ที่มา | มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 19 - 25 พฤษภาคม 2566 |
---|---|
คอลัมน์ | ฝนไม่ถึงดิน |
ผู้เขียน | ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี |
เผยแพร่ |
พรรคก้าวไกลกลายเป็นพรรคการเมืองที่ได้รับการลงคะแนนสูงสุดจากประชาชนถึงมากกว่า 10 ล้านเสียงในระบบบัญชีรายชื่อ
และกลายเป็นพรรคที่ได้ที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎรมากที่สุด โดยนับว่าได้คะแนนมากเพิ่มขึ้นสองเท่าจากเมื่อสี่ปีก่อน
แม้มีการวิเคราะห์ในประเด็นที่หลากหลายต่อชัยชนะของพรรคก้าวไกลมาประมาณหนึ่งแล้ว
ผู้เขียนอยากย้ำถึงสามปัจจัยสำคัญที่ทำให้พรรคก้าวไกลประสบชัยชนะในคการเลือกตั้งครั้งนี้
1.ชนะในทางอุดมการณ์ทางการเมืองเหนือพรรคอนุรักษนิยมและพรรคนิยมทหาร
พรรคก้าวไกลมีจุดยืนที่มีความชัดเจนในการอยู่ขั้วตรงข้ามกับรัฐบาลอำนาจนิยม ต่อต้านการสืบทอดอำนาจ ขณะที่พรรคการเมืองฝั่งอนุรักษนิยมแม้จะพยายามใช้วาทกรรมต่างๆ จริงบ้าง ไม่ตรงกับความจริงบ้าง แต่ก็ไม่สามารถสร้างคะแนนนิยมให้แก่ตัวเองได้
ชัยชนะของพรรคก้าวไกลเหนือฝั่งอนุรักษนิยม เป็นภาพสะท้อนความล้มเหลวในการบริหารเชิงนโยบายที่ผ่านมา
ขณะเดียวกันผู้คนจำนวนมหาศาลที่อยู่ภายใต้รัฐบาลที่มีนายกรัฐมนตรีเพียงคนเดียวมานานนับทศวรรษ การรื้อฟื้นจินตนาการให้กับผู้คนว่า เราสามารถมีตัวเลือกที่ดีกว่านี้ได้ผ่านการเลือกตั้งนับเป็นการท้าทายคุณค่าอนุรักษนิยมที่มักพร่ำบอกว่า ประชาชนยังไม่พร้อมที่จะเลือกผู้นำด้วยตนเอง ไม่พร้อมกำหนดชะตาชีวิตของตนเอง หรือต้องมีคุณพ่อรู้ดีในการกำหนดวิถีชีวิต ที่ถูกคัดสรรจากคณะบุคคลกลุ่มเล็กๆ
การที่พรรคก้าวไกลถามท้าถึงความเป็นไปได้ใหม่ๆ ที่จะหาคนลักษณะที่แตกต่างได้นำสู่ชัยชนะทางอุดมการณ์ทางการเมืองเหนือกลุ่มอนุรักษนิยม
2.ชนะในทางนโยบายเศรษฐกิจต่อพรรคเพื่อไทยผ่านนโยบายรัฐสวัสดิการ
แม้พรรคเพื่อไทยจะเป็นพรรคที่มีประสบการณ์ในการผลักดันประเด็นสวัสดิการปากท้องมาก่อนไม่ว่าจะเป็นนโยบายหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า รวมถึงการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาท
แต่ในการเลือกตั้ง ปี 2566 พรรคเพื่อไทยเลือกที่จะเก็บนโยบายรัฐสวัสดิการและรับว่าเป็นความผิดพลาดอย่างมากในช่วงไม่กี่วันก่อนการเลือกตั้ง เมื่อพรรคเพื่อไทยแถลงจุดยืนปฏิเสธการทำนโยบายรัฐสวัสดิการทันที ภายใต้คำอธิบายว่า เศรษฐกิจของไทยยังไม่พร้อมสำหรับการจัดสวัสดิการ
ถึงแม้ว่าในช่วงโค้งสุดท้ายจะไม่มีผลต่อคะแนนมากนัก
แต่อย่าลืมว่าการแข่งขันที่สูสี ที่การวัดคะแนนวัดกันที่ไม่กี่คะแนน นโยบายของพรรคก้าวไกลที่ยืนยันเรื่องรัฐสวัสดิการตั้งแต่ต้นมีผลอย่างมากที่ทำให้ผู้คนมีจินตนาการถึงระบบเศรษฐกิจแบบใหม่ นโยบายเศรษฐกิจที่ส่งตรงถึงผลประโยชน์ของประชาชน มากกว่าการกระตุ้นเศรษฐกิจเป็นครั้งคราว
3.ชนะในทางอุดมการณ์ทางสังคมเหนือคนทุกรุ่น
เรามักทำความเข้าใจว่าพรรคก้าวไกลเป็นพรรคการเมืองที่ได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มคนรุ่นใหม่เป็นหลัก จริงอยู่ที่ผู้มีสิทธิ์ลงคะแนนหน้าใหม่มากกว่าสามล้านคนมีแนวโน้มในการปฏิเสธพรรคอนุรักษนิยมในตัวอยู่แล้ว
แต่คะแนนกว่าสิบล้านบอกชัดเจนว่ามันมีมากกว่านั้น เราจะเห็นได้ว่าพรรคก้าวไกลได้รับคะแนนนิยมในพื้นที่ที่มีความหลากหลาย ทั้งจังหวัดที่มีคนทำงาน รวมถึงจังหวัดที่มีผู้สูงอายุ รวมถึงพื้นที่อุตสาหกรรมต่างๆ
ดังนั้น ภาพที่ปรากฏชัดคือ พรรคก้าวไกลไม่ได้เพียงแค่ได้คะแนนเสียงจากชนชั้นกลาง หรือคนรุ่นใหม่เท่านั้น พวกเขายังได้รับคะแนนเสียงจากชนชั้นแรงงานจำนวนมหาศาลในสังคม
คำถามสำคัญคือเหตุใดผู้สูงอายุถึงเลือกพรรคก้าวไกล
สิ่งที่เราต้องย้ำคือผู้สูงอายุจำนวนมากต่างรู้สึกว่า การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญกำลังจะเกิดขึ้น เวลาจำกัดของพวกเขาต่อโลกใบนี้ จะช้าจะไวพวกเขาต้องปล่อยมือและทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง
นอกจากนี้ การสื่อสารระหว่างคนข้ามรุ่นไม่ได้เป็นสิ่งที่แยกขาดเหมือนสิ่งที่เราเข้าใจในโลกออนไลน์ แต่มีการสื่อสารระหว่าง ลูกวัย 20 กับพ่อวัย 55 คนทำงานวัย 35 กับพ่อแม่วัย 70 เมื่อเกิดการไตร่ตรองร่วมกันก็ไม่มีเหตุผลที่ผู้สูงอายุจะไม่เลือกพรรคก้าวไกล พร้อมกับหันหลังให้กับแนวคิดอนุรักษนิยม ที่ทำลายตัวเองอย่างช้าๆ
นอกจากนี้ เราไม่อาจปฏิเสธได้ว่า สิ่งเชื่อมคนระหว่างรุ่นในพรรคก้าวไกล คือนโยบายรัฐสวัสดิการที่มัดรวมคนทุกกลุ่มไว้ด้วยกัน ส่งต่อความฝันร่วมกัน แม้จะมีประสบการณ์ที่แตกต่างกันแต่ก็เผชิญปัญหาร่วมกันในสังคมที่เหลื่อมล้ำมหาศาลนี้
สามปัจจัยข้างต้นเป็นเงื่อนไขพื้นฐานที่นำสู่ชัยชนะของพรรคก้าวไกล อย่างไรก็ตาม ส่วนนี้เป็นเพียงย่อหน้าสุดท้ายของคำนำเท่านั้น ยังมีเนื้อหา ยังมีอีกหลายบทที่รอคอยเขียนต่อ เพื่อนำสู่การเปลี่ยนแปลงเพื่อคนส่วนใหญ่อย่างแท้จริง
สะดวก ฉับไว คุ้มค่า สมัครสมาชิกนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์ได้ที่นี่https://t.co/KYFMEpsHWj
— MatichonWeekly มติชนสุดสัปดาห์ (@matichonweekly) July 27, 2022