ย่อยเศรษฐกิจ : หวั่นการเมืองทำงบ “63 อืด | เทรดวอร์ฉุดส่งออกวูบรอบ 3 ปี | ปี “62 พณ.ยันรักษาเป้าส่งออก 8%

แฟ้มข่าว

เทรดวอร์ฉุดส่งออกวูบรอบ 3 ปี

นายอัทธ์ พิศาลวานิช ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยผลการวิเคราะห์ทิศทางการส่งออกไทยปี 2562 ว่า คาดว่าส่งออกไทยจะมีมูลค่า 263,596 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือขยายตัว 4.4% ซึ่งเป็นตัวเลขต่ำสุดในรอบ 3 ปี นับจากปี 2560 ที่การส่งออกขยายตัว 9.9% และปี 2561 ส่งออกขยายตัว 6.7% เนื่องจากส่งออกไทยเผชิญปัจจัยลบมากกว่าปัจจัยบวก โดยเฉพาะปัญหาสงครามทางการค้าที่ยืดเยื้อ จะกระทบต่อทิศทางการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก โดยธนาคารโลกคาดการณ์เศรษฐกิจโลกจะขยายตัว 2.5% จากปี 2561 ที่ขยายตัว 2.9% รวมทั้งอัตราแลกเปลี่ยนของไทยที่แข็งค่ามากกว่าในภูมิภาค ราคาน้ำมัน และสินค้าเกษตรมีแนวโน้มลดลง รวมถึงสหรัฐตัดสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (จีเอสพี) ของไทย 11 รายการ และไทยยังคงมีปัจจัยบวกสำคัญจากการที่สหภาพยุโรป (อียู) ปลดใบเหลืองประมงไทย ซึ่งทั่วโลกกำลังติดตามสถานการณ์การเจรจาระหว่าง 2 ประเทศ เบื้องต้นประเมินผลกระทบ 3 ด้านจากการเจรจาปลายเดือนนี้คือ ผลเจรจาประสบความสำเร็จทั้งสองไม่ปรับขึ้นภาษีอีก จะกระทบต่อมูลค่าส่งออกไทยหายไป 37,555 ล้านบาท หากผลเจรจาล้มทั้งสองปรับขึ้นภาษีตามแผนเดิมกระทบส่งออกไทย 75,270 ล้านบาท และเจรจาล้มเหลวและเหตุการณ์รุนแรง เช่น ทั้งสองเพิ่มรายการจัดเก็บภาษีจากแผนเดิม ทำให้มูลค่าส่งออกไทยหายไป 140,778 ล้านบาท

ปี “62 พณ.ยันรักษาเป้าส่งออก 8%

นางสาวชุติมา บุณยประภัศร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ยังคงเป้าหมายมูลค่าการส่งออกปี 2562 เติบโต 8% เมื่อเทียบกับปี 2561 แม้ว่าปี 2561 อัตราการเติบโตของมูลค่าส่งออกจะชะลอลง และต่ำกว่าเป้าหมายที่พาณิชย์คาดการณ์ไว้เล็กน้อย แต่ยังถือว่ามูลค่าส่งออกยังอยู่ในแดนบวก โดยตลอดทั้งปี 2562 กระทรวงพาณิชย์มีแผนที่จะเร่งผลักดันการส่งออก แม้การส่งออกปีนี้จะมีปัจจัยกดดันโดยเฉพาะสงครามการค้าสหรัฐและจีน นโยบายเศรษฐกิจและการเมืองภายในประเทศคู่ค้าของไทย ซึ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยภายนอกที่ควบคุมไม่ได้ จึงพยายามทำการตลาดเชิงรุกมากขึ้น ส่วนประเด็นความกังวลของผู้ส่งออกส่วนใหญ่เป็นเรื่องค่าเงินบาทแข็งค่านั้น ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ซึ่งเป็นหน่วยงานดูแลยืนยันว่ามีการดูแลอย่างใกล้ชิด ในส่วนกระทรวงพาณิชย์เร่งหาตลาดใหม่มาทดแทน ทั้งนี้ สิ่งที่ภาคเอกชนเสนอต่อ ธปท. คือขอให้ดูแลอัตราแลกเปลี่ยนของไทยให้ไม่ต่างกับประเทศคู่ค้าคู่แข่งและอยากให้ค่าเงินบาทมีเสถียรภาพและไม่ผันผวน

สนช.ผ่าน กม.ทรัพย์อิงสิทธิ

นายลวรณ แสงสนิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติทรัพย์อิงสิทธิ พ.ศ. … (ร่างพระราชบัญญัติ) ซึ่งกำหนดให้มีทรัพย์อิงสิทธิเป็นสิทธิการใช้ประโยชน์ในอสังหาริมทรัพย์แบบใหม่ โดยแก้ไขข้อจำกัดการใช้ประโยชน์ในอสังหาริมทรัพย์บางประการตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ป.พ.พ.) และพระราชบัญญัติการเช่าอสังหาริมทรัพย์เพื่อพาณิชยกรรมและอุตสาหกรรม พ.ศ.2542 ซึ่งประกอบด้วย 17 มาตรา มีสาระสำคัญ คือ 1.กำหนดให้มีสินทรัพย์ชนิดใหม่ เรียกว่าทรัพย์อิงสิทธิ ซึ่งเป็นสิทธิการใช้ประโยชน์ในอสังหาริมทรัพย์ระยะเวลาไม่เกิน 30 ปี ที่มีความคล่องตัวในการเปลี่ยนมือและใช้ประโยชน์ โดยให้ผู้ทรงทรัพย์อิงสิทธิสามารถโอนทรัพย์อิงสิทธิ นำทรัพย์อิงสิทธิไปตราเป็นประกันการชำระหนี้โดยการจำนอง และให้ทรัพย์อิงสิทธิตกทอดแก่ทายาทได้ นอกจากนี้ ผู้ทรงทรัพย์อิงสิทธิยังสามารถนำอสังหาริมทรัพย์ดังกล่าวออกให้เช่า และสามารถดัดแปลง ต่อเติม ก่อสร้างโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างลงบนอสังหาริมทรัพย์นั้นได้ และ 2.กำหนดให้เจ้าของที่ดินที่มีโฉนด ที่ดินที่มีโฉนดพร้อมสิ่งปลูกสร้างในที่ดินที่มีโฉนดที่ดิน และห้องชุดตามกฎหมายว่าด้วยอาคารชุด สามารถก่อตั้งทรัพย์อิงสิทธิฝ่ายเดียวลงบนอสังหาริมทรัพย์ของตนได้ในระยะเวลาไม่เกิน 30 ปี โดยการนำเอกสารแสดงกรรมสิทธิ์ มาจดทะเบียนกับพนักงานเจ้าหน้าที่

เล็งลดภาษีรถอีวี 0%

นายพชร อนันตศิลป์ อธิบดีกรมสรรพสามิต เปิดเผยว่า ภายใน 2 สัปดาห์หน้า กรมจะเสนอระดับนโยบายพิจารณามาตรการทางภาษีเพื่อร่วมแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 โดยจะเป็นมาตรการสร้างแรงจูงใจต่อผู้บริโภคหันมาใช้รถยนต์หรือส่วนที่เกี่ยวข้องกับรถยนต์ เพื่อกระตุ้นให้ผู้ผลิตหันมาผลิตรถยนต์ที่ลดมลภาวะ โดยสั่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องศึกษาว่าจะลดภาษีรถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) เหลือ 0% สำหรับกลุ่มได้รับการส่งเสริมจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) จากขณะนี้มีอัตราภาษี 2% ได้หรือไม่ เพื่อส่งเสริมให้เกิดรถยนต์ไฟฟ้าขึ้นในไทยเร็วขึ้น โดยมีข้อแม้ว่าผู้ผลิตรถยนต์ต้องเร่งผลิตเร็วกว่ากำหนดบีโอไอที่วางกรอบไว้ 3 ปี หากทำไม่ได้ต้องคืนภาษีให้กรม ซึ่งภาษีสรรพสามิตรถอีวีในอัตรา 2% คิดเป็นเงินภาษีประมาณหลักหมื่นบาทต่อคันเท่านั้น ถือว่าไม่มาก แต่การลดภาษีจะเป็นเชิงสัญลักษณ์ว่ารัฐสนับสนุนรถยนต์อีวี ทั้งนี้ จะพยายามสรุปเรื่องนี้ให้เร็วที่สุด เพราะปัญหาฝุ่น PM2.5 เริ่มรุนแรงขึ้น และสาเหตุหนึ่งมาจากควันรถยนต์นั่นเอง

หวั่นการเมืองทำงบ “63 อืด

นายทศพร ศิริสัมพันธ์ เลขาธิการสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ เปิดเผยว่า อัตราการขยายตัวเศรษฐกิจ (จีดีพี) ไตรมาส 4 ปี 2561 เติบโต 3.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน และเติบโต 0.8% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนที่ขยายตัว 3.2% ทำให้จีดีพีทั้งปี 2561 เติบโต 4.1% เป็นการเติบโตสูงสุดในรอบ 6 ปี มูลค่าจีดีพี 16.31 ล้านล้านบาท จีดีพีต่อจำนวนประชากรเพิ่มเป็น 2.40 แสนบาท/คน/ปี จีดีพีเติบโตต่อเนื่องจากปี 2560 ที่เติบโต 4.0% มูลค่า 15.45 ล้านล้านบาท และจีดีพีต่อจำนวนประชากรอยู่ที่ 2.28 แสน/คน/ปี เศรษฐกิจไทยขณะนี้ฟื้นตัวชัดเจนแล้ว คาดการณ์จีดีพีปี 2562 ว่าจะเติบโต 4.0% หรือในกรอบ 3.5-4.5%

นายทศพรกล่าวว่า โดยค่าใช้จ่ายทั้งจากรัฐบาลและเอกชนในการหาเสียงและการเลือกตั้งวันที่ 24 มีนาคมนี้ ประเมินว่ามีมูลค่ากว่า 2-3 หมื่นล้านบาท ขณะที่การส่งออกคาดเติบโต 4.1% จากแรงกดดันเศรษฐกิจโลกที่อาจจะเติบโตชะลอและผลจากสงครามการค้า

ขณะที่การท่องเที่ยวสถานการณ์กลับเข้าสู่ภาวะปกติในช่วงไตรมาสแรก 2562 คาดมีนักท่องเที่ยวต่างชาติกว่า 41 ล้านคน สร้างรายได้ 2.24 ล้านล้านบาท

บทความก่อนหน้านี้ธงทอง จันทรางศุ | มัลติมีเดียพิพิธภัณฑ์ จาก “กู้กง” ไต้หวัน
บทความถัดไป“กรุงศรี เอ็กซ์คลูซีฟ”เจาะลึก เศรษฐกิจไทย-โลก จับตาเทรดวอร์-การเลือกตั้ง เจพีฯ แนะลงทุนสินทรัพย์ปลอดภัย