รายงานพิเศษ / โชคชัย บุณยะกลัมพ/ยุคมนุษย์หลอมรวมเทคโนโลยี ความสำเร็จหลังยุคโควิด-19

รายงานพิเศษ/โชคชัย บุณยะกลัมพ

https://www.facebook.com/ChokCyberAIEntertainment/

ยุคมนุษย์หลอมรวมเทคโนโลยี

ความสำเร็จหลังยุคโควิด-19

 

เทคโนโลยีต่างๆ ที่ต่อยอดมาจาก AI จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจและยกระดับมาตรฐานการดำเนินชีวิต ยุคของสังคมแบบอัตโนมัติที่ไมสามารถหลีกเลี่ยงและต้องเผชิญการทำงานร่วมกันพร้อมกับการปรับตัวในอนาคต เราจึงมีโอกาสพัฒนาความสามารถของตัวเองไปกับการทำงานที่ใช้ความรู้มากขึ้น ช่วยพาทีมไปสู่ความสำเร็จ ทั้งเราและจักรกลอัตโนมัติ

เทคโนโลยีจะมาแทนที่งานที่ต้องการใช้การตัดสินใจทั้งหมด

เช่น การตั้งราคาสินค้า งานวิเคราะห์ซื้อขายหลักทรัพย์ งานบริการต่างๆ เป็นต้น

ซึ่งด้วยความสามารถของคอมพิวเตอร์ในปัจจุบันนี้ ก็ไม่ยากที่จะทำการตัดสินใจเหล่านี้ได้อย่างชาญฉลาด รวดเร็ว มากกว่ามนุษย์

เทคโนโลยีเหล่านี้ให้บริการประชาชนให้ได้ทราบข้อมูล เข้าถึงรวดเร็ว ซึ่งจะเกิดเป็นประโยชน์มาก ทั้งการต่อยอดและสร้างอาชีพต่อเนื่อง ยกระดับคุณภาพชีวิต ความปลอดภัยในชีวิต ความสะดวกสบายในการใช้ชีวิตด้านต่างๆ มนุษย์ใช้เทคโนโลยีทำในสิ่งที่มนุษย์ทำไม่ได้

ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีดิจิตอลในปัจจุบัน รวมไปถึงแนวโน้ม กระแสที่กำลังจะมาถึงในอนาคต มีความคิดสร้างสรรค์

และด้วยเทคโนโลยีดิจิตอล ก็สามารถช่วยด้านเสริมสร้างความคิดสร้างสรรค์-สร้างโอกาสธุรกิจ และยังมีวิจัยเทคโนโลยีทางการแพทย์มากมาย ทั้งด้านการป้องกัน การตรวจคัดกรอง การวินิจฉัยโรค และการรักษา

และหนึ่งในนั้นคือเครื่องฉายลำแสงอนุภาคหนักสำหรับการรักษามะเร็ง

ทางด้านระบบการศึกษา มีห้องเรียนสมัยใหม่ “ห้องเรียนอัจฉริยะ” ที่ใช้เทคโนโลยีดิจิตอล นำไปสู่การปฏิรูปการเรียนการสอน การเรียนรู้ ผ่านระบบอินเตอร์เน็ต ที่ช่วยทำให้หาความรู้ใหม่ๆ ได้ตลอดเวลา โดยไม่จำกัดสถานที่

เทคโนโลยีที่ดีขึ้น ช่วยให้งานวิจัยและค้นหาคำตอบของสิ่งต่างๆ ได้มากขึ้นและลึกขึ้น

 

นักวิจัยจาก MIT Media Lab สถาบันเทคโนโลยีชั้นนำระดับโลก และ cofounder จาก FREAK Lab ประเทศไทย ได้ชี้ให้เห็นถึงแนวโน้มเทคโนโลยีที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปในยุคหลังโควิด-19 พร้อมย้ำว่า หากต้องการผลักดันให้เกิดสตาร์ตอัพหรือนักพัฒนาที่สามารถสร้างมูลค่าได้มากกว่าพันล้านเหรียญสหรัฐ จำเป็นต้อง “มองไปไกลกว่าที่คนในปัจจุบันจะคาดหมายได้”

แต่สำหรับนวัตกรรมที่พัฒนาขึ้นอาจไม่ตอบโจทย์ในปัจจุบัน แต่เป็นการพัฒนาสำหรับอนาคต ที่ผ่านมา MIT Media Lab ได้มองไปที่การพัฒนาสร้างวัตถุใหม่ๆ การอินเตอร์แอกต์ระหว่างหุ่นยนต์กับคนกับคอมพิวเตอร์

ทำให้คนกับเทคโนโลยีไหลรวมเป็นหนึ่งเดียวกัน

ยุคหลังโควิด คือผลกระทบจากการที่โลกไร้พรมแดน ทำให้โรคระบาดแพร่ไปทั่วโลกได้ เกิดเป็น rise & fall ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องคิดและหาเทคโนโลยีมาแก้ไข

เทคโนโลยีที่น่าจะมีบทบาทต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกหลังโควิดคือ wearable technology, AI coversation agent และ e-Learning

“wearable technology จะทำให้เข้าถึง context ที่มาจากร่างกายคน และนำไปสู่การทำให้ชีวิตคนนั้นดีขึ้น เชื่อมให้คอมพิวเตอร์กับมนุษย์ ซึ่งเริ่มเห็นหลังจากเมื่อ 2 ปีก่อนมีการพัฒนา “certification” ที่อาศัยแพตเทิร์นของข้อมูลจากคนทั่วโลกเพื่อนำมาคาดการณ์การเกิดโรคระบาดได้”

แต่ในการออกแบบต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคล เพราะข้อมูลที่นำมาใช้ประมวลผลเป็นข้อมูลที่ออกมาจากร่างกายของมนุษย์แต่ละคน จึงอาจทำให้เกิดอันตรายได้หากข้อมูลนั้นเล็ดลอดออกไปสู่ภายนอก

ฉะนั้น จะต้องทำให้ข้อมูลไม่สามารถระบุตัวตนได้

“ในอนาคต ข้อมูลจาก wearable จะต้องมากไปกว่าแค่การเต้นของหัวใจ ชีพจร ตอนนี้กำลังพยายามทำให้เหมือนการนำห้องแล็บเข้าไปอยู่ในตัวคน ทำให้ข้อมูลชีวเคมีที่เกิดขึ้นในตัวคนถูกวิเคราะห์ได้อย่างเรียลไทม์ และยังใช้ Wearable device ช่วยในการแก้ปัญหาได้ เช่น โปรเจ็กต์ที่กำลังพัฒนาอยู่ wearable sanitizer การพัฒนาอุปกรณ์สวมใส่ที่สามารถยิงแอลกอฮอล์จากมือได้โดยใช้ข้อมูลจากเซ็นเซอร์ประมวลผลว่า ควรจะยิงแอลกอฮอล์เมื่อไร ได้แรงบันดาลใจมาจากสไปเดอร์แมน”

นอกจากนี้ ยังสามารถใช้ข้อมูลที่เก็บจากร่างกายเพื่อนำไปสู่การดีไซน์แบบเฉพาะเจาะจงได้ อาทิ making food with the mind เครื่องสร้างทำอาหารด้วยเครื่องพิมพ์ 3 มิติ ที่สร้างเมนูต่างๆ ได้ตรงความต้องการของผู้ใช้ ด้วยการอ่านค่าจากคลื่นสมองที่ส่งมาจาก wearable

เป็นการแสดงศักยภาพของ IOT ที่เชื่อมจากคลื่นสมองที่สามารถสร้าง out put ได้

 

“AI conversation agent” เป็นอีกเทรนด์ที่กำลังมา เกิดการใช้ภาษาทำให้เกิดการเชื่อมต่อ อาทิ Buddha bot ที่นำข้อมูลจากพระไตรปิฎกเพื่อให้คนทั่วไปสามารถสนทนาธรรมกับพระพุทธเจ้า ซึ่งเป็นการทำให้ AI สามารถเชื่อมต่อกับวัฒนธรรม โดย 64% ของคนในสหรัฐใช้อินเตอร์เน็ตเพื่อข้อมูลเกี่ยวกับศาสนา

ล่าสุดคือ COVID bot ที่พัฒนาเป็นภาษาไทยก่อน จนปัจจุบันใช้งานแล้วใน 56 ประเทศทั่วโลกตามดีมานด์ที่เกิดขึ้นมหาศาล ซึ่งบอตนอกจากจะให้คำแนะนำที่อยู่บนพื้นฐานของแพทย์และกรมควบคุมโรค ยังสามารถติดตามข้อมูลสุขภาพเป็นรายคนได้

“การพัฒนานี้ทำให้พบว่า AI agent ช่วยลดความกังวลของคนต่อโรคนั้นๆ ได้ ทำให้ความกลัวต่อความเสี่ยงลดลง และเมื่อเทียบกับแพลตฟอร์มอื่นๆ ผลลัพธ์ที่ได้เป็นรองแค่ปฏิสัมพันธ์กับหมอเท่านั้นเอง เนื่องจากเข้าถึงง่าย ใช้การสื่อสารที่ง่าย จนไปถึงอีกโปรเจ็กต์คือ Saku Bot สาคู กูรูงาน เพื่อช่วยเชื่อมคนที่ต้องการงานกับนายจ้างที่หาลูกจ้างเข้าด้วยกัน ช่วยลดปัญหาคนตกงานจากโควิด”

ด้านเทคโนโลยีออนไลน์เลิร์นนิ่งโควิด-19 ทำให้หลายคนไม่ได้เรียนแค่โรงเรียนที่ตนสังกัดเท่านั้น แต่ยังสามารถเข้าไปยังคอร์สออนไลน์อื่นๆ

“ทำให้เห็นว่าดิจิตอลทำให้เกิดการแยกจาก Physical สภาพทางกายภาพกับสภาพแวดล้อมออกจากกัน การเรียนไม่จำเป็นต้องติดอยู่กับที่อยู่ แต่เป็น Global Learner เชื่อมกับองค์ความรู้จากทั่วโลกได้”

ฉะนั้น เราจะได้เห็น พัฒนาแพลตฟอร์มที่สามารถสร้างคอนเทนต์แบบ “เฉพาะตัว” สำหรับการเรียนออนไลน์มากขึ้น โดยอาศัยการจับสัญญาณทางร่างกายและวิเคราะห์คลื่นสมองเพื่อให้เกิดการเรียนออนไลน์ที่มีประสิทธิภาพ

ยุคหลอมรวมเทคโนโลยีกับผู้คน จะใช้ประโยชน์เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตและการเรียนรู้เท่าทันยุคหลังโควิด ทำให้เกิดเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงโลก

บทความก่อนหน้านี้จดหมาย/ฉบับประจำวันที่ 10-16 กรกฎาคม 2563
บทความถัดไปในประเทศ / ระวังตัวไว้ด้วยก็แล้วกัน