ศัลยา ประชาชาติ : “บอส”…เอฟเฟ็กต์ กระแทก “กระทิงแดง” คู่แข่งสบช่องแย่งส่วนแบ่งตลาด

เป็นข่าวใหญ่ตลอดช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา และล่าสุดก็ยังไม่มีท่าทีว่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นนี้จะจบลงง่ายๆ

สำหรับกรณีที่อัยการมีความเห็นสั่งไม่ฟ้อง “วรยุทธ อยู่วิทยา” หรือ “บอส” ทายาทตระกูลดัง “อยู่วิทยา” เจ้าของเครื่องดื่มดัง “กระทิงแดง”

ขณะที่ทางฟากฝั่ง “ตำรวจ” ก็ไม่มีความเห็นแย้ง และแถมเตรียมที่จะถอนหมายจับและทำให้ “บอส” หลุดทุกข้อกล่าวหา

เป็นผู้บริสุทธิ์ในทันที

 

หากยังจำกันได้ เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดเมื่อเช้ามืด 3 กันยายน 2555 ขณะนั้น “บอส” หนุ่มนักเรียนนอก เพิ่งมีอายุ 25 ปี ควบรถสปอร์ตหรูเฟอร์รารี่มาด้วยความเร็วพุ่งชน ด.ต.วิเชียร กลั่นประเสริฐ ผบ.หมู่ ป.สน.ทองหล่อ ขณะที่รถจักรยานยนต์ตราโล่ ปฏิบัติหน้าที่บริเวณปากซอยสุขุมวิท 47 และลากทั้งคนทั้งรถไปไกลเกือบๆ 200 เมตร จน ด.ต.วิเชียรเสียชีวิต

ก่อนจะขับรถหลบหนีเข้าบ้านพักภายในซอยสุขุมวิท 53 และมีความพยายามสับเปลี่ยนตัวผู้ต้องหา

ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจนำหมายศาลไปตรวจค้นที่บ้าน ประกอบกับ “บอส” ทนแรงกดดันจากสังคมไม่ไหว จึงออกมามอบตัว พร้อมรับสารภาพว่าเป็นผู้ก่อเหตุตัวจริง

ย้อนกลับไปก็จะพบว่า การสอบสวนคดีที่ดำเนินไปอย่างล่าช้า “บอส” อ้างว่าติดภารกิจต่างประเทศและป่วยหลายครั้ง คล้ายการประวิงเวลา จนหมดอายุความเมื่อปี 2556 ได้แก่ ข้อหาขับรถเร็วเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด และขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ทรัพย์สินผู้อื่นเสียหาย ส่วนข้อหาขับรถขณะเมาสุรา ตำรวจสั่งไม่ฟ้อง เพราะหลักฐานไม่เพียงพอ

มีเพียง 2 ข้อหาที่สำนวนถูกส่งถึงมืออัยการ คือข้อหาไม่หยุดให้ความช่วยเหลือตามสมควรกับ ด.ต.วิเชียร หมดอายุความไปตั้งแต่วันที่ 3 กันยายน 2560 เหลือเพียงข้อหาขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย อายุความ 15 ปี จำคุกไม่เกิน 10 ปี ซึ่งจะหมดอายุความวันที่ 3 กันยายน 2570 แต่ต้องติดตามตัวผู้ต้องหามายื่นฟ้องต่อศาลตามคำสั่งฟ้องของอัยการให้ได้

ล่าสุด เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคมที่ผ่านมา สำนักข่าวซีเอ็นเอ็นรายงานโดยอ้างถึงการให้สัมภาษณ์ของ พ.ต.อ.สัมพันธ์ เหลืองสัจจกุล ผกก.สน.ทองหล่อ ซึ่งระบุว่าสำนักงานอัยการสูงสุดมีคำสั่งไม่ฟ้องดำเนินคดีนายวรยุทธ อยู่วิทยา ในทุกข้อกล่าวหา เมื่อวันที่ 12 มิถุนายนที่ผ่านมา และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติไม่คัดค้านคำสั่งของอัยการ และเจ้าหน้าที่สอบสวนได้ขออนุมัติศาลเพิกถอนหมายจับแล้ว

 

หลังกระแสข่าวนี้แพร่สะพัดออกไป อีกด้านหนึ่งก็ได้สร้างแรงกระเพื่อมในสังคมอย่างรุนแรง โดยเฉพาะในโลกออนไลน์ ที่มีการแสดงความเห็นและวิพากษ์วิจารณ์ถึงปัญหาของกระบวนการ “ยุติธรรม” พร้อมกับมีวลีเด็ด… “คุกมีไว้ขังคนจน” กระหึ่มไปทั้งเมือง ตามมาด้วยภาพและคำล้อเลียนเสียดสีต่างๆ นานา แน่นอนว่างานนี้ทำเอาทั้งอัยการ-ตำรวจ อาสน์ร้อนไปตามๆ กัน

อีกด้านยังทำให้เกิดกระแสการต่อต้านทางสังคม ด้วยการรณรงค์แบนสินค้าของ “กระทิงแดง” ผ่านแพลตฟอร์มทวิตเตอร์ ผ่านแฮชแท็ก #แบนกระทิงแดง พร้อมรูปสินค้าในเครือ ทั้งเครื่องดื่มชูกำลัง คือ กระทิงแดง เรดดี้ โสมพลัส และวอริเออร์

เช่นเดียวกับกลุ่มเครื่องดื่มเกลือแร่ คือ สปอนเซอร์ กลุ่มเครื่องดื่มฟังก์ชันนัล ดริ๊งก์ คือ แมนซั่ม กลุ่มเครื่องดื่มชาพร้อมดื่ม คือ เพียวริคุ ผลิตภัณฑ์เมล็ดทานตะวันคือ ซันสแนค และกลุ่มหัวเชื้อเครื่องดื่ม คือ เรดบูลรสดั้งเดิม

และลุกลามต่อไปยังสื่อออนไลน์อื่นๆ รวมถึงเฟซบุ๊ก

ร้อนถึงกลุ่มธุรกิจ TCP หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ บริษัท ที.ซี.ฟาร์มาซูติคอล อุตสาหกรรม จำกัด ที่ได้ปรับเปลี่ยนมาใช้ชื่อ TCP เมื่อกลางปี 2560 ได้ร่อนหนังสือชี้แจงข้อเท็จจริง

ใจความสำคัญระบุว่า “วรยุทธ อยู่วิทยา” ไม่เคยเป็นผู้ถือหุ้น และไม่เคยมีส่วนเกี่ยวข้องกับการบริหาร หรือดำรงตำแหน่งใดๆ ในบริษัท พร้อมยืนยันว่าคณะผู้บริหาร ผู้ถือหุ้น และพนักงานของกลุ่มธุรกิจ TCP ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีหรือกระบวนการต่างๆ ของคดีที่เกิดขึ้นแต่อย่างใด

…ทั้งหมดเป็นเรื่องส่วนบุคคลของ “บอส” เพียงคนเดียวเท่านั้น

 

ความเคลื่อนไหวของกลุ่มธุรกิจ TCP ดังกล่าว นอกจากจะมีเป้าหมายสำคัญเพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงว่า เครื่องดื่มกระทิงแดงไม่เกี่ยวกับ “บอส” และ “บอส” ก็ไม่เกียวกับเครื่องดื่มกระทิงแดง

อีกด้านหนึ่งก็เพื่อรักษา “หม้อข้าว” ของบริษัทไว้ได้ให้ เนื่องจาก “กระทิงแดง” นั้นเป็นสินค้าเรือธงที่สร้างรายได้หลักให้กับบริษัท

ว่ากันว่าวันนี้ตลาดเครื่องดื่มชูกำลังในประเทศมีมูลค่าตลาดรวมประมาณ 3 หมื่นล้านบาท และเป็นตลาดที่มีการแข่งขันอย่างรุนแรง

โดยเฉพาะการโหมรุกตลาดอย่างหนักในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา ของ “เอ็ม-150” (โอสถสภา) เบอร์ 1 ของตลาด ด้วยมาร์เก็ตแชร์ราวๆ 45-50% และ “คาราบาวแดง” (คาราบาวกรุ๊ป) 22-25%

หากย้อนกลับไปในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา จะพบว่า ทั้งเอ็ม-150 และคาราบาวแดง ต่างเปิดเกมรุกตลาดอย่างหนักหน่วง รุกตลาดทั้งอีเวนต์ออนกราวด์-ออนไลน์อย่างต่อเนื่อง แจกทองคำ แจกรถยนต์เป็นระยะๆ ตลอดทั้งปี

กวาดมาร์เก็ตแชร์เข้ากระเป๋ากันอย่างครึกครื้นเฮฮา

 

แต่ล่าสุด จากเหตุการณ์ “บอส เอฟเฟ็กต์” ที่เกิดขึ้น ได้ลาก “กระทิงแดง” เข้าไปเกี่ยวข้องในวังวนโดยไม่ทันตั้งตัว และกลายเป็นความเพลี่ยงพล้ำทางธุรกิจที่ไม่มีใครคาดคิดว่าจะเกิด

ดังนั้น “กระทิงแดง” ในวันนี้ซึ่งครองมาร์เก็ตแชร์ของเครื่องดื่มชูกำลังไว้ 20-23% หรือเบอร์ 3 ของตลาด จึงต้องออกแรงเพื่อรักษาสถานภาพของตัวเองไว้ให้ได้

นอกจากสมรภูมิรบในประเทศที่ต้องเปิดเกมรุกด้วยการเดินหน้าเพิ่มช่องทางขายใหม่ๆ ทั้งออนไลน์และเวนดิ้งแมชชีนแล้ว ช่วง 1-2 ปีมานี้ กระทิงแดงที่มีดีกรีเป็นเจ้าตลาดชูกำลังอาเซียน และมาร์เก็ตแชร์อยู่กว่า 40% ก็เดินหน้ารุกตลาดอย่างหนักหน่วง ด้วยการตั้งทีมโกลบอล มาร์เก็ตติ้ง และทีมการตลาดประจำทุกประเทศ เพื่อเร่งยอดขายให้เติบโตมากขึ้น

ถึงนาทีนี้ได้แต่ภาวนาว่า ขอให้ “บอส เอฟเฟ็กต์” จางลงๆ และเป็นปกติในเร็ววัน

มิเช่นนั้น “กระทิงแดง” ต้องออกแรงทำศึกรอบด้านแน่ๆ เลยทีเดียว

บทความก่อนหน้านี้E-DUANG : วัฒนธรรม การเมือง แบบใหม่ การเข้ามา การเมือง ยุคดิจิทัล
บทความถัดไปต่างประเทศ : โควิด-19 ภัยคุกคามใหม่ของคิม จอง อึน