ตร.เร่งพิสูจน์ปมฉาว7ญาติขืนใจด.ญ.วัย12ปีเปิดคำให้การนาทีสลดญาติผู้ต้องหายันบริสุทธิ์ : อาชญากรรม

ยังเป็นคดีความที่รอการคลี่คลาย

สำหรับกรณีเครือญาติ 7 คน ก่อเหตุขืนใจด.ญ.วัย 12 ปีที่จ.สุพรรณบุรี ลงมืออย่างโหดเหี้ยมนานนับปี
จนกระทั่งเหยื่อสาวทนไม่ไหว ต้องไปขอความช่วยเหลือจากพี่สาว จนเรื่องเป็นคดีแจ้งความที่โรงพัก
โดยฝ่ายเจ้าหน้าที่ตำรวจก็มีหลักฐาน เป็นการตรวจร่างกายจากแพทย์โรงพยาบาล ที่ระบุว่าด.ญ.ถูกล่วงละเมิดชัดเจน

พร้อมกับคำให้การที่อธิบายอย่างละเอียดของผู้ต้องหาแต่ละคนมีพฤติกรรมอย่างไร

อย่างไรก็ตามในฝ่ายผู้ต้องหาก็ยังให้การปฏิเสธ ขณะที่ญาติเองก็ยืนยันชัดเจนว่าไม่ได้เป็นผู้กระทำความผิด แถมยังระบุว่าสิ่งที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตเป็นอย่างมาก

ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องพิสูจน์กันต่อไป และคงไม่ใช่เรื่องยากเพราะหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ทั้งหมดจะตอบคำถามเพียงแต่นอกจากทำคดีให้คลี่คลายแล้ว ยังต้องหันมาเยียวยาจิตใจเหยื่อให้อยู่ในสังคมต่อไปอย่างเข้มแข็ง

ตร.บุกจับ7ญาติขืนใจด.ญ.12ปี
เหตุสลดครั้งนี้เป็นที่รับรู้เมื่อวันที่ 9 มิ.ย.ที่ผ่านมา เมื่อพี่สาวของน้องเอ (นามสมมติ) ผู้เสียหายซึ่งเป็นด.ญ.วัย 12 ปี เข้าแจ้งความที่สภ.เมืองสุพรรณบุรี ระบุว่า น้องสาวถูกข่มขืนกระทำชำเราโดยเครือญาติหลายคน เจ้าหน้าที่จึงส่งน้องเอไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาล ซึ่งผลการตรวจสอบพบว่าถูกล่วงละเมิดทางเพศจริง

พนักงานสอบสวนจึงสอบปากคำด.ญ.เอ ต่อหน้าสหวิชาชีพ ซึ่งจากคำให้การพบว่ามีผู้ร่วมลงมือก่อเหตุรวมทั้งหมด 7 คน เป็นผู้ใหญ่ 5 ราย และเยาวชน 2 ราย ทั้งหมดเป็นเครือญาติอยู่ในละแวกบ้านเดียวกันหมด จึงรวบรวมหลักฐานขออนุมัติหมายจับทั้งหมด เมื่อวันที่ 12 มิ.ย. ในข้อหากระทำชำเราเด็กอายุไม่เกิน 13 ปี ซึ่งมิใช่ภรรยาหรือสามีตน โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม และกระทำอนาจารแก่เด็กอายุไม่เกิน 15 ปี และขู่เข็ญด้วยประการใดๆ โดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยเด็กนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ หรือโดยทำให้เด็กนั้นเข้าใจผิดคิดว่าตนเป็นบุคคลอื่น

ทั้งนี้พี่สาวของด.ญ.เอ ระบุว่า ก่อนหน้านี้ไม่รู้มาก่อนว่าน้องสาวถูกขืนใจ จนกระทั่งน้องมาเล่าให้ป้าฟังว่าปวดท้องบ่อยครั้ง จึงพาไปหาหมอ แล้วได้สอบถามพูดคุยกันจนทราบเรื่องว่าน้องถูกกระทำชำเราจากกลุ่มญาติมานานถึง 2 ปี จึงปรึกษากับป้าและผู้นำชุมชนในพื้นที่ ก่อนจะพากันไปแจ้งความดำเนินคดี
“เสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมาก เพราะคนทั้งหมดเป็นเครือญาติกัน ไม่คิดจะเกิดเรื่องนี้ขึ้น แต่ยังไงก็จะเดินหน้าช่วยเหลือน้องต่อไป ไม่อยากให้เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นอีกแล้ว”

จากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ติดตามควบคุมตัวผู้ต้องหาทั้ง 5 คน พร้อมแยกสอบ ส่วนอีก 2 คนที่เป็นเยาวชน ได้ประสานให้ผู้ปกครองพามอบตัวแล้ว

ขณะที่ผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่ ระบุว่าไม่อยากเชื่อว่าจะเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นจริง เพราะทั้งหมดเป็นญาติกัน แต่แทนที่จะดูแลบุตรหลานให้ดี กลับประพฤติปฏิบัติตัวให้เสื่อมเสีย ซึ่งในส่วนของเด็กที่เป็นเหยื่อนั้นได้ประสานขอความดูแลจากบ้านพักเด็กแล้ว และจะช่วยเหลือดูแล เนื่องจากเด็กกังวลถึงความไม่ปลอดภัยเป็นอย่างมาก

ทั้งนี้จากการสอบสวนเบื้องต้นทั้งหมดให้การปฏิเสธ อ้างว่า เด็กสติไม่ดี แต่ตำรวจเองก็มีพยานหลักฐานชัดเจน เชื่อว่าสามารถดำเนินคดีได้

สู้กันตามกระบวนการยุติธรรมต่อไป

เปิดคำให้การเหยื่อแฉนาทีโหด

อย่างไรก็ตามแม้ผู้ต้องหาทั้ง 5 จะให้การปฏิเสธ แต่จากการสอบสวน พบว่าผู้ต้องหาที่เป็นผู้ใหญ่ทั้ง 5 คน ประกอบด้วย 1.นายอนันต์ นรินทร์นอก อายุ 51 ปี ชาวต.บ้านโพธิ์ อ.เมืองสุพรรณบุรี มีพฤติการณ์กระทำชำเรากับเหยื่อที่บ้านของผู้ต้องหา จนสำเร็จความใคร่ และใช้นิ้วสอดใส่อวัยวะเพศเหยื่อ พร้อมทั้งข่มขู่ว่าหากไปบอกใครจะทำร้าย โดยกระทำการหลายครั้ง จนครั้งสุดท้ายวันที่ 3 มิ.ย.

ผู้ต้องหารายที่ 2 นายทรงวุธต์ หันกลาง อายุ 21 ปี ชาวต.บ้านโพธิ์ อ.เมืองสุพรรณบุรี มีพฤติกรรมบังคับขู่เข็ญกระทำชำเราเหยื่อที่บ้านพักตั้งแต่ปลายเดือน ก.พ.61 เรื่อยมา เฉลี่ยสัปดาห์ละ 3 ครั้ง จนสุดท้ายเดือน พ.ค.63 โดยลงมือขณะที่ไม่มีคนอยู่บ้าน

ผู้ต้องหารายที่ 3 นายประเชิญ ชาวปลายนา อายุ 32 ปี ชาวต.หนองมะค่าโมง อ.ด่านช้าง จ.สุพรรณบุรี กระทำชำเราในบ้านของเหยื่อหลายครั้งในห้องน้ำ โดยบังคับให้อมอวัยวะเพศจนสำเร็จความใคร่ และข่มขู่ว่าจะฆ่า ถ้าเอาเรื่องไปบอกคนอื่น

ผู้ต้องหารายที่ 4 นายพะเยาว์ เรืองฤทธิ์ อายุ 32 ปี ชาวต.บ้านโพธิ์ อ.เมืองสุพรรณบุรี เป็นคนในละแวกใกล้เคียง เข้าไปข่มขืนกระทำชำเราเหยื่อขณะที่ไม่มีคนอยู่ โดยให้เหยื่ออมอวัยวะเพศจนสำเร็จความใคร่

ผู้ต้องหารายที่ 5 นายสุรัตน์ ภูฆัง อายุ 34 ปี ชาวต.บ้านโพธิ์ อ.เมืองสุพรรณบุรี ซึ่งเป็นลูกเขยของนายอนันต์ ผู้ต้องหาที่ 1 ซึ่งอยู่ในละแวกเดียวกับเหยื่อ บังคับให้เหยื่ออมอวัยวะเพศ ตามคำให้การของเหยื่อก็คือวันเว้นวัน วันสุดท้ายก็คือวันที่ 3 มิ.ย.

ส่วนอีก 2 รายซึ่งเป็นเด็ก มีการข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายหลายครั้งเช่นกัน ทางพนักงานสอบสวนทำหนังสือเรียกตัวมา สอบปากคำเนื่องจากออกหมายจับไม่ได้เพราะเป็นเด็ก

สำหรับอัตราโทษค่อนข้างสูง มีโทษจำคุก 7-20 ปี และถ้ามีการข่มขู่เข็ญบังคับโดยใช้อาวุธข่มขู่มีโทษถึงจำคุกตลอดชีวิต ซึ่ง 1 ใน 5 ผู้ต้องหามีพฤติกรรมใช้อาวุธข่มขู่ด้วย

ขณะที่คดีความญาติของนายสุรัตน์ จำเลยที่ 5 ได้ยื่นคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราว ศาลพิเคราะห์แล้วตีราคาหลักประกัน 350,000 บาทและเงินสดจำนวน 100,000 บาท อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว ส่วนจำเลยที่ 1-4 ไม่มีผู้ยื่นคำร้องขอประกันตัว จึงใช้อำนาจฝากขังผัดแรกในเรือนจำจังหวัดสุพรรณบุรี

ด้านพล.ต.ต.นิธิธร จินตกานนท์ ผบก. ภ.จว.สุพรรณบุรี ระบุว่า หลังจากจับกุม ผู้ต้องหาทั้ง 5 คน ได้ทำหนังสือถึง ผู้ปกครองให้นำผู้ต้องหาที่เป็นเยาวชนอีก 2 คนมารายงานตัว และจะสอบปากคำร่วมกับทีมสหวิชาชีพ

ยืนยันว่าหลักฐานไม่มีผิดพลาด เนื่อง จากมีผลต่างพิสูจน์ทางการแพทย์ว่ามีการถูกล่วงละเมิดทางเพศจริง ส่วนที่ทาง ผู้ต้องหาอ้างว่าน้องผู้หญิงสติไม่ดีนั้น คิดว่าไม่ใช่ เพราะจากคำให้การ ผู้เสียหายเล่าเหตุการณ์ตั้งแต่เกิดเหตุในปี 2561 จนถึงปี 2562 ได้อย่างละเอียด สามารถให้ปากคำได้ปกติ

เป็นความมั่นใจของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ทำคดี

ผู้ต้องหาปฏิเสธ-ยันบริสุทธิ์

อย่างไรก็ตามระหว่างที่คดีกำลังดำเนินไป นายนิมิต วันไชยธนวงศ์ ผวจ.สุพรรณบุรี สั่งการนายสุจินต์ วาจากิจ นายอำเภอเมืองสุพรรณบุรี ลงพื้นที่ดูแลเยียวยาจิตใจของพี่สาวเด็กหญิง เนื่องจากมีข่าวว่าอาจไม่ได้รับความปลอดภัยเพราะถูกขู่ทำร้าย พร้อมประสานเจ้าหน้าที่เข้าดูแล

ทั้งนี้หากมีความวิตกกังวลหวาดกลัว ถ้าสมัครใจออกมาพักข้างนอก ก็จะดำเนินการให้ โดยสั่งให้ฝ่ายปกครองประสานตำรวจลงไปในพื้นที่เรียบร้อยแล้ว ดูแลให้เกิดความปลอดภัยกับทุกคน

อย่างไรก็ตามคดีที่ยังไม่สิ้นสุดก็อย่า เพิ่งด่วนสรุป โดยแม่ของนายสุรัตน์ ผู้ต้องหาที่ได้รับประกันตัว ระบุว่า มั่นใจว่าลูกตัวเองไม่ผิด แต่ตอนนี้ลูกเสียอนาคตจนทำอะไรไม่ได้แล้ว เชื่อว่าลูกไม่ผิด 100 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเขาไปอยู่อีกหมู่บ้านหนึ่ง เชื่อว่าถูกใส่ร้าย ทั้งนี้ยอมรับว่าลูกชายตัวเองมีภรรยาหลายคน แต่ก็ไม่มีพฤติกรรมเช่นนี้

ขณะที่พ่อนายสุรัตน์ระบุว่า พอทราบว่าลูกชายถูกควบคุมตัว ตนชี้หน้าลูกที่ศาลด้วยความโกรธ เค้นถามว่าได้ทำอย่างที่เขากล่าวหาหรือไม่ ลูกชายบอกว่า “พ่อผมไม่ได้ทำ ผมไม่ได้ยุ่ง ผมไม่ได้เอา ผมไม่รู้เรื่อง” พอได้ยินอย่างนี้ทำให้ตนมั่นใจว่าลูกชายไม่ได้ทำแน่นอน เขามีลูกเมีย ส่วนเด็กหญิงอายุ 12 ปี เขาก็ช่วยเลี้ยงมาตั้งแต่เด็ก

อยากให้เจ้าหน้าที่ตรวจดีเอ็นเอพิสูจน์ข้อเท็จจริง เพราะก่อนหน้านี้ลูกชายกับพี่สาวของเด็กหญิงวัย 12 ปี เคยมีปัญหาด่าทอกันเรื่องติดตั้งจานดาวเทียม

ด้านแม่ของเยาวชนวัย 14 ปี ที่ตกเป็นผู้ถูกกล่าวหา เผยว่า สอบถามลูกทั้งสองว่าจริงไหม เขาบอกว่าไม่ได้ทำ โดยปกติลูกไม่ค่อยได้อยู่บ้าน ไม่เชื่อว่าลูกจะร่วมก่อเหตุในครั้งนี้ด้วย ลูกชายคนเล็กอายุ 11 อยู่ระหว่างรอหมายเรียกจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ ก็จะพาตัวไปให้สหวิชาชีพสอบปากคำ

ทั้งนี้เด็กชายวัย 11 และ 14 ปี ก็ปฏิเสธว่าไม่ได้ทำตามที่ถูกกล่าวหา ยืนยันไม่จริง ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ส่วนมากจะคุยเรื่องการบ้าน และจะคุยข้างนอกบ้าน ไม่เคยพากันไปเล่นในบ้านตามลำพัง

ทุกอย่างรอพิสูจน์ในกระบวนการยุติธรรม


พิเศษ! สมัครสมาชิกนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์, ศิลปวัฒนธรรม และเทคโนโลยีชาวบ้าน ลดราคาทันที 40% ตั้งแต่วันนี้ – 30 มิ.ย. 63 เท่านั้น! คลิกดูรายละเอียดที่นี่

บทความก่อนหน้านี้‘เปยโต่ว’ ปล่อยดาวเทียมดวงสุดท้ายสู่อวกาศ เครือข่ายนำร่อง ‘จีน’ ทัดเทียม ‘สหรัฐ’
บทความถัดไป“กลุ่มการเมือง” เกิดใหม่ “อดีตอนาคตใหม่” วางมาตรฐานสูง จับตา “กลุ่มแคร์” พ้นเงา “ทักษิณ”?