คุยกับ “แชมป์ ราชรี” ทั้งหมดนี้ให้จบที่รุ่นเรา ถึงเวลาที่ พล.อ.ประยุทธ์ควรพักพร้อมพวก

“ผมยังมองไม่ออกว่าปลายทางของม็อบแต่ละม็อบจะเป็นยังไง แต่พลังนักศึกษาคงเปรียบเหมือนการเปิดการปลุกให้ทุกคนลุกขึ้นมา แล้วทำให้คนในฝ่ายการเมืองเด้งรับนำข้อเสนอไปพิจารณาต่อ ซึ่งวันนี้ ผมว่ารัฐบาลเขาเริ่มฟังเราแล้ว อาจจะไม่ได้ฟังจริงจัง หรือดูเหมือนแสดงท่าทีที่รับฟังเพื่อลดแรงเสียดทาน แต่ถ้าหากรัฐบาลยังดื้อดึงอยู่แบบนี้ สุดท้ายแล้วฝ่ายประชาชนบวกกับม็อบทั้งหลายก็จะลุกฮือขึ้นมาอีกรอบแล้วมันจะปะทุขึ้นใหญ่ขึ้น เปรียบเสมือนกับการรวมคลื่นของแต่ละคลื่น กลายเป็นคลื่นลูกใหญ่ แล้วเมื่อถึงจุดหนึ่ง ซึ่งผมเองก็เดาไม่ถูกว่าจุดนั้นคืออะไร แต่คงไม่ใช่สิ่งที่รัฐบาลต้องการแน่นอน”

เสียงจาก “แชมป์” ธีรชัย รวิวัฒน์ นักศึกษาจากคณะรัฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์

หรือที่หลายคนรู้จักในนาม “แชมป์ ราชรี” ดาวไฮด์ปาร์กชื่อดังที่ออกมาขึ้นเวทีแต่ละครั้งล้วนถูกพูดถึงและได้รับความนิยมอยู่เสมอ

ล่าสุด เวทีม็อบ #ราชบุรีขอตีกับเผด็จการ เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมาที่เจ้าตัวได้ขึ้นปราศรัยแล้วถูกพูดถึงในโลกออนไลน์อย่างมาก ถือเป็นปรากฏการณ์จนทำให้ “ส.ส.ชื่อดังประจำจังหวัด” ออกมาพูดถึงและวิจารณ์การเกิดขึ้นของม็อบดังกล่าว

แชมป์เล่าว่า จังหวัดผมก็คงเหมือนทุกที่ทุกคนล้วนมีความฝัน มีความหวังที่อยากจะเปลี่ยนแปลงสังคมไปด้วยกันทั้งนั้น

จ.ราชบุรี จะจุดติด-ไม่ติด ขึ้นอยู่กับคนในจังหวัดและคนในประเทศร่วมกันว่าตกลงแล้วจะเดินไปยังไง

เราเหมือนเทียนเล็กๆ ที่อยากส่องสว่างในทางมืดมิด ซึ่งสิ่งที่เราเห็นคือเยาวชนมัธยมก็มีความพยายามที่จะเข้ามาร่วมกิจกรรมตรงนี้ แม้จะมีการถูกปิดกั้นการแสดงออกจากครูของเด็กก็ตาม

หนึ่งในข้อกล่าวหาของ “แฟลชม็อบนักศึกษา” ที่คลาสสิคที่สุด คือมีกลุ่มการเมืองหนุนหลัง หรือการพยายามปลุกประเด็นว่ามีรับผลประโยชน์จากนักการเมือง มีท่อน้ำเลียง

แชมป์เล่าว่า คนที่อยู่กับนักศึกษาจริงๆ ที่ได้มาร่วม ก็เห็นอยู่แล้วว่ามันไม่มีทางเป็นไปได้ ไม่งั้นป่านนี้เศรษฐกิจจะเดินสะพัดแล้วทั่วประเทศ

หรือการกล่าวหาเด็กรุ่นใหม่ไม่รู้อะไรในเชิงโครงสร้างรายละเอียดประเทศ มาเหมือนตามกระแส

ซึ่งแท้จริงแล้วคือ ณ วันนี้ อารมณ์กับความไม่พอใจ ความไม่อยากทนกับสภาพบ้านเมืองแบบนี้ มันคือจุดร่วมที่ทุกคนเข้าใจร่วมกันแล้วว่าตอนนี้มันไม่ดี

ที่สำคัญเบื้องหลังความสำเร็จของนักศึกษาที่เกิดขึ้นกระจายได้ทั่วประเทศ คนที่ทำให้นักศึกษาจุดติดและเป็นเบื้องหลังแท้จริงคือ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นั่นแหละ

ถ้าไม่มี พล.อ.ประยุทธ์ก็จะไม่มีนักศึกษา

ถ้ากระบวนการยุติธรรม กระบวนการทางการเมืองไม่เน่าเฟะขนาดนี้ก็คงไม่มีใครออกมาล้นหลามแบบนี้

เหมือนจุดพลุพุ่งเป็นดอกเห็ดแบบนี้คงไม่มี

อีกหนึ่งขบวนการดิสเครดิตนักศึกษาหรือจัดเวทีคู่ขนานความคิดตรงข้ามก็เช่นกัน

มันไม่ใช่เรื่องใหม่ในสังคมเลย

ยุค 14 ตุลาคม 2516 จะมีการ set กลุ่มมวลชนคู่ขนานขึ้นมา เสื้อเหลือง เสื้อแดงก็คู่ขนานกันมา กระบวนการศึกษาใน พ.ศ.นี้ก็เช่นเดียวกันก็ต้องมีการเตรียมจัดตั้งมวลชนที่ไม่เห็นด้วยขึ้นมาจะถามว่ามันจะบั่นทอนพลังนักศึกษาหรือไม่

ผมมองว่าไม่

เพราะเหตุผลในการบั่นทอนเป็นหนังม้วนเดิมๆ เป็นเหตุผลที่หลายคนคงตาสว่างแล้วคงไม่จำเป็นต้องเชื่อแบบเมื่อก่อนแล้ว

แล้วพวกผมเองก็เชื่อว่า “ความเปลี่ยนแปลง” มันเกิดขึ้นได้โดยไม่ต้องมีความรุนแรงเกิดขึ้น

เรามีประสบการณ์หลายครั้งที่เราสามารถเปลี่ยนผ่านโดยที่ไม่รุนแรงได้

เช่น รัฐธรรมนูญปี 2540 คือต้นแบบสำคัญมันเกิดจากภาคประชาสังคมที่ลุกฮือขึ้นมาแล้วกดดันพรรคการเมืองให้เกิดขึ้น เราก็เปลี่ยนผ่านโดยที่ไม่ต้องมีการรัฐประหารกัน มากันโดยสันติวิธี แล้วรัฐธรรมนูญปี 2540 ก็เป็นรัฐธรรมนูญที่ดีด้วย ทำไมเราถึงจะใช้โมเดลปี 2540 ไม่ได้ ผมมองว่าการรุนแรงไม่จำเป็นต้องรุนแรงเสมอไป ไม่งั้นมันจะกลับไปสู่ลูปเดิม

เราเองก็ไม่อยากให้เป็นแบบนั้น

ที่สำคัญผมว่ากองทัพควรจะพอนานแล้ว ควรจะเลิกคิดเสียทีว่าตัวเองเป็นฮีโร่ ว่าจะมาผ่าทางตันต่างๆ ในประเทศ

คุณอย่าลืมว่าคุณเองคือส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดทางตัน ฉะนั้น อย่าสำคัญตัวเองผิด เลิกเสียทีแนวคิดแบบนี้ สังคมทะเลาะกันแล้วมาฉวยโอกาส ผมว่าการเมืองมันต้องแก้ไขด้วยการเมืองภาคประชาสังคม แก้ไขกันเองก็ได้ ให้การสร้างเจตจำนงร่วมมันเกิดขึ้นได้เองโดยที่ไม่ต้องให้ใครที่มีอำนาจลงมา set ให้มัน ไม่จำเป็น

ส่วนพวกเรานักศึกษาเองก็รักษาเอง ก็ต้องยึดมั่นในข้อเรียกร้อง มันเป็นเรื่องที่ง่ายที่สุด เพราะเราไม่ได้มีเจตนาล้มล้างระบอบการปกครองใดๆ ข้ออ้างข้อโจมตีสำคัญมันมีอยู่ไม่กี่เรื่อง แค่เราไม่ต้องไปทำตามสิ่งนั้น เราไม่ต้องไปสนองเด้งรับหรือโจมตีกับสิ่งที่เขาพยายามป้ายสีแอบอ้าง ผมว่าสุดท้ายแล้ว

เราจะรักษาพลังบริสุทธิ์ต่อไปได้

มองไปที่ข้อเรียกร้อง เช่น “การยุบสภา” ถามว่ามันยากไหมที่จะเป็นไปได้

แชมป์บอกว่า ก็จริงอยู่ การจะยุบสภาได้ ต้องใช้เวลาเตรียมการนานมาก การที่นักศึกษาประกาศออกไปเพราะต้องการจุดกระแสให้ทุกคนได้เห็นว่ารัฐบาลนี้คุณต้องออกไป ถึงแม้ว่าคุณจะมีกฎหมาย มีโครงสร้างที่แข็งแรงยิ่งใหญ่ขนาดไหนก็ตาม ถ้าประชาชนจะไม่เอาก็คือไม่เอา ประชาชนเหมือนกับน้ำ รัฐบาลเหมือนเรือ รัฐบาลจะมีโครงสร้างเป็นเรือเหล็กขนาดไหนก็ตาม ถ้าน้ำมันแทรกทะลุเข้าไปในเรือเมื่อไหร่เรือก็ล่มได้เหมือนกัน

ขณะที่การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ทุกครั้งนักกฎหมายจะชอบ Set Design 2 อำนาจหลักคือ นิติบัญญัติและบริหาร แต่ปัจจุบันตุลาการก็มีปัญหา

ทำไมพวกเราไม่ลองมาวิเคราะห์ว่าจะต้องมีการปรับรื้อโครงสร้างหรือไม่ ส่วนต่อมาคือ องค์กรอย่าง ส.ว.ยังจำเป็นอยู่หรือไม่

ประการสุดท้าย คือเรื่องระบบการเลือกตั้งยังต้องเป็นบัตรเขย่งแบบนี้อีกหรือไม่ ตั้งแต่เรามีการเลือกตั้งมา โมเดลปี 2540 ที่มีบัตรเลือกตั้ง 2 ใบผมว่าดีที่สุดแล้ว แต่แบบทุกวันนี้มันงงๆ คะแนนคิดยังไงเป็นทศนิยม มันแปลกๆ บิดเบือนเจตจำนงของประชาชน บางพรรคได้คะแนนไม่ถึงเกณฑ์การได้ ส.ส.เป็นพรรคเล็กพรรคน้อยจุดทศนิยม

ในสภาแบบนี้เป็นเรื่องที่ต้องแก้ 3 ประเด็นหลักในความคิดของผม

ส่วนการตั้งกรรมาธิการขึ้นมารับฟังข้อเสนอของสภา (ที่มีแต่ ส.ส.ซีกรัฐบาล) ผมมองว่าปาหี่ ตั้งขึ้นเพื่อเป็นการลดแรงเสียดทาน และเป็นการดึงเวลาไว้

ผมเดาว่าเขาคงจะรับเรื่องเข้ามาแล้วดึงเวลาเหมือนกับคณะกรรมาธิการศึกษาแก้ไขรัฐธรรมนูญ

เขาต้องการทำให้เรื่องเข้าสภาแล้วเงียบหายไปในที่สุด

ดังนั้น ภาคประชาสังคมจะต้องออกแรงกันต่อไปเรื่อยๆ เพื่อให้รู้ว่าทำอย่างไรก็ไม่หาย ทำยังไงเรื่องก็ไม่เงียบ ต่อให้เขาถือกติกามีความได้เปรียบ มีสูตรพิสดาร ใช้อำนาจตามใจชอบแบบนี้ได้อยู่ในสภาพหน้าแบบนี้ได้

ผมเชื่อว่านักศึกษาคงจะไม่ได้อยู่แค่นี้หรอก คงจะมีแรงกระเพื่อมจะมีคลื่นลูกใหญ่ วันหนึ่งรัฐบาลเองก็ต้องอ่อนแอลงมากกว่านี้ไม่ใช่เพียงแค่เพราะฝ่ายตรงข้ามที่ทำให้รัฐบาลอ่อนแอแต่ข้างในรัฐบาลเองก็อ่อนแอด้วยตัวเขาเอง เรือเหล็กลำนั้นจะทะลุรั่วเมื่อนั้นก่อนที่จะจมลงในที่สุด

ยิ่งมองไปที่คำว่า “ให้มันจบที่รุ่นเรา” มันจะเป็นไปตามนั้นหรือเปล่าไม่รู้ แต่ว่ามันคือปณิธานที่อยากให้มันเกิดขึ้นได้

เพราะว่าเราก็ไม่อยากจะส่งต่อความไม่พอใจนี้ให้กับคนรุ่นต่อไปเหมือนกัน

มันคือสภาพสังคมที่เราไม่โอเค เราไม่อยากที่จะต้องต่อสู้อีกแล้ว เราต่อสู้กันมานานแล้วจากรุ่นพ่อรุ่นปู่เรา

ผมต้องการให้มันหยุดเสียทีแบบไม่มีอะไรมากั้น

สุดท้ายถ้ามีโอกาสเจอ พล.อ.ประยุทธ์ ผมเองก็อยากจะบอกว่า ถ้าท่านเหนื่อยไปพักยาวๆ เลย ท่านคงทำเพื่อประเทศมามากพอแล้ว คนไทยทุกคนซาบซึ้ง แต่พอแล้วเราอยากให้ท่านกลับไปพัก

และอยากให้ท่านพาพี่ๆ น้องๆ ของท่านที่ร่วมก๊วนกันมากลับไปพักด้วย ควรจะเปิดโอกาสให้คนที่เขาพร้อมที่จะเหนื่อย อยากจะเหนื่อย มาทำงานแทนก็แล้วกัน ผมอยากให้ท่านไปพักด้วยความเป็นห่วงและหวังดี

วันนี้ผมมี 2 ทางเลือก อย่างแรกเลยแก้ไขรัฐธรรมนูญ ตั้ง ส.ส.ร. สภาร่างรัฐธรรมนูญให้ ส.ส.จัดการไป

ตัวเลือกที่ 2 คือประกาศขึ้นมาเลยว่าจะเลิกใช้รัฐธรรมนูญ 2560 กลับไปใช้รัฐธรรมนูญ 2540 และยุบสภา

คุณกล้าหรือเปล่า???

บทความก่อนหน้านี้ไม่สร้างศัตรู “น้าเน็ก” เน้นชูจุดแข็ง “ราคาพารวย” กลับมาที่ช่อง 8
บทความถัดไปเอไอเอส มอบความห่วงใยคนไทยยุคโควิด เปิดสิทธิพิเศษใหม่ “Well-being” เน้นป้องกันก่อนรักษา เพื่อสุขภาพดีแบบองค์รวม