หลังเลนส์ในดงลึก/ปริญญากร วรวรรณ/ ‘เดินทางกับม้าศึก’

ม.ล.ปริญญากร วรวรรณ
ช้างป่า - บ่อน้ำที่ขุดขึ้นในป่าทุ่งใหญ่ สัตว์ป่าอื่นๆ รวมทั้งช้างได้ใช้ในฤดูแล้ง

หลังเลนส์ในดงลึก/ปริญญากร วรวรรณ

‘เดินทางกับม้าศึก’

ความ “โชคดี” อีกประการที่ผมได้รับคือมีโอกาสเริ่มทำงานในป่าเร็ว

เริ่มเร็ว แต่ก็ช้าเกินกว่าจะ “ทัน” ความอุดมสมบูรณ์ต่างๆ ที่เคยมีอยู่ในป่า อย่างที่ได้ยินคนที่ “ทัน” ยุคสมัยนั้นพูดทำนองว่า

“สัตว์ป่ามันมีเยอะซะจนไม่คิดว่าจะหมดหรอก”

ป่าที่ผมเริ่มทำงานทุกแห่ง เป็นผืนป่าอนุรักษ์แล้ว

ผม “ฝังตัว” อยู่ในป่าเหล่านั้น ทำงานร่วมกับพวกเขา ราวกับเป็นคนงานคนหนึ่ง

หน่วยพิทักษ์ป่ากะแง่สอดในป่าทุ่งใหญ่ ดูในแผนที่ ดูเหมือนที่นี่จะอยู่ในตำแหน่งใจกลางผืนป่า และเป็นหน่วยที่อยู่ห่างจากสำนักงานเขตมากที่สุดด้วย

ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรทั้งสองด้าน คือ ด้านตะวันออกและด้านตะวันตก มีความเหมือนกันอย่างหนึ่งคือ เส้นทางสัญจร ระหว่างหน่วยพิทักษ์ป่า กับสำนักงานเขต นั้นเรียกว่า “พอไปได้” ในฤดูแล้ง

ถึงฤดูฝน สภาพเส้นทางก็เปลี่ยนไป

จากพอไปได้ กลายเป็นเวลาที่ต้องเพิ่มขึ้นเป็นวันๆ หรือหลายวัน

หน่วยนี้อยู่ไกล แต่ “เจริญ” กว่าหน่วยอื่น

“หน่วยไกลๆ ต้องเจริญกว่าหน่วยใกล้ๆ ฉะนั้น ใครอยากสบายก็ไปอยู่ไกลๆ” สมปอง ทองสีเข้ม หน.เขตคนก่อน มีนโยบายเช่นนี้

หน่วยพิทักษ์ป่ากะแง่สอด จึงมีไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ มีจานสัญญาณดาวเทียมรับสัญญาณโทรทัศน์ ระบบน้ำประปาภูเขา

รวมทั้งโทรศัพท์แบบใช้บัตร

“พวกเขาจะได้โทร.ถามข่าวคราวครอบครัวได้ บางทีช่วงฝนสองเดือนไม่ได้กลับบ้าน” หัวหน้าเขตบอก

“เราใช้แทร็กเตอร์ส่งเสบียง หรือถ้าไม่ไหวจริงๆ ก็ใช้คนนี่แหละแบก แต่ส่วนใหญ่ตอนหน้าแล้ง เราจะขนข้าวสารไปตุนไว้ ยังไงก็มีข้าว มีพริก มี เกลือ พวกเขาก็อยู่กันได้แล้ว”

เจ้าหน้าที่เกือบทุกคนในหน่วย เป็นคนสัญชาติไทย เชื้อชาติกะเหรี่ยง ผู้ใช้ชีวิตสอดคล้องกับธรรมชาติอยู่แล้ว

 

หน่วยล้อมรอบด้วยป่าดิบเขา มีแหล่งน้ำ โป่ง และทุ่งหญ้า จากข้อมูลของชุดลาดตระเวน บอกให้รู้ว่า บริเวณนี้มีสัตว์ป่าชุกชุมเพราะความอุดมสมบูรณ์ของแหล่งอาหาร

“หน่วยนอกจากจะอยู่ไกล ผมคิดว่าที่นั่นอยู่ในพื้นที่ค่อนข้าง ‘อ่อนไหว’ ความชุกชุมของสัตว์ป่าเป็นตัวเรียกให้คนล่ามุ่งหน้ามา”

ขบวนการค้าสัตว์ป่า มีข้อมูล รู้ดีไม่ต่างจากคนที่รู้ว่า หากต้องการสินค้าอะไร ควรไปหาซื้อที่ไหน

หัวหน้าจึงจัดให้มีเจ้าหน้าที่ในหน่วยมากถึง 16 คน

แบ่งเป็นชุดลาดตระเวนได้สองชุด

ชุดแรก อเนก หัวหน้าหน่วย วัย 40 กลางๆ เป็นหัวหน้าชุด ลูกทีมเขาอยู่ในวัยใกล้เคียง

ส่วนอีกชุด มีอุไร ชายหนุ่มจากบ้านแม่จันทะ วัย 27 ปี เป็นหัวหน้าชุด

ลูกทีมทุกคนอยู่ในวัย 20 ต้นๆ

อุไร, สถาพน, ธวัช, สุขสันต์ และจอนวย

ชุดลาดตระเวนชุดนี้ได้รับชื่อว่าชุด “ม้าศึก”

 

ผมอยู่ที่นี่

ได้รับโอกาสร่วมเดินกับชุดม้าศึก เห็นพวกเขาทำงาน ทุกคนผ่านการอบรมการลาดตระเวนเชิงคุณภาพมาแล้วอย่างเข้มข้น ชำนาญการหาร่องรอยทั้งคนและสัตว์ป่า การใช้อาวุธและเครื่องมือนำทาง บันทึกพิกัด การเข้าปะทะ จับกุม รวมทั้งงานหาข่าว

สถาพนได้รับรางวัลในงานเลี้ยงปีใหม่ ในฐานะเจ้าหน้าที่ลาดตระเวนที่เดินป่ามากที่สุด

ปีที่ผ่านมา สถาพนเดินในระยะทาง 1,400 กิโลเมตร

“ชุดไหนคนขาด ผมก็ไปเดินกับเขาครับ” สถาพนไม่ช่างพูด บอกเสียงเบา

เพื่อนๆ ให้ฉายาเขาว่า “สถาพน คนแพ้รัก”

ดูเหมือนชายหนุ่มผู้อกหัก ที่จริงเขาแพ้ยางต้นรัก ถ้าโดนจะเป็นผื่นทั้งตัว

จอนวย ขยัน ไม่หยุดนิ่ง นั่งกับที่ได้ไม่เกิน 5 นาที เพื่อนๆ มักแกล้งจับตัวไว้ไม่ให้ลุกหนีไปได้ แต่จอนวยจะฉวยจังหวะตอนเพื่อนเผลอลุกหนีจนได้

ตอนเดินป่า จอนวยเป็นผู้คุม เวลาหยุดพัก เขาจะเดินไป-มา สักพักจะพูด

“ไปต่อ ไปต่อ”

ทุกคนต้องลุกขึ้น ยกเป้ขึ้นหลัง เดินต่อ ตามคำสั่งเขา

 

ชุดม้าศึก คล้ายจะ “คึก” น้อยลง เมื่อหัวหน้าสั่งให้ลาดตระเวนทางน้ำ

แผนคือ ล่องแพไปตามแม่น้ำ และแวะเดินขึ้นไปตามลำห้วยเล็กๆ เพื่อสำรวจร่องรอยต่างๆ

“ให้เดินป่า ขึ้นเขาชันๆ หรือเดินหลายๆ วัน ผมไม่กังวลเลยครับ แต่ทางน้ำนี่ไม่ชอบเลย” อุไร หัวหน้าชุดผู้กล้าแกร่ง พูดเบาๆ เมื่อลงไปอยู่ในแพ

“อย่ากลัว อ่านสายน้ำให้ออก คอยฟังคำสั่งและจ้วงพายให้ดี” หนานทา ผู้เชี่ยวชาญการล่องแพจากอุ้มผาง เข้ามาสอน

หน้าผาสูงชันขนาบ บีบลำน้ำให้แคบเป็นร่องน้ำไหลแรง แก่งหินหลายแก่งมีความยากเกินระดับห้า ตามมาตรฐานการล่องแก่ง

เริ่มจากความไม่คุ้นเคย ไม่นานพวกเขาปรับตัวและผ่านพ้นมาได้

มีรอยตีนสัตว์ป่าริมฝั่งมาก

พวกเขาได้เห็นความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่ ซึ่งพวกเขาต้องปกป้องดูแลในอีกมุมหนึ่ง

 

ในแต่ละวัน เราไปไม่ไกลนัก

ใช้เวลากว่าครึ่งเดือนในการเดินทาง

สำหรับผม “การเดินทางไม่เพียงเป็นสายตาของนักเขียน” อย่างที่คุณ ‘รงค์ วงษ์สวรรค์ ว่าไว้

แต่มันทำให้เรารู้จักกันมากขึ้น

กับชุดม้าศึก พวกเขาไม่เป็นแค่ชุดลาดตระวนจากหน่วยพิทักษ์ป่าที่มีคุณภาพสูง

เวลาในป่า และการเดินทาง เปลี่ยนความสัมพันธ์ให้เราคล้ายเป็นญาติสนิท

 

ริมสายน้ำ อุณหภูมิลดต่ำกว่า 5 องศาเชลเชียส

จอนวยลุกไปหาฟืนมาเติมกองไฟ

ผมมองกองไฟและคิดถึงเรื่องการเดินทาง

อย่างหนึ่งที่ผมรู้แล้วคือ การเดินทาง เราต้องเลือกพาหนะที่เหมาะสม

ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางภายนอกหรือภายใน

อีกสิ่งที่รู้คือ เราต้องหาซื้อตั๋วที่จะเดินทางกับพาหนะนั้นด้วยตัวเอง

โดยเฉพาะการเดินทาง “ข้างใน”

มีคนจำนวนมากซื้อตั๋วขึ้นพาหนะ และเดินทางไปได้ไกล

ผมเจอพาหนะที่จะเดินทาง

แต่คงต้องใช้เวลาอีกสักระยะ จึงจะหาที่ซื้อตั๋วพบ

 

 

บทความก่อนหน้านี้บทความพิเศษ/นงนุช สิงหเดชะ/ อนค.โดน ‘สะเก็ดระเบิด’ ตัวเอง
บทความถัดไป“อนาคตใหม่” พบชาวคลองเตย ย้ำ ‘รัฐสวัสดิการ‘ ออกแบบเพื่อทุกคนเท่าเทียม