สำรวจโรงเรียนลูกและคนเร่ร่อนในต่างแดน

แม่หวาน ละมุนมัม

พี่จี๋คะ

ชีวิตเมืองนอกใครว่าสบาย?

หวานไม่เห็นด้วยเลยค่ะต่อให้ผ่านชีวิตต่างแดนมามากมายแค่ไหนก็สู้เมืองไทยบ้านเราไม่ได้

ที่เมืองเพิร์ธประเทศออสเตรเลียเองก็มีระบบระเบียบคล้ายกับญี่ปุ่นหรือคล้ายกับประเทศที่เจริญแล้วพัฒนาแล้วทั่วไปค่ะ

คือจะมีคนที่เข้าระบบได้หมายถึงคนที่ขยันทำมาหากินอยู่ในประเทศนั้นๆ ได้อย่างสบาย

กับคนที่เข้าในระบบไม่ได้อาจจะด้วยเชื้อชาติหรือการยอมรับที่ไม่อยู่ในเงื่อนไข ในระบบของเขา

คนเหล่านี้ดูจะเพิ่มพูนมากขึ้นในประเทศพัฒนาแล้วเหล่านี้

Mosman Park เป็นที่ตั้งของโรงเรียนลูกสาว ที่ทำให้หวานต้องมาไกลเพื่อมาอยู่อาศัยกับเธอ

โรงเรียนเธอคือโรงเรียนเอกชนท่ามกลางค่าเล่าเรียนที่ถูกจนเรียกได้ว่าเรียนฟรีในออสเตรเลีย

การส่งลูกเข้าเรียนในโรงเรียนเอกชนที่ค่าเทอมปีละเฉียดล้านบาททำให้เป็นที่สงสัยของสังคมคนเอเชียฐานะกลางๆ ของเราพอสมควร

ในความเป็นจริงเมื่อเราทนการศึกษาของเมืองไทยไม่ไหว เราก็มักจะเลือกประเทศที่การศึกษาและความปลอดภัยเป็นเลิศ

ยิ่งถ้าประเทศนั้นมีความสงบเงียบ ผู้คนเรียบง่าย อาศัยอยู่กับธรรมชาติอย่างเป็นมิตรแล้วก็ถือว่าเหมาะกับหวานและลูกเป็นอย่างยิ่ง

โรงเรียนรัฐบาลหลายที่ รวมทั้งโรงเรียนในญี่ปุ่นที่อ้าแขนต้อนรับเราด้วยราคาที่เป็นมิตร เราไม่เลือกเลยสักโรงเรียน

แต่เรากลับมาเลือกโรงเรียนใน Mosman Park ที่มีตำแหน่งที่ตั้งอยู่บนยอดเขาล้อมรอบไปด้วยดอกกุหลาบขาว สามารถมองลงไปเห็นแม่น้ำสวอน ท่ามกลางนกนางนวล หงส์ดำ เนินหญ้าสีเขียว เรือยอชต์ และแสงแดดจ้า

ทำให้หวานประทับใจในความกลมกลืนของธรรมชาติที่ Mosman เป็นที่สุด

 

โรงเรียนหญิงล้วนอายุร้อยกว่าปี ที่อาม่าและน้องอาม่าของลูกสาวพากันมาร่ำเรียนและเป็นนักเรียนเก่าเมื่อ 60 ปีก่อน

โรงเรียนเก่าแก่ที่เหล่ากง เหล่าม่า นำพาลูกสาว หลานสาวมาร่ำเรียนเช่นนี้คงไม่ได้เกิดขึ้นง่ายๆ ถ้าไม่ดีจริง ไม่มีคุณภาพจริง

คุณครูและนักเรียนต่างมีความเอื้ออาทรซึ่งกันและกัน ไม่อิจฉาริษยา ตบตี ดราม่าแย่งแฟน หรือพ่นคำหยาบใส่กันแต่อย่างใด

นักเรียนหญิงทุกคนแต่งตัวถูกระเบียบเรียบร้อยตั้งแต่หัวจรดเท้า เดินหน้าเชิดหลังตรงอย่างกุลสตรีตลอดเวลา แลดูน่ารักน่าชังเป็นที่สุด

ลูกสาวหวานค่อนข้างเป็นลิงเป็นค่างอยู่ที่บ้านสวนธรรมมายาวนาน

ถ้าได้มาขัดเกลาบ่มเพาะ อบรม ความเป็นกุลสตรีเก๋ๆ ที่นี่ก็คงดีไม่น้อย

หลังจากที่ได้ศึกษาข้อมูลได้ทัศนศึกษาเยี่ยมชมโรงเรียน และพูดคุยกับครูนักเรียนในโรงเรียนบ้างแล้วก็ไม่ยากนักที่หวานจะทุ่มทุนส่งเธอเข้าเรียนยังโรงเรียนในฝันของใครต่อใคร

 

Nedlands และ Claremont เป็นดินแดนแหล่งไฮโซที่อยู่รอบโรงเรียนและรอบนอกเมือง การหาบ้านจึงเป็นไปค่อนข้างลำบากยากเย็น

เพื่อนญี่ปุ่นและเพื่อนออสซี่หลายคนแนะนำนอกเมืองไกลสุดกู่เพื่อราคาที่ถูกลงกว่าในเมือง

แต่หวานก็ไม่สามารถไปอยู่ได้ถ้าไกลจากโรงเรียนเกินความจำเป็น

เนื่องด้วยทางโรงเรียนมีรถบริการรับส่งอยู่แล้ว และหวานไม่อยากให้เวลาเรียนอันมีค่าของลูกสูญหายไปกับการเดินทาง

ทั้งหวานและลูกจึงค่อนข้างเลือกบ้านเป็นพิเศษและยินดีรอคอยจนกว่าเราทั้งคู่จะได้บ้านที่ถูกใจ

โชคดีที่น้องรักแนะนำบ้านเพื่อนสนิทชาวเวียดนามที่อาศัยอยู่ที่เมืองเพิร์ธมายาวนานให้หวานพักอยู่อาศัยด้วยกัน

แมนชั่นของคุณมินยูเพื่อนชาวเวียดนามเป็นแมนชั่นสองชั้น

ชั้นล่างเป็นครัวกับห้องนั่งเล่นที่มีเพดานสูงโปร่งโล่งทำให้บ้านดูกว้างขวาง

ส่วนชั้นบนเป็นห้องนอนแยกสองห้องนอนสองห้องน้ำ ตรงข้ามแมนชั่นเป็นสวนสาธารณะสีเขียวขจีที่มีต้นไม้ใหญ่สุดสมบูรณ์และศาลานั่งเล่นอยู่ตรงกลาง

แน่นอนแมนชั่นของเธออยู่ใจกลางเมืองช่างเป็นโลเกชั่นที่วิเศษสุด

เราแม่ลูกจึงสะดวกที่จะใช้ Blue CAT หรือรถบัสที่นั่งฟรีไปไหนๆ เพื่อการชิมลิ้มรส และศึกษาทำความเข้าใจเมืองแทนการขับรถ

–แม่กลิ่นแปลกๆ นะคะ แบบว่าเหม็นมากเลย

หวานก็ได้กลิ่นเช่นเดียวกับลูกสาว โดยเฉพาะช่วงใกล้ค่ำที่ชาวอะบอริจิ้นพากันหลั่งไหลลงมาจากรถบัสพร้อมข้าวของสัมภาระพะรุงพะรังสวนกับหวานและลูกที่กำลังจะขึ้นรถบัสแบบแนบชิด แน่นอนกลิ่นนั้นเข้าจมูกอย่างแรง

–ดูเขามีความสุขนะคะแม่ จับกลุ่มนั่งเล่น นอนเล่น ไม่ต้องอาบน้ำอาบท่า ใช้ชีวิตเรื่อยๆ ตามสวนสาธารณะบ้าง ศาลาบ้าง ไม่ต้องคิดมาก

สาวน้อยเล่าไปตามความคิดของเธอ ถ้าคิดตามความคิดของสาวน้อยก็ไม่ผิดนัก

แต่เราจะรู้ได้อย่างไรล่ะว่าเขาเหล่านั้นไม่คิดมาก เขาอาจจะคิดมาแล้วมากมาย พยายามหางานทำ พยายามใช้ชีวิตที่เข้าสู่ระบบให้ได้

แต่เมื่อมันเข้าไม่ได้ เข้าไม่ถึงจะให้ทำเช่นไร แน่นอนคงไม่มีใครอยากเป็นคนเร่ร่อนที่สังคมรังเกียจ

 

ชีวิตในเมืองที่สุดแพง สุดหรู ไม่ได้สวยหรูอย่างที่คิด

เศรษฐกิจที่ทำเอานักธุรกิจหลายรายซบเซา เจ๊งอย่างไม่เป็นท่ายังคงทำงานของมันอยู่ บ้างก็หลุดจากระบบ บ้างก็เครียดจนต้องหันหลังให้สังคม

ชีวิตคนเราแน่นอนที่ไหน ดังเช่นเมืองไทยยุค 4.0 นั่นล่ะ เอาแน่ไม่ได้ ไม่มีอะไรที่ถาวรเที่ยงแท้

แต่ที่เที่ยงแท้คือเราต้องกินต้องใช้ ต้องขึ้นรถเมล์คันเดียวกัน

เดินเล่นในสวนสาธารณะด้วยกันกับกลุ่มคนเร่ร่อนทั้งผิวดำและผิวขาวที่หลุดออกจากระบบอย่างต่อไม่ติด บ้างเมามายทั้งของมึนเมาและยา ตามถังขยะป้ายรถเมล์ บ้างนั่งคุยเพลิดเพลินในรถเมล์ บ้างนั่งนิ่งไม่ไหวติง บ้างมานอนเอาความอุ่นในรถเมล์

รถเมล์คือสังคมคือชีวิตเล็กที่หวานกับลูกได้แชร์ร่วมกับคนนอกระบบ หรือคนเร่ร่อน เขาเหล่านั้นไม่ได้มาทำร้ายกัน หรือฆ่ากันเหมือนในเมืองไทยนะคะพี่จี๋ เพียงแต่เหมือนเขาดูจะทุรนทุรายกับตัวของเขาเองอย่างน่าเวทนา

คนเร่ร่อนส่วนมากที่สัมผัสจะสงบเสงี่ยม อยู่เงียบๆ เฉพาะในกลุ่มของตัวเองมากกว่าค่ะ หรือไม่ก็หลับใต้ต้นไม้อย่างสบายอารมณ์ นั่งเล่นกีตาร์ไป คุยกับนกกับอีกาไปอย่างน่าเพลิดเพลิน

หรือว่าจะเหมือนกับที่ลูกสาวว่าก็ได้นะคะพี่จี๋ ที่บอกว่าเขาต่างก็มีความสุข สงบ อยู่กับธรรมชาติอย่างรื่นรมย์กว่าคนในระบบเป็นไหนๆ


หวานเริ่มเห็นด้วยกับลูกสาวมากขึ้นแล้วค่ะ แล้วก็พยายามที่จะผ่อนคลายอารมณ์ หาความรื่นรมย์บ้างเพื่อสุขภาพจิตที่ดีค่ะ

บทความก่อนหน้านี้เก็บตกการประชุมนานาชาติที่เนปาล
บทความถัดไปทวีปที่สาบสูญ หรือแม่จะรู้แล้วว่า