“พิชัย” พบคนรุ่นใหม่ ขายไอเดียสร้างหวัง-งาน-อนาคต ชี้ต้องสลัดแนวคิดเดิมแทนด้วยคิดใหม่

“เพื่อไทย” ขายแนวคิด “สร้างความหวัง สร้างงาน สร้างอนาคต” แก่คนรุ่นใหม่ ชี้ ต้องสลัดแนวคิดเดิม และคิดใหม่หมด แนะ เชื่อใจพรรคเพื่อไทยเพราะเรื่องเศรษฐกิจทำสำเร็จมาตลอด

วันที่ 30 กันยายน 2564 นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทยด้านเศรษฐกิจ กล่าวในงานสัมมนา “ผ่าทางตันเศรษฐกิจไทยหลังยุคโควิด-19” จัดที่มหาวิทยาลัยราชภัฏ พระนคร โดยผู้ร่วมสัมมนา ประกอบด้วย ผม และ นายจักรพล ตั้งสุทธิธรรม ส.ส. เชียงใหม่ ประธานอนุกรรมการนโยบายการท่องเที่ยว รองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย และ นายกฤษฎา ตันเทอดทิตย์ ส.ส. หนองคาย อดีตรองเลขาธิการสภาอุตสาหกรรม ประธานอนุกรรมการนโยบายอุตสาหกรรมและ SMEs ทั้งหมดอยู่ในคณะทำงานเศรษฐกิจของพรรคเพื่อไทย

ทั้งนี้นายพิชัย กล่าวว่า ปัจจุบันนักศึกษาและคนรุ่นใหม่ รู้สึกหมดหวังกับอนาคต รู้สึกเหมือนประเทศไทยล้าหลัง ตกยุค เชย มีผู้นำที่น่าอับอาย ไม่สามารถไปแข่งขันกับต่างประเทศได้ จบมาหางานทำไม่ได้ อยากย้ายประเทศอยู่ ฯลฯ ซึ่งก็เป็นความจริงและผมเองก็รู้สึกแบบนั้นเหมือนกัน แต่ไม่อยากให้สิ้นหวัง อยากให้เชื่อมั่นว่า หากพรรคเพื่อไทยได้มีโอกาสเข้ามาบริหารประเทศ จะ “สร้างความหวัง สร้างงาน สร้างอนาคต” ให้กับนนักศึกษาและคนรุ่นใหม่

โดยพรรคเพื่อไทยได้มีแผนงานและนโยบายรองรับเพื่อพัฒนาประเทศในรูปแบบใหม่ ที่จะต้องปรับเปลี่ยนประเทศทั้งหมดโดยไม่ยึดติดกรอบคิดล้าหลังแบบโบราณหรือแบบเดิมๆ ตลอด 7 ปีกว่ามานี้ประเทศไทยสูญเสียโอกาสอย่างมากจากผู้นำที่ขาดความรู้ความเข้าใจในการเปลี่ยนแปลงของโลก เหมือนที่ตนพูดมาเสมอว่า ประเทศไทยโชคร้ายที่มีปัญหาการเมือง และมีผู้นำที่ตกยุค ในขณะที่โลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และได้ทำนายและเตือนไว้ก่อนนมาหลายปีแล้วว่าเศรษฐกิจไทยจะทรุดหนัก จนถูกเรียกปรับทัศนคติหลายหน แต่สุดท้ายก็ทรุดหนักจริงๆ

ดังนั้นจึงอยากให้นักศึกษาและคนรุ่นใหม่มั่นใจในพรรคเพื่อไทย เพราะตั้งแต่ในอดีตถึงปัจจุบันพรรคเพื่อไทยพิสูจน์แล้วว่าเราสามารถแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ และ นำพาประเทศพัฒนาได้จริง และ จับต้องได้ เพราะหลักคิดมาตั้งแต่สมัยพรรคไทยรักไทย และต้องรู้ปัญหาถึงจะแก้ปัญหาได้ ไม่หลอกตัวเอง นอกจากนี้พรรคเพื่อยังมีคนรุ่นใหม่ที่มีความรู้ความสามารถ เก่งและฉลาด อย่างเช่น ส.ส. 2 ท่านที่มาร่วมสัมมนาวันนี้ ที่จะเข้ามาทำงานร่วมบริหารและพัฒนาประเทศไปด้วยกัน

หลักคิดและกรอบคิดของพรรคเพื่อไทยคือ คิดใหม่ ทำใหม่ ซึ่งยุคนี้ยิ่งต้องคิดใหม่ทำใหม่ และ ต้องไม่ยึดติดและลืมของเก่าไปเลย และ การลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ขยายโอกาส พร้อมทั้งต้องนำเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาใช้ ทั้งนี้เพราะโลกสมัยใหม่บริษัทเทคโนโลยีมีมูลค่าสูงสุดแต่ในไทยยังล้าหลังมาก โดยจะต้องมีการพัฒนาเศรษฐกิจคู่ขนาน (Dual Track) ที่บริษัทใหญ่ต้องแข่งขันกับต่างประเทศได้ (แต่ต้องไม่ผูกขาด) และ ต้องช่วยเหลือคนระดับล่างควบคู่ไปด้วยกัน

ที่สำคัญคือต้องเปลี่ยนระบบราชการทั้งหมด ให้มีขนาดเล็กลงและมีประสิทธิภาพมากขึ้น จะต้องเป็นราชการระบบดิจิตอล (Digitalization) ราชการต้องเล็กลงประชาชนต้องใหญ่ขึ้น โดยต้องสนับสนุนและช่วยประชาชนไม่ใช่เป็นเจ้านายประชาชน การใช้จ่ายภาครัฐจะต้องมีประสิทธิภาพ เรื่องใดไม่จำเป็นต้องตัดทิ้งหมด ทั้งการซื้ออาวุธ การเกณฑ์ทหาร และ งบกลาโหม รวมถึงงบอื่นๆที่ไม่จำเป็น ต้องนำงบประมาณมาจัดสรรเรียงลำดับความสำคัญใหม่หมด โดยเน้นให้เกิดการจ้างงานและยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชน

นี่เป็นหลักคิดที่จะมี นโยบายมารองรับ เมื่อมีการประกาศเลือกตั้ง จะมีรายละเอียดของนโยบายแต่ละด้านออกมาให้โดนใจคนรุ่นใหม่ โดยมุ่งเน้น 1) การสร้างระบบสาธารณสุขป้องกันไวรัสโควิด อย่างมีคุณภาพ 2) การช่วยเหลือธุรกิจเดิมให้เดินหน้าต่อได้ 3) การสร้างธุรกิจใหม่ และ การส่งเสริมธุรกิจดิจิตอลให้มีขนาดใหญ่ขึ้นและเป็นโอกาสของคนรุ่นใหม่ ไทยจะฟื้นเศรษฐกิจสมัยใหม่ต้องขยายมาก 4) สร้าง new technology business community 5) ส่งเสริมการจ้างงานใน กิ๊กอิโคโนมี เพื่อเพิ่มรายได้ 6) การเข้าถึงระบบอินเตอร์เน็ตอย่างทั่วถึง โดยต้องเป็นสิทธิ์พื้นฐานของประชาชน 7) ลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความยุติธรรม

นายจักรพล ตั้งสุทธิธรรม ส.ส. เชียงใหม่ กล่าวว่า ภาคการท่องเที่ยวนั้นมีความสำคัญต่ออนาคตของไทย และ อนาคตของนักศึกษาและคนรุ่นใหม่อย่างมาก ต้องปรับตัวให้เก่ง เรียนรู้ให้ไว เสริมทักษะใหม่ๆให้แก่ตัวเอง การต้องมี Design Thinking เพราะจะเป็นการสร้างจุดแข็งให้ตนเอง สร้างอนาคต สร้างรายได้ และการจ้างงานสูง นโยบายท่องเที่ยวจะต้องปรับเปลี่ยนตามแนวทางการท่องเที่ยวที่จะเปลี่ยนไปหลังจากวิกฤตไวรัสโควิด และประเทศไทยควรถือโอกาสปรับเปลี่ยนรูปการท่องเที่ยวให้สอดคล้องกับอนาคตโดยมุ่งเน้นนักท่องเที่ยวเชิงคุณภาพที่มีรายได้สูงมากกว่าปริมาณ

ต้องคำนึงถึงการเปลี่ยนแปลงของการท่องเที่ยวในอนาคต ที่น่าจะมุ่งที่คุณภาพ ( Blue Ocean ) ของนักท่องเที่ยวมากกว่าปริมาณ และแต่การแข่งขันด้านราคา ( Red Ocean ) ทำอย่างไรให้ประเทศเป็นสถานท่องเที่ยวระดับสูง ที่จะสร้างรายได้ในอนาคตได้อีกมาก ต้องพัฒนาให้ครบ เพื่อนำไปสู่การท่องเที่ยวแบบยั่งยืนทั้ง White and Green Ocean ด้วยเร่งพัฒนาปรับปรุงสถานที่ท่องเที่ยว สร้าง landmarkใหม่ ให้มีความสวยงามและมีความสะดวกสบาย การเพิ่มสถานที่ท่องเที่ยวในแต่ละอำเภอ โดยใช้หลัก CBT และ BCG เพื่อส่งเสริมการกระจายรายได้ลงสู่ท้องถิ่นอย่างทั่วถึงเพื่อฟื้นระบบเศรษฐกิจในชุมชนและครัวเรือน ช่วยเหลือธุรกิจท่องเที่ยวที่มีปัญหาทางการเงินจากวิกฤติไวรัสโควิด

โดยพิจารณา ตัดหนี้ ตัดดอกเบี้ย ตัดเงินต้น ยืดการชำระเงิน เพื่อให้ธุรกิจท่องเที่ยวสามารถดำเนินการต่อไปได้ สร้างแอพพลิเคชั่นการจองโรงแรมและการท่องเที่ยวที่เป็นของประเทศไทยเอง เพื่อส่งเสริมธุรกิจท่องเที่ยวและส่งเสริมธุรกิจด้านเทคโนโลยี ใช้เทคโนโลยรูปแบบใหม่ เช่น Virtual reality, Augmented Reality เพื่อประกอบการท่องเที่ยวให้น่าสนใจ นี่เป็นหลักคิดในการพัฒนาการท่องเที่ยวแบบคร่าวๆ ซึ่งพรรคเพื่อไทยจะนำไปต่อยอดทำนโยบายอีกครั้ง ตัวอย่างเช่น อาชีวะ New Gen เพื่อปูทางไปสู่โลกอนาคต เป็นต้น

นายกฤษฎา ตันเทอดทิตย์ ส.ส. หนองคาย กล่าวว่า ตลอดเวลา 7 ปีที่ผ่านมาปัญหาการลงทุนจากต่างประเทศที่หายไป และ บริษัท SMEs ได้ปิดตัวลงเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะมาถูกซ้ำเติมด้วยไวรัสโควิด ยิ่งทำให้มีปัญหาต้องปิดตัวกันมากขึ้น พรรคเพื่อไทย เห็นความสำคัญของการฟื้นเศรษฐกิจเพื่อเพิ่มการจ้างงาน นักศึกษาและคนรุ่นใหม่จะต้องมีงานทำ และมีรายได้ที่ดี แนวทางคือจะต้องเร่งช่วยธุรกิจ SMEs ที่มีปัญหาให้สามารถดำเนินธุรกิจได้ โดยการลดต้น ลดดอก ยืดการชำระหนี้ ตามแต่กรณี

ในขณะเดียวกันต้องส่งเสริมธุรกิจใหม่ โดยเฉพาะธุรกิจในดิจิตอลอิโคโนมี หากเศรษฐกิจไทยจะฟื้น ไทยต้องสร้างธุรกิจดิจิตอลนี้ให้มีขนาดใหญ่ เหมือนโมเดลในต่างประเทศปัจจุบันที่ธุรกิจดิจิตอลเป็นสัดส่วนใหญ่ รัฐจะต้องเป็นผู้นำ โดยการสร้าง Digital Goverment ให้สำเร็จ จริงๆ นักศึกษาไทยมีศักยภาพมาก แต่ขาดการสนับสนุนอย่างเป็นรูปธรรมให้เกิดนักธุรกิจรุ่นใหม่ Start Up ใหม่ๆ นวัตกรรมใหม่ๆ

สิ่งสำคัญที่สุดคือการสร้าง สภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยให้คนรุ่นใหม่สามารถเติบโตและแข่งขันกับต่างประเทศได้ ไม่ว่าจะเป็นการเอื้ออำนวยเรื่องเงินทุน Cloud Funding ไปจนถึงการแก้กฎหมายและการกำหนดกฎเกณฑ์​ให้ธุรกิจเหล่านี้สามารถเติบโตได้ ถ้ารัฐเข้าใจตรงนี้จริงและทำอย่างเป็นระบบ จะเป็นโอกาสสำหรับคนรุ่นใหม่อย่างแน่นอน เหมือนที่รัฐบาลพรรคไทยรักไทย เคยทำสำเร็จในอดีต

บทความก่อนหน้านี้ชาวชัยภูมิถาม ประยุทธ์ มาทำไม! พท.ฉะไร้สำนึก ปล่อยผู้ป่วยวิกฤตรอรพ.
บทความถัดไปคิ๊กออฟ ‘เอาท์ไซด์ อิน’ ชวนประชาชนคิด เพื่อไทยทำ รับแนวคิดแก้วิกฤตประเทศ