่นย่อมต้องหมายถึงว่า พรรคการเมืองทุกพรรค และสมาชิกวุฒิสภา 250 คนที่ คสช.ตั้งขึ้นด้วยมือ พล.อ.ประวิตร จะต้องหันมาโหวตให้นายกฯ คนนอก

ดังนั้น ย่อมต้องสะท้อนว่า นายกฯ คนนอกคนนั้น จะต้องเป็นบุคคลพิเศษจริงๆ

พลากร สุวรรณรัฐ

 

จึงไม่แปลกที่จะมีชื่อขององคมนตรี 3 คน ทั้งบิ๊กเจี๊ยบ พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท นายพลากร สุวรรณรัฐ และ ดร.กบ นายอำพน กิตติอำพน เป็นผู้เหมาะสมที่จะเป็นนายกฯ คนนอก

กล่าวสำหรับ พล.อ.เฉลิมชัย อดีต ผบ.ทบ. สายรบพิเศษแล้ว เคยมีชื่อเป็นนายกฯ สำรองมาตั้งแต่เมื่อครั้งที่ พล.อ.ประยุทธ์จะไม่ไปต่อ จะลงหลังเสือ ไม่เล่นการเมืองต่อ แล้วผันตัวเองไปอยู่เบื้องหลังนั่นแล้ว

ก่อนจะมาแรง เป็นนายกฯ คนกลาง หรือคนนอก ชื่อแรกที่นายเทพไทเสนอ เพราะมองว่า พล.อ.เฉลิมชัยเป็นนายทหารที่มีหลักการประชาธิปไตย

ประกอบกับบุคลิกลักษณะ การเป็นนายทหารที่สุขุมนุ่มนิ่ง แต่เด็ดขาด เหมาะกับสถานการณ์การสร้างความสามัคคีปรองดองในชาติ

ที่สำคัญที่สุด อาจเพราะ พล.อ.เฉลิมชัยได้ชื่อว่าเป็นนายทหารรบพิเศษ น้องรัก ศิษย์ก้นกุฏิของบิ๊กแอ้ด พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี และอดีต ผบ.ทบ. และอดีตนายกรัฐมนตรี

จนเคยถูกเรียกว่าเป็น ผบ.ทบ.สายบ้านสี่เสาเทเวศร์ ด้วยความที่ได้รับการสนับสนุนจาก พล.อ.สุรยุทธ์ ที่ก็คือ “ลูกป๋า”

ยิ่งในยุคนี้ด้วยแล้ว พล.อ.สุรยุทธ์กำลังถูกจับตามองว่า เป็นองคมนตรีที่มีบทบาทสูงขึ้นๆ ที่จะขึ้นมารับภาระหน้าที่แทนป๋าเปรม พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ วัย 99 ปี และสุขภาพไม่แข็งแรง

ช่วงที่ผ่านมา จนปัจจุบัน พล.อ.เปรมมักมอบหมายให้ พล.อ.สุรยุทธ์ปฏิบัติหน้าที่แทนในหลายโอกาส และจะเป็นองคมนตรีที่ พล.อ.เปรมฝากความหวังไว้

ท่ามกลางการถูกจับตามองว่า เมื่อถึงวันนั้น ขั้วอำนาจสายบ้านสี่เสาฯ หรือสายลูกป๋า อาจคัมแบ๊กกลับมาผงาดอีกครั้ง หลังจากที่สายบูรพาพยัคฆ์ ของพี่น้อง 3 ป. “ป้อม-ป๊อก-ประยุทธ์” คุมอำนาจทั้งในกองทัพและรัฐบาล มายาวนานต่อเนื่องมากกว่า 10 ปี

นอกจากนั้น พล.อ.เฉลิมชัยยังถือเป็นนายทหารที่คุ้นเคยของแกนนำพรรคประชาธิปัตย์ ด้วยเหตุที่รู้จักสนิทสนมกับนายสาธิต ปิตุเตชะ อดีต ส.ส.ระยอง เพราะเตะฟุตบอลมาด้วยกัน ยาวนานจนทำให้เคยพบปะ รู้จักกับแกนนำพรรคหลายคน จึงทำให้ได้รู้จักแนวคิดและนิสัยใจคอ

ขณะที่นายพลากรนั้น มีชื่อเป็นนายกรัฐมนตรี ในสถานการณ์พิเศษมาหลายครั้ง แม้แต่หลังการรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 ที่ พล.อ.ประยุทธ์ ผบ.ทบ.ในเวลานั้น เป็นหัวหน้าคณะ

ส่วนนายอำพน เป็นองคมนตรีที่มากประสบการณ์ทั้งงานฝ่ายบริหาร เพราะเป็นอดีตเลขาธิการ ครม. และมีความสามารถด้านงานเศรษฐกิจ

ที่สำคัญที่สุดคือ องคมนตรี ล้วนเป็นบุคคลที่ได้รับการการันตีในความเป็นคนดี คนเก่ง มีความสามารถ จึงได้รับโปรดเกล้าฯ เป็นองคมนตรี

 

ในสถานการณ์ที่คนไทยมองไม่เห็นว่า นักการเมืองคนใดเหมาะสมที่จะเป็นนายกฯ และได้รับการยอมรับจากทุกฝ่าย เพื่อมาแก้ปัญหาความขัดแย้งแตกแยก แบ่งฝ่าย ทำให้มีการมองไปถึงองคมนตรีเป็นความหวัง

รวมทั้งบิ๊กต๊อก พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา ก็เป็นองคมนตรีอีกคนที่ถูกมองว่าเหมาะสมที่จะเป็นนายกฯ เพราะเคยมีชื่อเป็นนายกฯ สำรองมาก่อนหน้านี้เช่นกัน

และต้องไม่ลืมว่า พล.อ.ไพบูลย์ องคมนตรีตัวเล็ก แต่ใจถึง มีความเด็ดขาด มีความเป็นผู้นำสูงคนนี้ก็ไม่อาจมองข้าม

โดยเฉพาะการเป็นนายทหารพี่เลิฟของบิ๊กแดง พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผบ.ทบ. เพราะเติบโตกันมาใน ร.11 รอ. ด้วยกันยาวนาน ร่วมทีม “ราบ 11 คอนเน็กชั่น” กับบิ๊กหนุ่ย พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ องคมนตรี และอดีตรอง ผบ.ทบ. เพื่อนเตรียมทหาร 12 ของ พล.อ.ประยุทธ์อีกด้วย

ที่สำคัญที่สุดคือ พล.อ.ไพบูลย์มีบทบาทสำคัญในการแก้ไขวิกฤตเมื่อ 8 กุมภาพันธ์ 2562 ที่ผ่านมา ได้อย่างราบรื่นและเหมาะสม

 

แต่ทั้งหมดนี้อาจสะท้อนได้ว่า ชื่อขององคมนตรีหลายท่านที่ถูกพูดถึง ว่าเหมาะสมที่จะเป็นนายกฯ นั้น เป็นเพราะรัฐบาลพิเศษในสถานการณ์พิเศษ หรือรัฐบาลพระราชทาน อาจเป็นทางออกของประเทศไทย

อีกทั้งในเวลานั้น จะเป็นห้วงเวลาที่ได้ผ่านพระราชพิธีบรมราชาภิเษกเรียบร้อยแล้ว อันจะเป็นการแสดงถึงพระบารมีของสถาบันพระมหากษัตริย์อีกคราหนึ่ง

แต่ทั้งหมดนี้ ขึ้นอยู่กับสถานการณ์จะเป็นตัวกำหนดว่า ประเทศไทยจะเดินไปบนเส้นทางของสถานการณ์ปกติ หรือว่าเป็นสถานการณ์พิเศษ

ด้วยเพราะจากวันนี้ถึงวันนั้น อาจเกิดปมประเด็นในทางการเมือง จากกฎหมายรัฐธรรมนูญ และการเลือกตั้ง และความวุ่นวายที่อาจเกิดขึ้นจาก การที่นายธนากร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ และนายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรค ที่ก็ล้วนจะโดนเล่นงาน ถูกสกัดไม่ให้ได้เข้าสู่สภา หมดโอกาสที่จะไปเป็นฝ่ายค้าน อภิปรายไม่ไว้วางใจ พล.อ.ประยุทธ์

จนอาจเป็นการปลุกกระแส และปลุกให้เกิดการชุมนุม หรือการก่อเหตุจลาจลขึ้นได้

ท่ามกลางกระแสสะพัดที่มาแรงว่า หากเกิดจลาจลวุ่นวาย เผาบ้านเผาเมืองกันอีก อาจนำมาซึ่งการออกมาควบคุมสถานการณ์ของทหาร แล้วนำไปสู่การจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติ รัฐบาลปรองดองสมานฉันท์ ที่อาจต้องขอพระราชอำนาจ และการมีนายกฯ คนกลาง หรือคนนอก

จึงไม่แปลกที่ในเวลานี้ พล.อ.ประยุทธ์จึงวางตัวนิ่ง สุขุม ไม่ตอบเรื่องรัฐบาลแห่งชาติ นายกฯ คนนอกจากองคมนตรี

หลังจากที่เคยบอกว่า ไม่ได้มีไว้ในรัฐธรรมนูญ จะเป็นไปได้อย่างไร และตำหนิคนที่เสนอแนวคิด หวังผลอะไร ก่อนที่องครักษ์บิ๊กตู่จะออกมาฉะว่า เป็นแผนที่จะเตะตัดขา สกัด พล.อ.ประยุทธ์นั่นเอง

ทั้งนี้ ความสงบนิ่งของ พล.อ.ประยุทธ์ ที่ไม่ใช่แค่เพราะเป็นช่วงเตรียมการสู่งานพระราชพิธีเท่านั้น แต่ยังต้องคอยถอดรหัสสัญญาณต่างๆ ว่า ตนเองจะได้กลับมาเป็นนายกฯ อีกหรือไม่ และอนาคตจะเป็นเช่นไร

สถานการณ์ข้างหน้าจะเป็นสถานการณ์ปกติที่ พล.อ.ประยุทธ์จะได้เป็นนายกฯ แห่งรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ

หรือจะเกิดสถานการณ์พิเศษ ที่ทำไปสู่รัฐบาลปรองดองแห่งชาติ และนายกฯ คนนอก

ต่อให้มีสัญญาณใดๆ ให้มั่นใจว่า จะได้เป็นนายกฯ สืบสานระบอบการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ก็ตาม

แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น อาจทำให้หวั่นไหวได้ไม่น้อย…

บทความก่อนหน้านี้สู่เมืองสีเขียว! กทม.ทุ่ม 30 ล้าน ปลูกต้นไม้แสนต้น
บทความถัดไปE-DUANG : ปรากฏการณ์ การเมือง ใหม่ หลังเลือกตั้ง 24 มีนาคม 62