‘ภราดร’ มองนโยบายรับทหารสมัครใจควรทำนานแล้ว ชี้ใช้ตอนนี้หวังกู้ภาพลักษณ์ ย้ำจุดยืนชะลอจัดซื้ออาวุธ

วันที่ 24 มกราคม 2564 พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร ประธานอนุกรรมการด้านความมั่นคงพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงข่าวที่รัฐบาลสืบทอดอำนาจได้มีนโยบายปรับการเกณฑ์พลทหารเป็นแบบร้องขอสมัครใจมากขึ้น และเปิดโอกาสให้รับสิทธิเข้ารับการศึกษาเพื่อความก้าวหน้าในวิชาชีพ ควบคู่กับการลดยอดใบแดงหรือการเกณฑ์ทหารให้เหลือน้อยที่สุด ถือเป็นนโยบายที่ดีสอดคล้องกับสภาพการณ์ของสังคม แต่แนวทางนี้มันควรจะปฏิบัติเป็นรูปธรรมไปแล้วเมื่อ7ปีที่ผ่านมาหากไม่มีเหตุการยึดอำนาจ เพราะมันจะเกิดขึ้นจากการปฏิบัติไปตามนโยบายรัฐบาลพรรคเพื่อไทยที่มีเป้าประสงค์คือ การปรับโครงสร้างกองทัพให้กะทัดรัด ทันสมัย เป็นสากล สร้างกำลังพลเป็นทหารอาชีพนั่นเอง และหนึ่งในการปฏิบัตินั้นคือการปรับลดจำนวนทหารเกณฑ์ให้เหลือเฉพาะแบบสมัครใจ ซึ่งพอต่อการปฏิบัติภารกิจหลักของกองทัพได้แล้ว

เพราะรัฐบาลจะลดบทบาทของทหารต่อภารกิจการรักษาความมั่นคงภายในลง แล้วให้ฝ่ายตำรวจและพลเรือนเข้ามาเป็นผู้รับผิดชอบหลักตามอำนาจหน้าที่ของเขาแบบสากล ทหารเป็นเพียงผู้สนับสนุนเมื่อได้รับการร้องขอแล้วมุ่งไปปฏิบัติภารกิจหลักของตนแบบทหารอาชีพ คือการปกป้องอธิปไตยจากการรุกรานของข้าศึกศัตรูนอกประเทศและการจัดการกิจการความมั่นคงชายแดน

“เมื่อรัฐบาลสืบทอดอำนาจออกนโยบายนี้มาอย่างล่าช้าจึงถูกมองไปว่าเป็นการออกมาเพราะจำนนต่อข้อเรียกร้องของประชาชนและเพื่อใช้กู้ภาพลักษณ์กองทัพที่กำลังต่ำเตี้ย เพราะไปเป็นต้นตอให้เกิดการแพร่เชื้อโควิด-19 รอบสองเสียเอง สิ่งที่กองทัพต้องสำนึกและแสดงความเสียสละให้กับประชาชนในยามวิกฤติเวลานี้เพิ่มเติมอีก คือเสนอปรับแผนชะลอการจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ของปีงบประมาณ64และ65 เพื่อให้รัฐบาลนำงบประมาณในส่วนดังกล่าวไปใช้เยียวยาให้แก่ประชาชนแทน ไม่ต้องมากล่าวอ้างว่าเป็นเรื่องของรัฐบาล เพราะรัฐบาลสืบทอดอำนาจนี้เขาเป็นบิดาแห่งความหน้าด้านสร้างแต่ความเหลื่อมล้ำ ความเป็นธรรมไม่เคยอยู่ในมโนสำนึกของเขา” พล.ท.ภราดร กล่าว

บทความก่อนหน้านี้E-DUANG : ปัญหา ความคับแค้น ทางจิตใจ ปัญหา ความยากไร้ ทาง”วัตถุ”
บทความถัดไปการเมืองกับข้าราชการสาธารณสุขในยุคโควิด