ศาลรับฟ้อง คดีโฆษกไทยภักดี หมิ่น ‘พรรณิการ์’ กล่าวหาอมเงินบริจาคโครงการเมย์เดย์

ศาลรับฟ้อง โฆษกไทยภักดี หมิ่น ‘ช่อ’ กล่าวหาอมเงินบริจาคโครงการเมย์เดย์ ระดมทุนช่วยนักดนตรี ช่วงโควิด-19

วันที่ 19 มกราคม 2564 เมื่อเวลา 10.00 น. ที่ห้องพิจารณาคดี 701 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลนัดฟังคำสั่งในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง คดีหมายเลขดำ อ.1732/2563 ที่ น.ส.พรรณิการ์ วานิช หรือช่อ กรรมการบริหารคณะก้าวหน้า เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายบุญเกื้อ ปุสสเทโว โฆษกกลุ่มไทยภักดี เป็นจำเลย ในข้อหาหมิ่นประมาท, หมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326, 328 พร้อมเรียกค่าเสียหาย 1 ล้านบาท

โจทก์ฟ้องระบุพฤติการณ์ว่า เมื่อระหว่างวันที่ 1-3 พฤษภาคม 2563 คณะก้าวหน้าได้จัดโครงการ#MAYDAYMAYDAY เพื่อสนับสนุนศิลปินนักดนตรีอิสระที่ไม่สามารถประกอบอาชีพได้ในช่วงเวลารักษาระยะห่างทางสังคม โดยรายได้จากการระดมทุนเงินบริจาคระหว่างคอนเสิร์ตจะถูกส่งต่อไปให้เพื่อช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบ หรือความเดือดร้อนจากโรคติดเชื้อโควิด-19 เป็นเงินคนละ 3 พันบาท ภายใต้ชื่อกิจกรรมว่า “คอนเสิร์ตระดมทุน เมย์เดย์เมย์เดย์ เราช่วยกัน” คณะก้าวหน้าได้รับเงินบริจาคจำนวนทั้งสิ้น 7,282,897.34 บาท และได้ทำการส่งมอบเงินช่วยเหลือให้แก่ผู้ได้รับผลกระทบหรือเดือดร้อนจากโควิด-19 จำนวน 2,427 คน

โดยเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2563 จำเลยในฐานะเจ้าของบัญชีผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ บุญเกื้อ ปุสสเทโว ได้ลงภาพและข้อความในเฟซบุ๊ก ทำนองว่า คุณช่อและคณะก้าวหน้ากลบเกลื่อนความผิดเรื่องอมเงินบริจาค อาชญากรรมย่อมทิ้งร่องรอยไว้เสมอ รายชื่อผู้ได้รับเงินมีพิรุธ สเตทเมนต์ลวงโลก ตรวจสอบทางทะเบียนราษฎรแล้วไม่พบว่ามีตัวตน จากข้อความดังกล่าว โจทก์มีชื่อเล่นว่าช่อ และเป็นหนึ่งในสมาชิกคณะก้าวหน้า ซึ่งเปิดบัญชีรับเงินบริจาคสำหรับโครงการ การที่จำเลยใส่ความโจทก์และคณะก้าวหน้าต่อสาธารณชนว่าอมเงินบริจาค เป็นอาชญากรรมทิ้งร่องรอย และจัดทำบัญชีรายชื่อผู้รับเงินอันเป็นเท็จ ย่อมทำให้โจทก์และคณะก้าวหน้าได้รับความเสียหาย เสื่อมเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นเกลียดชัง

ต่อมาวันที่ 29 มิถุนายน 2563 โจทก์ได้ชี้แจงรายละเอียดข้อเท็จจริงเกี่ยวกับรายชื่อผู้ได้รับเงินบริจาคและหลักฐานการรับ-จ่ายให้จำเลยทราบ และแจ้งให้จำเลยลบข้อความ ซึ่งเป็นการหมิ่นประมาทโจทก์และคณะก้าวหน้าดังกล่าว แต่จำเลยเพิกเฉย และใส่ความย้ำว่าโจทก์อมเงินหรือโกงเงินบริจาคของประชาชน ทั้งที่เมื่อโจทก์ชี้แจงต่อจำเลยอย่างเปิดเผยแล้ว จำเลยย่อมสามารถตรวจสอบข้อเท็จจริงให้กระจ่างชัดได้ แต่กลับใส่ความโจทก์โดยมีวัตถุประสงค์ทางการเมือง การกระทำดังกล่าวของจำเลยเป็นการใส่ความโจทก์ด้วยข้อความอันเป็นเท็จหรือข่าวปลอมต่อสาธารณะ จงใจทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย และขอใช้สิทธิเรียกร้องให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นจำนวนเงิน 1 ล้านบาท

โดยในวันนี้นายบุญเกื้อและทนายความจำเลยเดินทางมาฟังคำสั่งไต่สวนมูลฟ้อง ขณะที่ฝ่ายโจทก์มีทนายความมาศาล

ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานในชั้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่า ในไต่สวนมูลฟ้องนี้ โจทก์นำสืบว่าจำเลยโพสต์ข้อความใส่ความโจทก์ให้เสียหายต่อบุคคลที่สาม ครบองค์ประกอบความผิดฐานหมิ่นประมาทผู้อื่น คดีจึงมีมูลให้ประทับรับฟ้องคดีไว้พิจารณา โดยนัดพร้อมและสอบคำให้การจำเลยในวันที่ 5 เมษายนนี้ เวลา 09.00 น.

บทความก่อนหน้านี้“สิระ” ยื่นยุบ ‘เพื่อไทย’ แฉ ส.ส.ในพรรคอึดอัดให้ข้อมูล เชื่อโกรธแค้นหลังด่า “ทักษิณ-ยิ่งลักษณ์”
บทความถัดไปคำคน-คำคัน / รัตนนันท์/เหล้าและยา