บทความพิเศษ/นงนุช สิงหเดชะ/ทีมงาน ‘ทรัมป์’ จับมือ ‘รัฐประหาร’ งานบริหาร ป้องกัน ‘ผู้นำป่วยจิต’ สร้างหายนะ

นงนุช สิงหเดชะ

บทความพิเศษ/นงนุช สิงหเดชะ

 

ทีมงาน ‘ทรัมป์’ จับมือ ‘รัฐประหาร’ งานบริหาร

ป้องกัน ‘ผู้นำป่วยจิต’ สร้างหายนะ

 

ระยะนี้เรียกได้ว่าโดนเต็มๆ สำหรับโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ เมื่อหนังสือพิมพ์ 2 ฉบับซึ่งล้วนเป็นเบอร์ใหญ่และทรงอิทธิพลของอเมริกา อย่างนิวยอร์ก ไทม์ส และวอชิงตัน โพสต์ พร้อมใจกันตีพิมพ์บทความและหนังสือเปิดโปงแบบถึงไส้

บทความและหนังสือดังกล่าว เป็นข้อมูลที่ได้จาก “คนวงใน” ภายในทำเนียบขาว ซึ่งทำงานใกล้ชิดกับทรัมป์

สิ่งที่ถูกเปิดโปงออกมา เป็นคำตอบกระจ่างชัดว่า ทำไมทรัมป์จึงทำในสิ่งที่คนปกติไม่ทำกัน

และทำไมเขาสร้างความปั่นป่วนให้กับอเมริกาและโลกได้ขนาดนี้

 

นิวยอร์ก ไทม์ส ตีพิมพ์บทความเขียนโดยบุคคล “นิรนาม” ที่บอกเพียงว่ามีตำแหน่งเป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงในคณะทำงานของทำเนียบขาว และเป็นหนึ่งในผู้ที่ขัดขืนไม่เห็นด้วยกับทรัมป์

เนื้อหาสำคัญมีการแฉว่าทรัมป์เป็นคนไร้ศีลธรรม ต่อต้านประชาธิปไตยและการค้าเสรี ขี้โวยวายและหุนหันพลันแล่นที่นำไปสู่การตัดสินใจผิดพลาดหลายครั้ง

พร้อมกับปลอบใจชาวอเมริกันว่า แม้เวลานี้อเมริกาจะอยู่ในช่วงเวลาแห่งความวุ่นวาย แต่ขอให้เชื่อว่าในคณะทำงานทำเนียบขาวชุดนี้ ยังมีคนที่เป็น “ผู้ใหญ่” พอที่จะประคับประคองประเทศนี้ไปได้

นอกจากนี้ยังระบุอีกว่า หลายคนแสดงความต้องการอย่างลับๆ อยากให้มีการใช้รัฐธรรมนูญมาตราที่ 25 ปลดประธานาธิบดีออกจากตำแหน่ง ซึ่งเป็นกระบวนการที่ง่ายกว่าการใช้วิธีถอดถอน (อิมพีชเมนต์)

แต่เนื่องจากไม่ต้องการให้เกิดวิกฤตรัฐธรรมนูญ ทางทีมงานจึงใช้วิธีพยายามช่วยกันควบคุมเรือลำนี้ไม่ให้ออกนอกเส้นทางมากเกินไปจนกว่าทรัมป์จะพ้นตำแหน่ง

ภายหลังบทความนี้เผยแพร่ออกไป ทรัมป์ออกมาด่ากราด บอกว่าคนเขียนขี้ขลาดตาขาว พร้อมกับไล่ล่าหาชื่อคนเขียน

 

ส่วนซารา แซนเดอร์ส โฆษกทำเนียบขาว ทำในสิ่งที่น่าสะพรึงกว่านั้น ด้วยการใช้ทวิตเตอร์เผยแพร่เบอร์โทรศัพท์ของนิวยอร์ก ไทม์ส และเชิญชวนให้ชาวอเมริกันที่สนับสนุนทรัมป์กระหน่ำโทร.ไปจิกเพื่อกดดันให้นิวยอร์ก ไทม์ส ยอมเปิดเผยชื่อคนเขียน

ทำให้หลายคนตอกกลับโฆษกหญิงรายนี้ว่าทำผิดกฎหมายเพราะไปเผยแพร่เบอร์โทรศัพท์ของคนอื่น และอาจทำผิดในข้อหาใช้ตำแหน่งหน้าที่โดยมิชอบ

เพราะบัญชีทวิตเตอร์ที่เธอใช้เป็นบัญชีของราชการ ไม่ใช่ส่วนตัว

 

ไล่เลี่ยกันนั้น วอชิงตันโพสต์ ตีพิมพ์เนื้อหาย่อของหนังสือชื่อ Fear : Trump in the White House เขียนโดยบ๊อบ วู้ดวาร์ด รองบรรณาธิการใหญ่วอชิงตันโพสต์ ความยาว 448 หน้า ซึ่งวางจำหน่ายไปเมื่อวันที่ 11 กันยายนที่ผ่านมา

เนื้อหาในหนังสือนี้ ตอกย้ำและสอดคล้องกับสิ่งที่ปรากฏในนิวยอร์ก ไทม์ส นั่นคือทำให้ได้เห็นเนื้อแท้ของความเป็นทรัมป์ที่ใกล้เคียงวิกลจริต

ผู้เขียนบอกว่า ข้อมูลในหนังสือนี้ได้มาจากการสัมภาษณ์ “คนวงใน” ภายในทำเนียบขาว, ผู้ที่เห็นเหตุการณ์โดยตรง, จากบันทึกการประชุม จากเอกสารราชการและจากไดอารีส่วนตัวของบุคคลภายในทำเนียบขาว

แก่นของหนังสือดังกล่าว เผยให้เห็นถึงความพยายามของกลุ่มคน “วงใน” ที่เป็นผู้ช่วยระดับสูงของทรัมป์ ร่วมมือกันอย่างลับๆ เพื่อควบคุมแรงกระตุ้นของทรัมป์และป้องกันหายนะต่อทั้งตำแหน่งประธานาธิบดีเองและต่อชาติ

กลุ่มผู้ช่วยเหล่านี้พากันปฏิบัติการ “รัฐประหารงานบริหาร” ด้วยการแอบดึงเอกสารราชการบางอย่างออกจากโต๊ะทำงานของทรัมป์ เพื่อไม่ให้ทรัมป์เห็นหรือเซ็นมัน

อย่างเช่น แกรี่ คอห์น ที่ปรึกษาเศรษฐกิจของทรัมป์ (ปัจจุบันลาออกไปแล้ว) แอบขโมยเอกสารว่าด้วยการถอนสหรัฐออกจากข้อตกลงการค้าเสรีกับเกาหลีใต้ออกจากโต๊ะทรัมป์ เพื่อไม่ให้ประธานาธิบดีเซ็น

เขาบอกกับเพื่อนร่วมงานว่าทำอย่างนี้เพื่อป้องกันความมั่นคงของชาติและทรัมป์ก็ไม่ได้สังเกตว่าเอกสารหายไป

ต่อมาทรัมป์อยากให้สหรัฐถอนตัวจากข้อตกลงเขตการค้าเสรีอเมริกาเหนือหรือนาฟต้า เขาออกคำสั่งให้ทีมงานพิมพ์เอกสาร

ร็อบ พอร์เตอร์ เลขานุการทีมงานทำเนียบขาว พิมพ์เอกสารตามคำสั่งทรัมป์ แต่พอร์เตอร์เกรงว่าหากถอนตัวออกไปจะก่อให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจและวิกฤตสัมพันธ์กับต่างประเทศ จึงไปปรึกษาคอห์น ในที่สุดคอห์นก็ใช้วิธีเดิม คือแอบดึงเอกสารออกจากโต๊ะทรัมป์

 

จิม แมตทิส รัฐมนตรีกลาโหม เป็นอีกคนหนึ่งที่โมโหและอารมณ์เสียให้กับความไม่รู้ของทรัมป์ โดยเปรียบเปรยว่า ความรู้ ความเข้าใจของทรัมป์เกี่ยวกับความมั่นคงและความสำคัญของงานข่าวกรองนั้นเท่ากับเด็กเกรด 5 หรือ 6

แมตทิสเป็นอีกคนหนึ่งที่ไม่ทำตามคำสั่งทรัมป์ มีอยู่ครั้งหนึ่ง ทรัมป์อยากให้แมตทิสลอบสังหารประธานาธิบดีอัล-อัสซาด ของซีเรีย ทรัมป์โทร.ไปหาแมตทิส สั่ง (ด้วยคำหยาบ) ว่า “ฆ่าแม่งเลย บุกเข้าไปเลย ฆ่าพวกมันให้เยอะๆ”

แมตทิสตอบว่า เดี๋ยวจัดการให้ทันทีเลยครับ แต่หลังจากวางหูโทรศัพท์ แมตทิสบอกกับผู้ช่วยของเขาว่า เราจะไม่ทำอะไรแบบนั้น เราต้องรอบคอบให้มาก

ขณะเดียวกันยังแฉให้เห็นถึง “การป่วยทางจิต” ของทรัมป์ โดยเขามักจะตะคอกใส่ทีมงานระดับสูงและดูถูกเหยียดหยามอยู่ทุกวัน ทำให้จอห์น เอฟ เคลลี่ หัวหน้าทีมงานทำเนียบขาว อารมณ์เสียอยู่บ่อยๆ

กระทั่งเคลลี่บ่นกับเพื่อนร่วมงานว่า

“ประธานาธิบดีมีปัญหาทางจิต ปัญญาอ่อน มันไร้ประโยชน์ที่จะโน้มน้าวอะไรเขา เขาออกนอกเส้นทางไปแล้ว เราอยู่ในเมืองบ้าๆ ผมไม่รู้ว่าพวกเรามาอยู่ที่นี่ทำไม มันเป็นงานแย่ที่สุดเท่าที่ผมเคยทำมา”

 

ว่ากันว่าคนรอบตัวของทรัมป์ แทบจะไม่มีใครรอดพ้นจากการดูถูกเหยียดหยามจากทรัมป์

ผู้เขียนบรรยายต่อไปว่า ช่วงที่มีการแต่งตั้งโรเบิร์ต มุลเลอร์ อัยการพิเศษ เป็นหัวหน้าทีมสอบสวนคดีรัสเซียแทรกแซงการเลือกตั้งสหรัฐ ซึ่งเกี่ยวโยงกับทีมหาเสียงของทรัมป์และลูกชายนั้น ทรัมป์โกรธและวิตกจริตสุดขีด คำรามลั่นว่า “ทุกคนพยายามจะเล่นงานผม”

บรรดาผู้ช่วยของทรัมป์เปรียบเทียบว่าอาการแบบนี้คล้ายกับอาการของริชาร์ด นิกสัน ในวันสุดท้ายของการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี

นี่เป็นเพียงตัวอย่างบางส่วนของหนังสือเท่านั้น ยังมีอีกหลายอย่างที่อ่านแล้วไม่น่าเชื่อว่าอเมริกามาถึงจุดที่ได้ผู้นำแบบนี้ได้อย่างไร

แน่นอน ทรัมป์ไม่ยอมรับหนังสือเล่มนี้ พร้อมกับกล่าวหาว่าเป็นเรื่องที่แต่งขึ้นมาเอง

 

บ๊อบ วู้ดวาร์ด ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ คือนักข่าวแนวสืบสวนสอบสวนมือฉกาจของวอชิงตันโพสต์ มีความแม่นยำด้านข้อมูล มีชื่อเสียงลือลั่นจากการขุดคุ้ยคดี “วอเตอร์เกต” จนทำให้ริชาร์ด นิกสัน แห่งพรรครีพับลิกัน ต้องลาออกจากตำแหน่งประธานาธิบดีเมื่อปี พ.ศ.2517 ถือเป็นผู้นำคนแรกในประวัติศาสตร์สหรัฐที่ต้องลาออก

ข่าวนี้ทำให้วอชิงตันโพสต์ได้รับรางวัลพูลิตเซอร์ โดยผู้ป้อนข้อมูลลึกสุดๆ ให้กับวู้ดวาร์ดและวอชิงตันโพสต์ เป็นบุคคลนิรนามที่ถูกเรียกว่า “ดีพ โธรต” (Deep Throat)

มีความพยายามตามหาว่าใครคือดีพ โธรต แต่ด้วยจรรยาบรรณของสื่อที่ต้องปกป้องแหล่งข่าวที่มีคุณค่าและน่าเชื่อถือ ทำให้วอชิงตันโพสต์รักษาความลับนี้ไว้

กระทั่ง 31 ปีผ่านไป คือในปี พ.ศ.2548 จึงมีการเผยโฉมดีพ โธรต ว่าแท้จริงแล้วคือมาร์ก เฟลต์ ซึ่งในขณะนั้นดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการเอฟบีไอ

ประวัติศาสตร์ของริชาร์ด นิกสัน อาจยาวนานไปสำหรับทรัมป์ เขาจึงไม่จำเป็นบทเรียน หากแต่พยายามดิสเครดิตผู้เขียนว่าไม่มีความน่าเชื่อถือด้านข้อมูล

หากคิดทบทวนให้ดี ทรัมป์น่าจะนึกออกว่า นี่คือปฐมบทที่จะนำไปสู่จุดจบแบบเดียวกับนิกสัน เพราะการที่คนวงในนำข้อมูลสุดลึกไปบอกนักข่าว ย่อมหมายความว่าคนวงในเหล่านั้นทนไม่ไหวแล้ว ไม่มีช่องทางอื่นจะปลุกสติทรัมป์แล้ว

บางทีคราวนี้ “ดีพ โธรต” ของวู้ดวาร์ดและวอชิงตันโพสต์ อาจมีหลายคนมากกว่ายุคนิกสัน

บทความก่อนหน้านี้ฟ้า พูลวรลักษณ์ : น่าเสียดายเพื่อไทย / อนาคตใหม่คือความหวัง ?
บทความถัดไป“ปลื้ม​ สุรบถ” ลูก ‘ชวน’ คอนเฟิร์ม! เข้า ปชป.พ่อสนับสนุน ไม่หวั่นถูกเปรียบเทียบ