การะเกต์ ศรีปริญญาศิลป์ : ทวีปที่สาบสูญ จนสำนึกสุดท้ายรู้สึกได้ว่า

การะเกต์ ศรีปริญญาศิลป์[email protected]

“น้องจันทร์เสี้ยว…”

พี่ชุนเอ่ยปากเรียกชื่อฉัน เหมือนจะเรียกให้มีสติกลับมา แต่ทว่า นั่นกลับทำให้ฉันยิ่งรู้สึกมากมาย รวมถึงความละอายใจพุ่งวูบขึ้นอีกอย่างรุนแรง

ทุกสิ่งทุกอย่าง กำลังย้ำเตือนว่า ต่อให้พยายามแค่ไหนฉันก็จะไม่มีวันไปพ้นหล่มหลุมที่น่าชังทั้งปวง และตัวฉันจะต้องร่วงตกนรกหมกไหม้ไปทุกวัน

“ฉัน…ฉันไม่ไหวแล้วพี่” ฉันหมดสิ้นการเก็บกลั้นน้ำตาและท่าที ปล่อยให้มันไหลบ่าลงมาเสียจนหมดอกไปเถอะ

“พี่พาฉันไปที่ไหนสักที่…สักหน่อย ช่วยพาฉันไปที”

“ไปไหน?” พี่ชุนมองฉันอย่างตกใจ อาจเพราะเพิ่งสำเหนียกได้ว่า ไม่มีอะไรเป็นอย่างที่คิดไว้

นี่ไม่ใช่คู่รักนักฝัน ไม่ใช่คนที่พลอดพร่ำกันทางจดหมาย ว่าอยากจะได้คนข้างเคียงกายใจ

ตั้งแต่พบกันจนถึงตอนนี้ นอกเหนือจากเพียงจูบเดียวที่ได้ ไม่มีอะไรอื่นเลยที่ตัวพี่ชุนจะได้จากฉัน ถ้าสิ่งนั้นจะหมายถึงความสุขและความสบายใจ

ถ้าฉันเป็นอีกฝ่าย คงจะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกเหมือนกัน ไม่แน่อาจจะรีบหาทางผละจาก เพราะดูจะมีแต่ความยุ่งยากขึ้นเรื่อยๆ

แต่ดูเหมือนว่า แม้จะตกใจและเริ่มสับสนงุนงง พี่ชุนยังคงควบคุมตัวเองได้ดี

“น้องอยากไปไหน”

“ไปน้ำปิงก็ได้พี่…ไปที่ที่จะไม่ทำให้ใครเดือดร้อน”

“น้องจะไปทำไม”

ฉันไม่ตอบคำถาม มีเพียงน้ำตาที่หลั่งเป็นสาย ขณะเงยขึ้นสบตาคนเบื้องหน้า

 

มีแสงไฟพรายพร่า ดวงไฟเหลื่อมซ้อนกันเป็นวงๆ มากมาย คงเพราะตาฉันไม่อาจเห็นชัดเจนหลังม่านน้ำเอ่อท้น ที่เรานั่งมีรถเข็นขายของจำนวนมาก มีผู้คน มีถนน มีเสียงรถและคนพลุกพล่านจอแจ แต่ท่ามกลางทุกสิ่ง ฉันหนาวจนสุดหนาว เปล่าเปลี่ยวเดียวดายจนยากจะอธิบายได้เป็นถ้อยคำ

ความเจ็บปวดที่เสียดแทงขึ้นมาในอก มันคือหลุมนรกที่เป็นโพรงกว้างสุดกว้าง ทั้งดึงดูดฉันให้ตกลงไป แล้ววนย้อนขึ้นมาใหม่ เป็นวงจรการดูดกลืนและสูบรัด มันเป็นทั้งอสงไขยในชั่วพริบตา และห้วงเวลาที่ยืดยาวนิรันดร์

ฉันรู้แต่เพียงว่า ถ้าจะไปพ้นจากสิ่งเหล่านี้ มีแต่การปิดทุกโสตประสาทการรับรู้เท่านั้น นั่นคือการหลับใหลไปชั่วชีวิต

ชีวิตมีความหมายอะไร ก็แค่เกิดมาเพื่อจะอยู่ๆ กินๆ ดิ้นรนเป็นหมู่หนอนในแอ่งอาจม เบียดเสียดยื้อแย่งแข่งขัน โดยเหนือแอ่งเล็กๆ ที่เราอาศัยอยู่นั้น มีมือใหญ่โตทรงพลัง อยากจะบี้เราแบนเละเมื่อไหร่ก็ได้

แต่สิ่งห่าเหวอะไรสักอย่าง ก็ยังปล่อยพวกเราไว้ เพื่อให้คืบคลานอยู่อย่างมืดบอด ซอนไซ้หาของประทังกาย ให้แค่ได้ชื่อว่ายังมีชีวิตอยู่…แค่มีชีวิตอยู่เพื่อจะรอวันตาย

ชีวิตไม่เคยกำหนดได้ ซึ่งถึงจุดๆ หนึ่ง ความตายดับสนิทสิ้นสูญอาจจะดีกว่าการต้องทนทรมานอยู่ซ้ำๆ

 

 

“พี่รู้แล้วว่าจะพาน้องไปที่ไหน”

พี่ชุนพูดขึ้น

ฉันไม่นึกจะถามว่าที่ไหน ในหัวคิดเพียงว่า ถ้าเป็นบนฝั่งน้ำปิง…บนสะพานสูง อาจจะสะพานนครพิงค์ หรือสะพานเหล็ก…หรือท่าน้ำตรงไหนสักแห่ง กระแสน้ำแรงและความลึกต่ำใต้ คงเป็นสิ่งดีที่สุด สำหรับนำพาฉันไป

“เดี๋ยวพี่เช็กบิลก่อนนะ”

ไม่ถึงสิบนาทีต่อมา พี่ชุนก็จ่ายสตางค์จนเรียบร้อยดี ในนาทีนั้น ฉันเหลือบแลเห็นลูกจ้างคนนั้นยังคงเดินยกถาดอาหารส่งโต๊ะ ใบหน้านั้นไม่หันมาทางฉันอีกเลย ดั่งใต้เนื้อหนังมังสาปราศจากจิตใจ

ก็ไม่แน่หรอก นั่นอาจเป็นอีกซากที่เดินได้ บาดแผลแห้งกรังบนร่างกายคือประจักษ์พยาน

“ป่ะ” พี่ชุนลุกขึ้น ยื่นมือมาจับข้อแขน

 

คนแปลกหน้าคนหนึ่ง กำลังจูงแขนฉันอยู่อย่างสนิทสนมและเอื้ออารี ทั้งๆ ที่ฉันมีสภาพดูแทบไม่ได้ ใบหน้าเกรอะกรังไปด้วยน้ำมูกน้ำตา เสื้อผ้าที่สวมอยู่ก็เป็นของเขา และในซอกขาก็รู้สึกได้ว่า เลือดยังหลั่งลงจนชุ่มโกเต๊ก

พี่ชุนพาฉันเดินลัดเลาะไปตามฟุตปาธ เราพากันเดินมาจากหอพัก ไม่ได้เอารถยนต์มา พี่ชุนว่าถ้าจะไปไกลค่อยเรียกรถแดงเอาก็ได้ กลางคืนลมพัดเย็นสบายดีด้วย ว่าอย่างนั้น

เราเดินไปด้วยกัน ผ่านคูเมือง แนวต้นไม้ บ้านคน ตึกแถว เรือนไม้…เมืองเชียงใหม่ดูสวยงามและคึกคักในหลายที่ แต่บางจุดก็มีเพียงความเงียบกับแสงสลัว

“มาเดินใกล้ๆ นี่” พี่ชุนพูดขึ้นเมื่อผ่านต้นพิกุลสูงใหญ่เรียงรายในอีกจุดหนึ่ง

แล้วมือก็รั้งฉันเข้าหาตัว จนกลายเป็นการโอบไหล่ไว้

ฉันเคยเดินลำพังและเคยเดินกับใครๆ อีกหลายคน แต่ถนนที่เหยียดยาวไปข้างหน้าก็ไม่เคยพร่างพร่าขนาดนี้

“จะไปไหนพี่”

“เดี๋ยวก็รู้”

จนกระทั่ง เลี้ยวหัวมุมถนนหนึ่ง ฉันจึงมองเห็นตัวอาคารตึกข้างหน้า

มันคือที่ที่พี่ชุนพักอาศัยอยู่ และเราทั้งสองลงจากตึกนั้นมา แค่ว่าพี่ชุนพาฉันเดินอ้อมจนทะลุถึง

 

“ไม่พี่ ฉันไม่อยากไปที่ห้องแล้ว”

ฉันรั้งตัวออก แต่พี่ชุนยังคงโอบไหล่ไว้

“พี่รู้ว่าน้องคิดจะทำอะไร” เสียงกระซิบข้างหู “เชื่อใจสิ พี่รู้ พี่เข้าใจ เดี๋ยวพี่ทำให้”

“พี่จะทำอะไร…ทำยังไง”

“น่า เดี๋ยวได้รู้ ขึ้นไปบนห้องกันก่อน”

 

เมื่อบานประตูเปิด ก็มองเห็นภายในที่มืดสลัว เตียงตั้งตะคุ่มข้างผนัง ข้าวของทุกอย่างที่เริ่มคุ้นเจนตา แต่พี่ชุนก็ไม่กดสวิตช์ไฟ

รุนหลังฉันเข้าไป แล้วหันมาหับประตู ลงกลอน

“อยากตายใช่มั้ย” พี่ชุนถาม และอย่างรวดเร็ว หันกลับมาจับไหล่ฉันจ้องหน้า

ฉันพยักหน้า น้ำตาเหือดลงไปมากโดยไม่ทันรู้ตัว

“ทำไมอยากตายนักล่ะ ไหน บอกพี่ซิ”

คำถามฟังดูนุ่มนวล ใบหน้าอยู่ใกล้กันแค่คืบ

“…เรา…เราคงอธิบายพี่ไม่ได้ พี่ไม่ต้องเข้าใจมันหรอก”

“ทำไมล่ะ ทำไมพี่จะเข้าใจไม่ได้”

“พี่ไม่ใช่เรา พี่ไม่เข้าใจเราหรอก”

“แล้วมันจำเป็นมั้ย ที่พี่จะต้องเข้าใจ”

“…ก็ไม่จำเป็น”

“งั้นถ้าไม่จำเป็น ก็เล่าให้พี่ฟังได้นี่ พี่จะเข้าใจหรือไม่เข้าใจก็ไม่เห็นต้องสนใจ”

“แล้วพี่จะฟังไปทำไม”

“พี่จะได้ดูไง ว่าจะช่วยให้น้องตายได้ยังไง…พี่บอกแล้วนี่ พี่รักน้อง เมื่อรักแล้ว อะไรที่น้องต้องการพี่ก็จะพยายามช่วยหามาให้ ถ้าน้องอยากตาย เดี๋ยวพี่ช่วย”

ฉันจ้องหน้าพี่ชุน

“พี่พูดแบบนี้ทำไม”

“ทำไม พี่พูดยังไง”

“ก็อย่างที่พี่พูด พี่ทำเหมือน…ไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไร”

“น้องเอาอะไรมาวัดล่ะ ว่าอะไรสำคัญ อะไรไม่สำคัญ ในเมื่อชีวิตของตัวน้องเองก็ไม่สำคัญ อะไรจะสำคัญไปกว่านี้อีก”

ฉันต้องมองหน้าคนพูดอีกครั้งอย่างไม่แน่ใจ…มันเป็นคำพูดที่เหนือความคาดหมาย บอกไม่ถูกว่าควรจะโต้ตอบยังไง

ก้ำกึ่งระหว่างความเอาใจใส่ และการแสดงความคิดเพื่อโต้แย้ง

คนคนนี้ตั้งใจจะโต้แย้งความคิดของฉัน?

“พี่บอกมาดีกว่า จะช่วยให้เราตายได้ยังไง”

“รอเดี๋ยวนะ…แน่ใจแล้วนะ”

ฉันพยักหน้า เริ่มรู้สึกว่าไม่อยากจะพูดอะไรอีกมากมาย ฉันคิดว่าตัวเองพร้อมแล้วสำหรับการหยุดทุกความคิดและความรู้สึกตลอดไป

 

ยาเม็ดเล็กๆ วางมาให้ในฝ่ามือ พร้อมกับแก้วน้ำจ่อให้ถึงปาก

“อ้าปากสิ”

“อะไรพี่…”

“ยา”

“ยาอะไรคะ” ฉันไหวตัว อาจเป็นสัญชาตญาณ ทั้งที่กำลังต้องการวาระสุดท้ายอยู่

“ยาที่จะช่วยพาน้องไป…ไปง่ายๆ สบายๆ…”

“ยานอนหลับเหรอ”

พี่ชุนไม่ตอบ

“แค่เม็ดเดียวเหรอ”

พี่ชุนไม่ตอบอีก

“แล้วถ้าฉันกินแล้วไม่ตายล่ะ”

พี่ชุนจ้องฉัน ท่ามแสงสลัวเลือนราง ที่ทุกอย่างค่อยๆ ชัดในม่านตา เมื่อตาเริ่มปรับจนชินขึ้น

“ลองดูก่อนสิ ไม่ลองจะรู้ได้ยังไง”

“…แล้ว…ถ้าฉันตายอยู่ในห้องพี่ พี่จะไม่เดือดร้อนหรือ”

“จะสนใจทำไม ไม่ต้องสนหรอก ถ้าน้องตายไปแล้ว ทุกอย่างเป็นเรื่องของพี่”

ฉันงอนิ้วรับยานั้นไว้ แล้วก็ตัดสินใจ หยิบมันเข้าปาก…มีรสเฝื่อนลิ้นเล็กน้อย แต่ก็ง่ายดาย ดื่มน้ำอึกใหญ่ตามเข้าไป

“ทีนี้ไปนอนบนเตียงกัน”

“…ฉันนอนบนพื้นก็ได้”

“ไม่ต้องหรอก จะตายทั้งทีแล้ว นอนสบายๆ หน่อยก็ได้ มานี่มา”

มือใหญ่กว่าจูงมือฉันอย่างนุ่มนวลอีกครั้ง ทั้งๆ ที่ยังอยู่ในเสื้อผ้าชุดเก่า ไม่ได้แปรงฟันล้างหน้า พี่ชุนพาฉันไปถึงเตียง ผลักให้นอนลงไป จัดหมอนมารองหนุนหัว ดึงผ้าบางๆ มาห่มให้ ก่อนจะเดินไปเปิดพัดลม แง้มหน้าต่าง แล้วกลับมานั่งข้างๆ

ลูบมือบนเส้นผมเหนือหน้าผากของฉัน พูดเบาๆ ว่า

“เอาละ เดี๋ยวน้องก็จะตายแล้ว ไม่ต้องห่วงอะไรนะ หลับตาเสีย…หลับตา”

“แล้วถ้าฉันไม่ตายล่ะ…”

“ไม่ต้องพูดอะไรทั้งนั้น” พี่ชุนจุ๊ปาก “คิดอย่างเดียวก็พอว่าน้องกำลังจะตาย…ตายอย่างสงบ ตายสบายๆ…ตายในความรักของพี่”

มีความง่วงงุนเกิดขึ้นช้าๆ มือที่ลูบผมเลื่อนมาลูบแก้ม จนถึงรอบโค้งใบหน้า ฉันค่อยๆ รู้สึกถึงความโปร่งเบา ราวการจมดิ่งลงในฟองหนาๆ อีกครั้ง หูแว่วเสียงพูดพึมพำของพี่ชุน แต่เริ่มฟังไม่เข้าใจ จนสำนึกสุดท้ายรู้สึกได้ว่า ตัวเองเป็นเพียงจุดเล็กๆ ในความมืดที่เวิ้งว้าง

บทความก่อนหน้านี้“นักวิชาการแถลงผลงานวิจัย พร้อมเสนอตัวชี้วัดที่สำคัญในการพัฒนาที่ยั่งยืน ในแง่ของการเงินและการค้า”
บทความถัดไป‘วรงค์’ ยก 6ปฏิบัติการณ์ ซัด พรรคชังชาติ ทำสงครามมวลชน ชวนเชื่อ ชักจูงคนเข้าลัทธิ