อภิญญา ตะวันออก / หมูบิน! จ้าวเวหา : การกลับมาครั้งสุดท้ายของฝ่ายเสรี

อภิญญา ตะวันออก

อาการสงบงันของชางจนสามารถนำเครื่องกลับมาทรงตัวได้ปกติ ช่างเป็นสิ่งสุดทึ่ง

แต่การที่ระบบไฮดรอลิกถูกเจาะด้วยกระสุนปืน ทำให้อุปกรณ์เบรกและระบบควบคุมการลงจอดอัตโนมัติเกิดความเสียหายตามมา โดยที่นี้ ทางออกเดียวดีที่สุดคือ บินกลับพนมเปญ

ในความเยือกเย็นนั้น ยิ่งทำให้ชางรับการวางใจจากคู่บัดดี้ กีย์รู้สึกโชคดีมาก ที่นอกจากบาบาลแล้ว ก็ชางนี่เองที่ดีเด่นทักษะ สมเป็นหมูบิน! แถวหน้า

ทว่าขณะนี้บริษัทเขมราอากาศและเกือบทั้งหมด ต่างสูญเสียรายได้ไปกับระบบประกันอุบัติเหตุจากสงคราม ที่เกิดบ่อยขึ้นทั้งจากการโจมตีจากฝ่ายคอมมิวนิสต์และอื่นๆ

เช่น กรณีบี-17 เครื่องบินโบอิ้งขนาด 4 เครื่องยนต์ซึ่งตกกลางทุ่งนาในจังหวัดพระตะบอง โชคดีที่นักบินต่างปลอดภัย แต่โชคร้ายที่ผู้โดยสารรวมทั้งลูกเรือครึ่งหนึ่งเกิดหมดสติจากการสำลักควันไฟและแรงกระแทก

ไม่แต่เท่านั้น แทนที่พวกเขาจะได้รับความช่วยเหลืออย่างทันท่วงที แต่กลับถูกปล้นสะดมตามมาจากชาวบ้านในละแวกนั้น

ถึงตอนนี้ สถิติ 4 ปีการบินของกีย์ที่เขมร ก็ถูกบันทึกไว้ที่จำนวน 4,000 ชั่วโมง อีกยังเป็นช่วงเวลาที่เขาและชางต้องเดินทางไปสหรัฐอเมริกา ในภารกิจรับมอบเครื่องบินดีซี-7-ลำใหม่ เพื่อบินนำเครื่องกลับประเทศกัมพูชา โดยการซื้อขายทั้งหมดนี้เกิดขึ้นโดยนายหน้าชาวจีนในแคนาดา ผู้ติดต่อผ่านทางชางอีกต่อหนึ่ง

ก่อนเดินทางเพียงวันเดียว พวกกัปตันหมูบิน! ในพนมเปญเกือบทั้งหมดได้ไปรวมตัวกันที่สำนักงานเขมราอากาศ เพื่อแสดงความอาลัยต่อการจากไปของเคว็นนี กัปตันนักบินชาวไอริชผู้ประสบอุบัติเหตุ เมื่อเครื่องบินซี-46 ของเขาเกิดชนกับภูเขาในลาวตอนเหนือ

และนั่นคือที่มาของการดื่มเพื่อกล่าวคำอำลา ในทันทีที่วิสกี้ไหลรินเข้าสู่กระแสเลือด พลันบทเพลงบัลลาดแบบไอริชโดยนักบินอเมริกันก็ดังขึ้น จากนั้นก็ถึงตาหมูบิน! ผู้มีดนตรีในสายเลือดจากตากาล็อก; ต่อด้วยบทเพลงแห่งความอบอุ่นสมัยกลางของชาวไต้หวัน

ก่อนจบด้วย “ชีวิตสีชมพู” – “La vie en rose” เพลงสดุดีชีวา ที่คล้ายจะประชดประชันชีวิตตัวเองอย่างไรอย่างนั้น

 

นับว่าการออกเดินทางไปไมอามี่เพื่อรับเครื่องบินลำใหม่นี้ จึงเป็นเหมือนจุดเริ่มต้นของความหวังในธุรกิจการบินพาณิชย์กัมพูชาที่ยังพอมีโอกาสเป็นไปได้ แม้สถานการณ์ในประเทศจะดูเหมือนฝ่ายคอมมิวนิสต์กำลังพิชิตชัยชนะ

การเจรจาซื้อขายซึ่งเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วเมื่อ 7 สัปดาห์ก่อน และตอนนี้กีย์รู้สึกตื่นเต้นจนแทบจะรอกลับพนมเปญไม่ไหว สำหรับภารกิจนำเครื่องบินลำใหม่บินกลับเขมร

แรกทีเดียว เริ่มจากการทดสอบเครื่องยนต์บินเลียบฝั่งแปซิฟิกข้ามมายังนครลอสแองเจลิส และแวะตรวจสมรรถนะ ระบบน้ำมันเชื้อเพลิงที่โฮโนลูลู เปลี่ยนถ่ายอะไหล่เครื่องยนต์ และบินย้อนกลับไปฮาวายเพื่อทำการซ่อมบำรุง

อย่างไรก็ตาม หวนนึกถึงความหน้าเลือดของนายหน้าพวกนั้น พลันกีย์ก็รู้สึกเดือดดาลในความล่าช้าที่ยืดเยื้อจากการถ่วงเวลาเพื่อทำกำไร และการกลับไปเพื่อเปลี่ยนคืนสินค้าระหว่างทางมิดเวย์ เพื่อบินไปเส้นทางเกาะกวม-ฟิลิปปินส์ จุดแวะผ่านก่อนจะเข้าไซ่ง่อนของเวียดนามใต้

กระนั้น เกิดเหตุการณ์ที่ทำให้สองกัปตันต้องติดแหง็กอยู่ที่มะนิลา จากเหตุเลือกตั้งครั้งใหญ่ในฟิลิปปินส์ ที่ทำให้ทั้งเมืองกลายเป็นอัมพาตไปชั่วคราว ทั้งกิจการธนาคารและอื่นๆ ต้องหยุดทำการถึง 2 วัน รวมทั้งสนามบิน

ให้ตายเถอะ! อย่างไรเสีย แผนการบินไปกัมพูชาจุดหมายสุดท้ายก็มาถึง ชางนั้นถึงกับฮัมเพลงและออกคำสั่งให้กีย์ปฏิบัติตามในภารกิจทิ้งทวนไปไซ่ง่อน

อย่างไรก็ตาม การบินข้ามทะเลจีนใต้ไปทางเวียดนามใต้นั้น พลันอุบัติการณ์ที่ไม่คาดคิดจากการเกิดระเบิดประหนึ่งพลุไฟฟาดเปรี้ยงลงด้านหน้าห้องนักบิน จนเกิดความสั่นสะเทือนเหมือนถูกโจมตี

ชางนั่งประจำการ เขาตรวจสอบระบบอุปกรณ์เครื่องยนต์ ทั้งแบตเตอรี่สปอตไลต์ต่อต้านอากาศยานที่อาจทำงานล้มเหลว

ถึงตอนนี้ พวกเขาต่างสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นที่นี่? เนื่องจาก 3 สัปดาห์ก่อน พวกเขายังจดจำได้แม่นยำถึงเขตเซฟโซนของฝ่ายรัฐบาลเวียดนามใต้ ที่เป็นไปตามแผนการบิน

ทว่าบัดนี้สองกัปตันเกิดความสงสัยในการตกเป็นฝ่ายถูกโจมตีว่า เป็นไปโดยฝ่ายใดกันแน่? หรือว่า พวกเขาถูกเวียดกงสงสัยว่ากำลังบินสอดแนม? แต่ว่า อะไรเล่า? ทำไมเวียดกงจึงเข้ามาควบคุมเขตการบินของฝ่ายเวียดนามใต้?

สองกัปตันตัดสินใจเบี่ยงเส้นตรงสู่สนามบินตันซอนยัตแห่งกรุงไซ่ง่อน ที่ซึ่งพวกเขาสามารถเช็กข้อมูลพื้นที่บินผ่าน ตลอดจนรวบรวมข้อมูลเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นหลังกลางเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา (2518)

จนเมื่อเครื่องบินสามารถลงจอดอย่างปลอดภัยในเวลา 2 นาฬิกา ตามมาด้วยพิธีส่งมอบข้อมูลเครื่องบินต่อเจ้าหน้าที่สนามบินที่ดูเหมือนอยากให้จบๆ และกลับไปนอนต่อนั้น พลัน สองกัปตันหมูบิน! รีบตรงดิ่งไปยังถนนกาตินัตที่ซึ่งไนต์คลับของโรงแรมมาเจสติกโฮเต็ลยังเปิดให้บริการ และเป็นที่ทราบกันดีว่า เป็นที่สุมหัวของพวกนักบินในไซ่ง่อน

เปาโล เบอร์โตนี นักบินเกษียณวัยหมาดๆ ผู้คร่ำหวอดในวงการ และเพิ่งมาสมทบพร้อมด้วยข่าวร้ายที่เขาประกาศให้ทราบถึงการรุกคืบของฝ่ายเวียดนามเหนือ ที่ใกล้ไซ่ง่อนเข้ามาทุกที และมันยากที่พวกเขาจะทำใจยอมรับในผลกระทบที่กำลังจะตามมา

และมันคือทุกสิ่งทุกอย่างที่หมูบิน! ทั้งสองได้ประจักษ์ด้วยสายตา จากสนามบินถึงไนต์คลับ ทุกหนแห่งมีแต่แสงไฟที่เกิดจากการระดมยิงปืนขึ้นฟ้าเป็นระยะๆ ตลอดเวลาที่ดังลอดเล็ดเข้ามาในไนต์คลับ

ในทางกลับกัน ไม่มีข่าวสารเกี่ยวกับกัมพูชาจากนักบินคนใดในไซ่ง่อน

 

เมื่อกลับไปตันซอนยัตในตอนสาย ข่าวดีที่รายงานกลไกการทำงานของเครื่องบินไม่มีความเสียหาย อย่างไรก็ตาม ข่าวร้ายคือ การขออนุมัติถอนเงินดอลลาร์จำนวนมาก ตามสิทธิ์ที่นักบินทั้งสองพึงได้รับอนุญาตทำให้พวกเขาต้องรอออกไปอีก 2 วัน

อย่างไรก็ตาม ความพยายามเข้าถึงข้อมูลความขัดแย้งของพนมเปญดูจะน้อยนิดมาก จนสองหมูบิน! ไม่สามารถประเมินสถานการณ์เป็นจริงที่ควรจะทราบ นอกจากรอยยิ้มแห้งแล้งของเจ้าหน้าที่ภาคพื้นดินที่เคร่งเครียด สำหรับประเทศที่กำลังสิ้นฤทธิ์เพราะคอร์รัปชั่นเรื้อรัง จนองคาพยพของประเทศไม่เหลือความสำคัญ

อย่างไรก็ตาม การที่พวกเขาไม่ประเมินสถานะของตนได้ ก็เหมือนตกลงมาจากหลุมอากาศด้วยเช่นกัน

ชางยังอยู่ที่หน้ามอนิเตอร์ ฟังคำสั่งจากหอควบคุมการบินเดิมๆ ที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงนั่นคือ ช่องจอดเลน 23 อีกด้านหนึ่ง ดูเหมือนความเคร่งเครียดในน้ำเสียงของเจ้าหน้าที่คนเก่าของหอการบินจะเปลี่ยนไปแล้ว และพวกเขารู้สึกถึงมันได้ก็ตอนที่มีเสียงระเบิดเปิดฉาก และการต้อนรับสู่สนามโปเชนตง!

อย่างไรก็ตาม มันคือการตัดสินใจของกัปตันที่จะแตะล้อลงไปบนรันเวย์แล้ว และนั่นคือความเชื่อมั่นอีกครั้งที่มีต่อชางในการแท็กซี่เครื่องบินไปบนรันเวย์ มันทำให้กีย์ไม่รู้สึกหวั่นกลัวต่อระบบสนามบินโปเชนตงที่ถูกทำลายจากระเบิด กระสุนปืนและทุกสิ่ง ณ เวลานี้

ณ โรงเก็บเครื่องบิน สองกัปตันดีดตัวออกมาจากเจ้าสลาลมลำใหม่อย่างไร้เรี่ยวแรง มันคือความรู้สึกโดดเดี่ยวที่ว่างเปล่าจากความแปลกแยกที่พวกเขาประสบบนสนามบินแห่งนี้

และตอนนั้นเอง ที่กีย์ตัดสินใจบอกชางถึงความต้องการทิ้งกัมพูชา

 

ระหว่างเข้ากรุงพนมเปญ ชางโน้มน้าวให้กีย์เปลี่ยนใจ ด้วยข้ออ้างที่ว่า อย่างไรเสียอาชีพนักบินก็ยังมีสัญญาค้ำประกันทางอาชีพ อย่างไรก็ตาม สุ้มเสียงของชางกลับแตกพร่า บ่งบอกถึงสิ่งตระหนักและประสบมันทันทีที่ทหารเขมรแดงยึดกรุงพนมเปญ

หรือนี่คือทางแยกแห่งการจากลาของเหล่าหมูบิน! จากนี้ไป ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินการณ์ และจบลงด้วยชีวิตที่สังเวยให้แก่เขมรแดง

แม้ว่าที่ผ่านมาหรืออย่างน้อย พวกเขา-หมูบิน! จะไม่เคยต่อต้านกลุ่มเขมรแดงอย่างเป็นทางการ และความจริงที่ว่า นายทุนบริษัทการบินกัมพูชายังคาดว่า ที่สุดแล้วพวกเขาสามารถเจรจาธุรกิจกับรัฐบาลคอมมิวนิสต์ ด้วยเหตุนี้ พวกเขาจึงไม่คิดหนีออกนอกประเทศ

มันชัดเจนแล้วว่า จากนี้ไป พวกหมูบิน! เกือบทั้งหมดในกัมพูชาที่ซึ่งพวกเขาเข้าใจอะไรได้ เว้นเสียแต่ว่าอพยพออกไปเสีย หรือมิฉะนั้นก็ไม่สามารถจะอยู่ต่อไปได้ ณ ขณะนี้

ระหว่างทางขับรถผ่านถนนที่บ้านเรือนถูกทิ้งร้าง กีย์กล่าวว่า เขารู้สึกเห็นใจต่อกลุ่มทหารชุดดำผู้มีสภาพน่าเวทนา เช่นกัน สำหรับผองเพื่อนพี่น้องบางกลุ่ม สมาชิกครอบครัวบางคน ที่อาจออกไปนอกกรุงพนมเปญไปแล้ว และไม่มีใครเลยที่สามารถให้ข้อมูลชัดเจนแก่เขาได้ แม้แต่เจ้าหน้าที่ของสมาคมฝรั่งเศส

ฤๅจะเหลือแต่เขากับชางเท่านั้นที่ตกค้าง

บทความก่อนหน้านี้การเลือกตั้งที่ยุ่งยาก กับ ‘อิทธิพล’ ที่มีผลต่อความเป็นไปของประเทศ
บทความถัดไป(S)election : ถาม-ตอบ กับ “ชัชชาติ” เทคโนโลยี-นวัตกรรมยุคใหม่ กับทางรอด-โอกาสคนไทยในอนาคต