ศบค. เปิด 3 ระดับ คุมผับบาร์ พบติดเชื้อสั่งปิดทันที คุมไม่อยู่ปิดทั้งจังหวัด

วันที่ 5 เมษายน 2564 พญ.อภิสมัย ศรีรังสรรค์ ผู้ช่วยโฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด 19 (ศบค.) กล่าวว่า การประชุม ศบค.หารือเรื่องสถานบันเทิงใน กทม.และปริมณฑล ตัวเลขรายงานล่าสุด 3 เม.ย.ที่ผ่านมา มีผู้ติดเชื้อยืนยันคลัสเตอร์เดียวกัน 71 ราย โดยปทุมธานีย่านรังสิตรายงาน 5 ราย แต่การสอบสวนติดตามสัมผัสเสี่ยงสูงเสี่ยงต่ำ ยังไม่ยุติ ตามอย่างต่อเนื่อง

ปทุมธานีที่เชื่อมโยง นักศึกษา 6 ราย บางใหญ่ นนทบุรี มีรายงานติดเชื้อ 8 ราย นครปฐมศาลายารายงาน 7 ราย กทม. กระจายหลายจุด ทั้งทองหล่อ จตุจักร เอกมัย รัชดา บางย่านบางผับพบ 21 ราย, 3 ราย, 8 ราย และ 5 ราย รวมทั้งการนำไปติดยังครอบครัวนักร้องนักดนตรีบวก 5 ราย ศบค. ติดตามคลัสเตอร์สถานบันเทิงไปจังหวัดอื่น เลย ชลบุรี ชุมพร สมุทรสงคราม และเชียงใหม่ พบว่าเชื่อมโยงทั้งหมดเป็นกลุ่มก้อนเดียวกัน

“กรมควบคุมโรคได้วิเคราะห์ จุดอ่อนที่ต้องเฝ้าระวังคือการระบายอากาศ เพราะผับบาร์ คาราโอเกะ เลาจน์ มีเพดานต่ำ อากาศปิด แต่เวลาขึ้นเครื่องบินที่สถานที่ปิดเช่นกัน แต่เครื่องบินมีการระบายอากาศตามมาตรฐาน แต่สถานบันเทิงไม่มี ปัจจัยเสี่ยงที่เน้นย้ำเสมอ คือ การคลุกคลีพูดคุยใกล้ชิด ตะโกนไอจามหัวเราะ ไม่ใส่หน้ากาก รับประทานอาหารเครื่องดื่ม ใช้ช้อนแก้วร่วมกัน เป็นต้น และพฤติกรรมนักเที่ยวลูกค้ามักไปในหลายแห่งในคืนเดียว และข้ามจังหวัดใกล้เคียง เมื่อติดเชื้อจึงแพร่กระจายเร็ว และติดไปครอบครัว คนกลุ่มนี้แข็งแรงดี มักไม่ค่อยมีอาการ อาจนำไปติดพื้นที่สาธารณะ ขนส่งสาธารณะ พื้นที่ชุมชน สถานที่ทำงาน” พญ.อภิสมัยกล่าว

พญ.อภิสมัย กล่าวต่อว่า จากกรณีศึกษาในปี 63 แรกๆ ก็เป็นสถานบันเทิงและสนามมวย ตอนนั้นระบาดเริ่มที่สนามมวย สถานบันเทิงย่านทองหล่อ จากนั้นแพร่ถึง 41 จังหวัด ศบค.หารือทำอย่างไรได้รีบกำหนดมาตรการ เพราะจะมีเทศกาลสงกรานต์ด้วย อธิบดีกรมควบคุมโรคจะนำเสนอมาตรการไปยังที่ประชุมศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินอีโอซี

สืบเนื่องจากข้อกำหนดในมาตรา 9 พ.ร.ก.ฉุกเฉิน มีการระบุไว้การดำเนินการตามมาตรการป้องกันโรคและจัดระเบียบเพื่อการควบคุมโรค เจ้าหน้าที่มีอำนาจเข้าตรวจดูแลการใช้สถานที่อาคารและเจ้าของ หากเสี่ยงต่อโรคเจ้าพนักงานมีอำนาจสั่งปิดสถานบริการชั่วคราวเพื่อกำหนดมาตรการควบคุมแบบบูรณาการ ให้มีการจัดระเบียบให้เป็นไปตามมาตรฐานควบคุมโรค จะเปิดได้เมื่อทำมาตรการเหมาะสม

พญ.อภิสมัย กล่าวต่อว่า เราเห็นใจสถานบันเทิงที่ถูกปิด ศบค.เข้าใจเรื่องการทำมาหากิน แต่ต้องบริหารความเสี่ยงการแพร่กระจาย ข้อสรุป ศปก.ศบค.วันนี้ จะเสนอ 3 ระดับ คือ 1.หากพบผับบาร์คาราโอเกะ สถานบันเทิง มีการรายงานติดเชื้อ สถานบริการนั้นจะต้องปิดทันที และการปิดจะต้องปิดเพื่อระมัดระวังควบคุมโรคสูงสุด อย่างน้อย 2 สัปดาห์ 2.สถานประกอบการใดพบผู้ติดเชื้อลักษณะเป็นโซน ไม่ใช่แห่งเดียว มีผับ 2-3 ติดเชื้อด้วย ก็จะปิดเป็นโซน เช่น ทองหล่อทั้งโซน

และ 3.หากเกิดสถานการณ์ควบคุมไม่ได้ ผู้ว่าฯพิจารณาแล้วว่าไม่เป็นโซนกระจายทั่วจังหวัด ผู้ว่าฯ ร่วมกับคณะกรรมการโรคิตดต่อจังหวัดอาจพิจารณาให้ปิดทั้งจังหวัดได้ มาตรการที่เข้มงวดจะควบคุมการแพร่ระบาดไม่ให้กระจายวงกว้าง สถานบันเทิงที่ปิดไปต้องดูแลมาตรฐาน วางมาตรการให้รัดกุมปลอดภัยยิ่งขึ้น สถานบันเทิงที่อยู่ใกล้ยังไม่ติด ต้องยกการ์ดสูงทันที มาตรการอะไรที่เขาย่อหย่อน เช่น คัดกรองอุณหภูมิไหม เว้นระยะห่าง ทำความสะอาดหรือไม่

ส่วนร้านอาหารยังไม่ติดเป็นกลุ่มก้อนแบบสถานบันเทิง แต่พบพฤติกรรมคล้าย ๆ กัน บางครั้งอาจไปร้านอาหาร ไปกินกับครอบครัว ฝากเน้นย้ำสถานบันเทิง ร้านอาหาร พื้นที่ชุมชน ยังไม่มีรายงานผู้ติดเชื้อ เฝ้าระวังอย่างเข้มข้นที่สุด โดยเฉพาะสงกรานต์ที่มีคนเดินทางจากหลายพื้นที่ ถ้ากำหนดมาตรการได้ดี ไม่ปิด แต่ถ้าย่อหย่อนเมื่อไร สถานบริการท่านอาจต้องปิดเพื่อเฝ้าระวังการติดเชื้อ โดย กทม.แลผู้บัญชาการตำรวจนครบาลจะเชิญผู้ประกอบการ กทมงหารือจะช่วยเฝ้าระวังให้ปลอดภัยอย่างไร

สำหรับช่วงสงกรานต์ ศบค.ห่วง 3 เรื่อง คือ 1.การเดินทาง อาจมีการแออัดในขนส่งมวลชน ต้องฝากยกการ์ดสูงทั้งหมด 2.การจัดกิจกรรม เพราะเชื่อว่ามีการรวมกลุ่มคนหมู่มาก และ 3.นักท่องเที่ยวที่อาจขาดความระมัดระวัง ไปสถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ เราต้องเตือนกันเอง รวมถึงสถานประกอบการสถานที่ท่องเที่ยวต้องมีมาตรการด้วย

ตั้งแต่ 1 เม.ย. มีการผ่อนคลาย คาดได้ว่าจะมีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้น แต่หากยังตีกรอบวงจำกัดไม่ให้แพร่กระจายควบคุมไม่ได้ อยู่ในภาวะที่ระบบสาธารณสุขรองรับได้ยังยอมรับได้ อย่างฝรั่งเศสขึ้นไปถึงจุดที่แพทย์ พยาบาลรับไม่ไหวแล้ว ต้องตัดสินใจช่วยผู้ป่วยรายไหน ถือว่าสะเทือนใจ เราไม่อยากให้เราไปถึงจุดนั้น ดังนั้น ต้องอยู่ห่างไว้ ใส่แมสก์กัน หมั่นล้างมือ สแกนไทยชนะ หากอยู่ในเกณฑ์สงสัยไปตรวจให้ไว กักตัว บอกข้อมูลผู้สัมผัส สถานที่ ร้านอาหารที่ไป และระยะเวลา

บทความก่อนหน้านี้เจดีเซ็นทรัล มอบเงินบริจาค 2 แสนบาท จากแคมเปญ JOY OF GIVING – ส่งใจให้เธอ
บทความถัดไปThe Change Maker ไปต่อ พาลุยพื้นที่จริง 5 จังหวัด รับฟังปัญหา สร้างนโยบายตอบโจทย์