ใส่บ่าแบกหาม / พรพิมล ลิ่มเจริญ/ Booksmart

พรพิมล ลิ้มเจริญ

ใส่บ่าแบกหาม/พรพิมล ลิ่มเจริญ

Booksmart

เธอจ๊ะ

Booksmart หนังวัยรุ่นแนว coming-of-age หรือก็คือ ช่วงเปลี่ยนผ่านจากวัยรุ่นไปวัยผู้ใหญ่ ในเรื่องนี้คือเปลี่ยนผ่านช่วงชีวิตจากนักเรียนมัธยมไปสู่ชีวิตมหาวิทยาลัย ชีวิตของสองสาวเพื่อนรักกันสองคน ชีวิตมาโดนพิสูจน์ความหนักแน่นจริงใจในมิตรภาพก็ตอนวันสุดท้ายของการเรียนมัธยม

เรื่องนี้น่าสนใจตรง Olivia Wilde กำกับการแสดง โอลิเวียที่เราคุ้นหน้าคุ้นตาจากซีรี่ส์ House M.D. และหนังจอเงินอีกหลายๆ เรื่อง Booksmart เป็นหนังเรื่องแรกที่โอลิเวียกำกับฯ ก็ต้องอุดหนุนกันหน่อย

“book smart” จริงๆ ต้องเขียนมีเว้นวรรคระหว่างสองคำ หมายถึงคนฉลาดที่ความฉลาดได้มาจากหนังสือ มีความรู้เชิงวิชาการเป็นเลิศ ถ้าเป็นนักเรียนก็เป็นเด็กจองเก้าอี้นั่งหน้าห้องใกล้ชิดคุณครู คุณครูถามปุ๊บตอบปั๊บ เวลาว่างก็ชอบเล่นเกม ใช้สมองแบบปริศนาอักษรไขว้ แบบยากด้วยนะ แล้วเอาชนะกันไม่ใช่ว่าเหลือกี่ช่องที่ต้องเว้นไว้ หรือทำกี่วันเสร็จ แต่ทำเสร็จภายในกี่นาที?!

เมื่อมี book smart ก็ต้องมี “street smart” อันนี้ความฉลาดมากจากประสบการณ์ ความรอบรู้เรื่องรอบกาย เอาตัวรอดได้ดี แก้ปัญหาเก่ง

ช่วงหลังๆ มี “people smart” ที่เพิ่มเข้ามา แบบนี้ฉลาดเรื่องคน รวมถึงเรื่องอารมณ์ เรื่องพฤติกรรมมนุษย์

 

เรื่องนี้ก็เริ่มที่สองสาววัยรุ่นเพื่อนรัก Molly กับ Amy อีกสองวันก็จะจบการศึกษาระดับชั้นมัธยมกันแล้ว สองสาวจึงวางแผนฉลองกัน เพราะเดี๋ยวก็ต้องจากกันแล้ว มอลลี่ไปเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยเยล เอมี่ไปมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย เรียกว่าเริ่ดทั้งคู่

มอลลี่เป็นประธานนักเรียน มั่นใจในความฉลาดของตัวเอง ฝาห้องนอนมีคำคมตัวโตแปะไว้ข้างผนังว่า Take no prisoners!

มีความหมายประมาณว่า มุ่งมั่นตั้งใจไปให้ถึงเป้าหมาย โดยไม่อ่อนข้อไม่รอมชอมกับใครหน้าไหนทั้งนั้น!

ฟังดูออกแนวก้าวร้าวแหละ เพราะมันแสดงถึงว่าไม่ใส่ใจหรือยี่หระกับความรู้สึกคนอื่นๆ เลย มุ่งมั่นสู่ความสำเร็จเท่านั้นเลย

สำนวนนี้มาจากช่วงสงครามสมัยศตวรรษที่ 19 ที่เวลาออกรบ แล้วหากทหารผู้คุมกองทัพสั่งว่า Take no prisoners! เหล่าทหารลูกน้องก็จะรู้ว่า เมื่อเจอฝ่ายตรงข้ามก็ต้องฆ่าให้เรียบทุกราย ไม่ให้เหลือซาก ไม่ไว้ชีวิตเพื่อจับกุมมารับใช้เป็นทาส

จะได้มั่นใจว่าชนะสงครามแน่ๆ ทำนองนั้น

 

ตื่นเช้ามาทุกเช้า มอลลี่ต้องปลุกใจตนเองด้วยการฟังเทปเสียงแบบ Motivational Audio ฟังแล้วกระตุ้นต่อมฮึกเหิมของเรา อย่างที่มอลลี่ฟัง มีเนื้อหาประมาณนี้ เราทำงานหนักกว่าคนอื่น เราเก่งกว่าคนอื่น เราเสียสละมากกว่าคนอื่นๆ เรานั่นเองที่ยืนอยู่เหนือใครๆ บนยอดเขาสูงนั่นมีเรา พวกโหลยโท่ย ช่างแ-งสิ!

เอมี่ก็จะขับรถวอลโว่บุโรทั่งมารับมอลลี่ทุกเช้าจะได้ไปโรงเรียนพร้อมกัน สองสาวเป็นเพื่อนรักกัน ให้กำลังใจกันและกันทุกเวลาแบบออกนอกหน้ามากๆ

ด้วยความที่เอมี่เป็นประธานนักเรียน จะเรียนจบวันนี้พรุ่งนี้อยู่แล้ว ยังไปขอคุยกับครูใหญ่เรื่องงบประมาณ

I need to go over the end of the year

budget numbers we have.

หนูต้องขอทวนตัวเลข

งบประมาณปลายปีนะคะ

ครูใหญ่ส่ายหัว

Can’t we just graduate,

head off to college,

celebrate this wonderful achievement?

เราจบการศึกษา

ไปต่อมหาวิทยาลัย

ฉลองความสำเร็จอันเยี่ยมยอด

แค่นั้นไม่ได้เหรอ?

เหตุการณ์สำคัญในเรื่องเกิดที่ห้องน้ำ เมื่อเพื่อนนักเรียนชาย-หญิงรวมสามคนเข้ามา โดยไม่ทันสังเกตว่ามอลลี่อยู่ในส้วมช่องหนึ่งอยู่ก่อนแล้ว สามคนก็เมาธ์เรื่องนั้นเรื่องนี้ แล้วก็มาเมาธ์มอลลี่

That girl is so weird.

She always acts like she’s, like, 40.

ยายนั่นประหลาดออก

ทำตัวอย่างกับคนอายุ 40

ซึ่งอันที่จริง ก็เหมือนจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นการแต่งตัวหรือการพูดจา ก็คนเราคิดเก่งกว่าและเหนือกว่าเพื่อนร่วมรุ่น อากัปกิริยาก็มาปรากฏในทิศทางนั้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

เพื่อนเมาธ์แรงขึ้นเรื่อยๆ จนมอลลี่หมดความอดทน ต้องปรากฏตัวแล้วแหละ ตอนมอลลี่เดินออกมาจากห้องส้วม สามคนถึงกับอึ้ง มองกันเลิ่กลั่ก ไม่กล้าสบตามอลลี่ มอลลี่เห็นทีดังนั้นเลยต้องตอกกลับบ้าง ให้สาแก่ใจ แล้วอาวุธเดียวที่มอลลี่มีก็คือวาจาเฉียบแหลม

จะยังไง ฉันก็จะได้ไปเรียนที่เยลปีหน้า ฉันมีทางเลือก ส่วนเธอทั้งสาม แค่มีทางก็เป็นบุญแล้ว ส่วนจะทางไหนก็ช่างมันเถิด สินะ!

 

มอลลี่นึกว่านั่นคือไม้ตายและแสบสันที่สุดแล้ว

แต่สิ่งที่มอลลี่ได้ยินต่อจากนั้นมันทำลายทุกสิ่งที่มี

I’m going to Yale, too. ฉันก็ไปต่อที่เยล

I’m playing soccer at Stanford. ฉันไปเล่นบอลให้สแตนฟอร์ด

I got recruited to go code for Google. กูเกิลมาจ้างให้ไปทำโค้ดให้ (นั่นก็คือไม่ได้สมัครเองด้วย เขามาพบตัว แล้วจ้างไปรับเงินเดือนห้าหลักเหนาะๆ ทั้งๆ ที่จบเพียงชั้นมัธยม)

สามคนที่มอลลี่ดูถูกเขา คนหนึ่งก็เหมือนเป็นผู้หญิงแรดๆ ผ่านผู้ชายมากหน้าหลายตา อีกคนเป็นนักกีฬาหัวกลวง และอีกคนที่ดูทั่วไปไร้จุดเด่นใดๆ ในตัว เหตุไฉนถึงได้มีอนาคตสดใสไม่ต่างไปกันเลยเยี่ยงนี้?!

You guys don’t even care about school.

เธอไม่สนเรื่องเรียนนี่นา

เสียงสำเนียงดูถูกดูแคลนที่ใส่เพื่อนไปฟังอ่อยลงมาก

We just don’t only care about school.

เราไม่สนแค่เรื่องเรียนต่างหาก

 

มอลลี่สติแตกเลย วิ่งไล่ถามเพื่อนร่วมรุ่นคนอื่นๆ ว่าไปเรียนต่อที่ไหนกันบ้าง

มีมุขหนึ่งขำดี มอลลี่ไปถามเพื่อนคนที่รวยแต่ดูไร้แก่นสาร เพื่อนละล่ำละลักปากสั่นตอบกลับมา อย่างคนทำผิดไปแล้วสำนึกได้

Don’t judge me;

it was my fifth choice : Harvard.

อย่าว่าฉันเลยนะ

ได้ที่เลือกไว้ลำดับ 5 นู่น-ฮาร์วาร์ด

“Don’t judge me.” เป็นคำพูดติดปาก ที่ผู้หญิงพูดบ่อยกว่าผู้ชาย เพราะผู้หญิงจะมีประเด็นให้บาดใจได้ง่าย โดยเฉพาะเรื่องสูง-ต่ำ ดำ-ขาว และเรื่องความชอบส่วนตัว กลัวเพื่อนจะมาวิพากษ์วิจารณ์ ก็เลยต้องออกตัวว่า อย่ามาว่าฉันเลย ฉันชอบของฉันแบบนี้ ฉันสะดวกของฉันแบบนี้ อันนี้นัยยะว่า อย่ายุ่ง!

มอลลี่สติแตกเลย เพราะที่ผ่านมาคิดมาตลอดว่า การที่หมกมุ่นกับการเรียน การทำเกรดดีๆ ไม่ไปปาร์ตี้สังสรรค์กับเพื่อน เสาร์-อาทิตย์ก็หมดไปกับการทบทวนตำรา ตลอดเวลาที่ผ่านมามันไร้ค่าขึ้นมาในบัดดลเพราะเพื่อนที่เฮฮา ชีวิตดีมีความสุข จับปลาสองมือก็ได้ปลาทั้งสองมือ ประสบความสำเร็จได้เท่ากันเลย

เหลือวันเดียวก็วันเดียว มอลลี่ชวนเอมี่ไปปาร์ตี้บ้านเพื่อนคืนนั้นเลย เรื่องสนุกจึงเกิดขึ้น

 

สองสาวเป็นเพื่อนกันลำพังอยู่สองคนตลอดมา ไม่เคยรู้จักมักจี่กับงานปาร์ตี้ จึงไม่รู้ว่าบ้านที่จัดงานอยู่ที่ไหน? แต่ใครๆ เขาเคยไปกันแล้วเขารู้กันหมด กว่าจะไปงานนั้นก็ไปงานที่บ้านผิดหลังเสียก่อน ผิดแล้วผิดอีก ให้เราได้ขำกัน

ฉันชอบอีกมุขตลกคือ พอต้องเรียกบริการรถรับ-ส่ง คนขับเป็นครูใหญ่ซะได้! ครูใหญ่รีบแก้ตัว

Meet new people and see new parts of the city,

and run into old friends.

Plus, I’m writing a book now.

จะได้เจอคนใหม่ๆ เห็นเมืองด้านใหม่ๆ

เจอเพื่อนเก่า และครูกำลังเขียนหนังสือ

จริงๆ ครูอายนั่นเอง! เงินเดือนมันน้อย ใช้พอที่ไหน!!

สถานการณ์พลิกผันในค่ำคืนนั้นได้กลายเป็นบททดสอบความเป็นเพื่อนของสองสาวอีกด้วย ซาบซึ้งประทับใจ สนุกดีนะเรื่องนี้ ดีใจบังเอิญได้เจอแล้วได้ดู

ฉันเอง

บทความก่อนหน้านี้สุจิตต์ วงษ์เทศ / ลอยกระทง มาจากลอยโคม สมัยอยุธยา ขอขมาธรรมชาติ
บทความถัดไปหลังเลนส์ในดงลึก / ปริญญากร วรวรรณ / ‘ลืม’