ขี่มอเตอร์ไซด์สองพันกว่ากิโลเมตรจากบ้าน(เชียงใหม่) ข้ามมาถึงปีนัง (เป้าหมายสิงคโปร์)

ราชัน ศรีสกุลชวาลา

สิ่งที่ผมไม่รู้มาก่อน เกี่ยวกับการขี่มอเตอร์ไซค์ จากเชียงใหม่ไปสิงคโปร์คนเดียว (10)

เดินออกจากโรงแรมห้าโมงกว่า หิวโซอีกแล้ววันนี้ ทั้งวันดื่มกาแฟกิตติมศักดิ์ของพี่จ็อบ กับคิกคาปู้ และโค้กอีกหน่อย ขี่จนลืมหิวข้าว พออาบน้ำเสร็จค่อยนึกได้ว่ายังไม่ได้กินอะไร เป็นแบบนี้มาหลายวัน หิวโซทุกที แต่ก็ยังดีโรงแรมอยู่ในจอร์จทาวน์ เดินไปหาอะไรกินได้ง่ายๆ

เดินไปก็คิด จอร์จทาวน์ในโลกนี้มีหลายที่ มันเป็นเพราะอะไร คนถึงตั้งชื่อเมืองว่าจอร์จทาวน์

ค้นดูก็มาเข้าใจว่า ในสมัยที่อังกฤษเข้ามาค้าขายหรือครอบครอง ก็ได้ตั้งชื่อเมืองเพื่อให้เป็นเกียรติกับพระราชาของเขาในสมัยนั้น ที่ชื่อจอร์จ..นี่คือเมืองของจอร์จ ของพระเจ้าจอร์จ…จอร์จทาวน์

ถ้าเป็นในอินเดีย การตั้งชื่อตามพระราชาอังกฤษ คงจะตั้งให้เป็นเกลียดมากกว่าจะเป็นเกียรติ…

แต่พิจารณาแล้วก็คงเป็นพระราชาที่ยิ่งใหญ่มาก เพราะจนทุกวันนี้ ทุกคนยังคงเอ่ยถึงท่านบ่อยๆ

…โอ้พระเจ้าจอร์จ…

แล้วก็เจอร้านอาหารมังสวิรัติ…โอ้พระเจ้าจอร์จ…รีบสั่งมาทันทีหนึ่งจาน

ร้านอาหารมังสวิรัติในปัจจุบันมีหลายคอนเซ็ปต์มาก ยิ่งในเมืองฮิปๆ เช่นเมืองนี้ ก็จะมีหลายแบบให้เลือก

ร้านนี้เป็นแบบเน้นสุขภาพสุดๆ เป็นการกินเพื่ออยู่ ไม่ใช่อยู่เพื่อกิน ตรงตามปรัชญาแห่งการไม่ยึดติดกับรสชาติ ซึ่งอาหารจากร้านประเภทนี้มักจะไม่ค่อยอร่อย

และเมื่ออาหารมาถึงก็…โอ้พระเจ้าจอร์จ…รสชาติหยั่งกะไม้กวาด อ้วกแตกจริงๆ กินประทังหิวไปครึ่งจาน แล้วก็เช็กบิล รู้สึกดีใจที่หลุดออกมาจากร้านได้

เอาวะ กินอีกร้านก็ได้ 2 มื้อรวดละกัน แล้วก็เจอร้านอาหารอินเดีย

ผมยังไม่เคยเจอร้านอาหารอินเดียที่ไม่มีอาหารมังสวิรัติ คนอินเดียหรือคนที่มีเชื้อสายอินเดียทานมังสวิรัติกันเยอะมาก ส่วนใหญ่ก็ทานด้วยความเชื่อทางศาสนา

หลายๆ เว็บไซต์ ประมาณจำนวนคนอินเดียที่ทานอาหารมังสวิรัติเฉพาะในอินเดียมีถึง 400-500 ล้านคน ประมาณครึ่งหนึ่งของประชากรอินเดียนั่นแหละ

ร้านนี้ก็ไม่แปลกไปจากร้านอื่น…ไม่จำเป็นต้องอุทานเพื่อรำลึกถึง…พระเจ้าจอร์จ…

ในร้านอาหารอินเดียทั่วไป นอกจากจะเจออาหารมังสวิรัติแล้ว จะมีส่วนประกอบที่มักจะได้รับอยู่เสมออีกสองสามเรื่อง คือ…

มีรสชาติ

อาจถูกปาก หรือไม่ถูกปาก แต่ไม่มีจืดชืดไร้รสชาติแน่นอน ทั้งยามกิน และเมื่อยามเช้าที่นั่งอยู่ในห้องน้ำ…มีรสชาติทั้งขาเข้าขาออก…แน่นอน

ส่วนประกอบต่อมาคือ…ทั้งเจ้าของร้าน พ่อครัว และพนักงานเสิร์ฟ

หน้าโหด แต่ใจดี

ซึ่งจะนำไปสู่ส่วนประกอบอีกอย่างคือ…

ความสนุกสนาน

และร้านนี้ก็ไม่แปลกไปจากร้านอื่น

เสียงดังมาจากประเทศที่ปกติจะพูดคุยกันแบบเงียบมาก สามสาวหน้าตาจิ้มลิ้มมาจากประเทศญี่ปุ่น เจ้าหล่อนคงได้รับส่วนประกอบจากความสนุกสนาน และนำไปสู่ส่วนประกอบอีกอย่างหนึ่งนั่นคือ

ความกล้าจะเป็นตัวของตัวเอง

ซึ่งผมก็มีความกล้ามากขึ้นเช่นกัน…ที่จะถามสามสาวหน้าตาจิ้มลิ้มโต๊ะข้างๆ ว่า “ยูมาจากไหน” พร้อมรอยยิ้มแบบพระเอกหนังอินเดีย

สามสาวคงนึกในใจ…โอ้พระเจ้าจอร์จ…

กินอิ่มเสร็จก็เดินดูเมือง เป็นเมืองที่สวยงาม ไม่มีตึกสูง มีแต่ตึกเตี้ยๆ คล้ายๆ ตึกแถว แต่เป็นสมัยเก่า เมื่อใส่ร้านอาหาร ร้านกาแฟสมัยใหม่เข้าไปก็ให้เสน่ห์ที่มองแล้วก็เข้าใจได้ว่าทำไมคนชอบมาเที่ยวกัน

แล้วแดเนียลก็โทร.มา “รถยูเสร็จเรียบร้อย ไอรออยู่ที่หน้าโรงแรมยูละ” ด้วยความเกรงใจไม่อยากให้แดเนียลรอนาน เลยรีบขึ้นอูเบอร์กลับไปรับรถที่หน้าโรงแรม กล่าวขอบคุณจากใจจริงทั้งแดเนียลและลูกน้องมือขวาผู้รู้ใจของเขา จอดรถเข้าที่เสร็จก็ขึ้นห้อง เตรียมเข้านอน

วันนี้เป็นวันที่ 5 ของการเดินทาง ระยะทางวันนี้ 223.2 ก.ม. พาตัวเองมาได้ไกลข้ามประเทศมาถึงปีนังได้อย่างปลอดภัย รวมระยะทางจากเชียงใหม่ 2,049 ก.ม.

สองพันกว่ากิโลเมตรจากบ้าน…จากธุรกิจครอบครัว

ประสบการณ์หนึ่งเข้ามาในห้วงความคิดคำนึง คิดว่ามันจะมีแต่ในหนัง แต่เมื่อประสบในชีวิตจริงไม่ให้ความรู้สึกรื่นรมย์ชวนติดตาม

มีคนอยู่ในห้องประชุม 5 คน ขณะที่ 4 คนกำลังบอกว่านี่คือสิ่งที่ถูกต้อง อีกหนึ่งคนบอกว่านี่คือไม่ถูกต้อง

เมื่อเป็นเรื่องของธุรกิจครอบครัว คุณวุฒิและวัยวุฒิที่สูงกว่า คือคนที่จะสรุปได้ว่าอะไรถูกต้อง และอะไรไม่ถูกต้อง

คนที่มีคุณวุฒิและวัยวุฒิน้อยที่สุดในห้องประชุม เป็นหนึ่งเดียวที่ยืนกรานว่ามันไม่ถูกต้อง คงไม่ใช่สถานการณ์ที่ใครในโลกจะพึงประสงค์ แต่พระเจ้าก็ประทานมาให้

เหตุการณ์เกิดขึ้นสามปีมาแล้ว ทำไมเรื่องนี้วนเข้ามาในหัว

อ้อ…เพราะเสื้อที่เตรียมจะใส่พรุ่งนี้ “STAND UP FOR WHAT YOU BELIEVE IN EVEN IF YOU STAND ALONE” ยืนหยัดยึดมั่นในสิ่งที่เชื่อ ถึงแม้จะต้องยืนอยู่คนเดียว”

ผมไม่ถอยแม้แต่ก้าวเดียวในห้องประชุมนั้น…

หลังจากนั้นไม่นาน…ความจริงก็ปรากฏ มันปรากฏว่าคุณวุฒิและวัยวุฒิที่ต่ำต้อยที่สุดเพียงคนเดียว ที่ถูกต้อง

แต่กว่าจะผ่านเหตุการณ์นั้นไปได้…ถ้าเป็นในหนังมันเป็นเรื่องราวของพระเอก แต่ในชีวิตจริง เจ็บปวดแสนสาหัส…และนี่ก็ดูจะเป็นอีกครั้งหนึ่ง ผมมั่นใจว่านี่ก็เป็นอีกครั้งหนึ่ง

สามปีหลังจากนั้น ถึงแม้จะถูกขอร้องให้พัก แต่ผมทราบดี และทุกคนทราบดี

ผมยืนหยัดในสิ่งที่ผมเชื่อ และผมยืนอยู่คนเดียว ขี่มอเตอร์ไซค์สองสูบสีแดงอยู่คนเดียว

สองพันกว่า ก.ม.จากบ้าน

จากมาคนเดียว และผมจะเป็นฝ่ายถูกต้อง

การถูกขอให้พักคือการทุบอีโก้…ในฐานะมนุษย์ สิ่งนี้คือความเจ็บปวด

การรอคอยคือสิ่งที่ต้องทำ…ในฐานะมนุษย์ที่ขี่สองสูบสีแดง…พระเจ้าไม่ประทานพรสวรรค์ด้านนี้มาให้เลยแม้แต่น้อย…การรอคอยเปลี่ยนเป็นความเจ็บปวด

การเสียโอกาสคือสิ่งที่ต้องยอมรับ…ในฐานะนักธุรกิจ สิ่งนี้ก็เป็นความเจ็บปวด…

เจ็บปวดแสนสาหัส แต่ความมั่นใจยังคงเต็มเปี่ยม ไม่แน่ใจว่าอะไรมากกว่ากัน

รู้แต่ว่าความมั่นใจมันไม่เสียดแทง…ความเจ็บปวดมันเสียดแทง…

บทความก่อนหน้านี้ทราย เจริญปุระ : ผู้เลือก “จากไป”
บทความถัดไปหมอวรงค์ จ่อประกาศเจตนารมณ์การเมือง ลั่น ‘ผมมีอะไรมากกว่าที่หลายคนคิด’