ขอแสดงความนับถือ/ฉบับประจำวันที่ 5-11 กุมภาพันธ์ 2564

ขอแสดงความนับถือ

 

จดหมายของปิยพงศ์ (เมืองหละปูน)

พร้อมภาพเก่า เล่าเรื่อง ในตะกร้าจดหมาย

กระเด้งขึ้นมาเตะตา

และมีแรงกระตุ้นอย่างแรง ให้เอามาถ่ายทอดสู่ผู้อ่านคนอื่นด้วย

ปิยพงศ์ (เมืองหละปูน) เขียนไว้อย่างนี้

 

…ไทยครองอันดับต้นๆ ของโลกในเรื่องความเหลื่อมล้ำของผู้คนในชาติ

ช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจน ห่างกันจนไม่มีชาติไหนในโลกสู้ชาติไทยได้

ภาพที่ส่งมาให้ด้วย คงไม่ต้องอธิบายมาก

นอกจากยืมกลอนนิราศภูเขาทอง ของสุนทรภู่ มาแตะใต้ภาพเล็กๆ น้อยๆ

“เมื่อเคราะห์ร้ายกายเราก็เท่านี้ ไม่มีที่พสุธาจะอาศัย”

นี่เป็นส่วนหนึ่งของช่องว่างส่วนล่างสุด

ส่วนช่องว่างของส่วนบนสุด ผู้คนบางตระกูล สะสมที่ดินหลายแสนไร่

บางตระกูลเป็นล้านไร่

การครองอันดับโลก มิใช่โชคช่วย แต่ได้เพราะความสามารถจริงๆ

สงสารบ้านเมืองเหลือเกิน ผับผ่า

ดารานำแสดง : ส่วนล่างของช่องว่างรายหนึ่ง ที่สี่แยกเอสเอบี ถนนเจริญกรุง ของกรุงเทพฯ เมืองฟ้าอมร

ตากล้อง ปิยพงศ์ (เมืองหละปูน)

ป.ล. ขออุทิศความดีนี้ให้แก่เหล่ากลุ่มคนสมคบคิดกันเข้ามาล้มกระดาน

เมื่อ 19 กันยายน 2549

และ 22 พฤษภาคม 2557

จนประเทศไทยของเราผงาดขึ้นมาเป็นอันดับต้นๆ ของโลก ในด้านเฮงซวยนี้ กันจนได้

ขอให้เจริญๆ กันถ้วนหน้านะ

บ้านเมืองเดินมาถึงจุดนี้ได้

ก็เพราะพวกพระเดชพระคุณกันจริงๆ

 

เรื่องความเหลื่อมล้ำ หลายคนคงพยักหน้าเห็นด้วย

แต่ทีเด็ดทีขาด ที่จดหมายข้างต้นเตะตามากเป็นพิเศษ

ก็เป็นเพราะ ป.ล. จากปิยพงศ์ (เมืองหละปูน) เป็นด้านหลัก

ที่กล่าวถึงการล้มกระดาน

เมื่อ 19 กันยายน 2549

และ 22 พฤษภาคม 2557

ซึ่งปิยพงศ์ (เมืองหละปูน) เชื่อว่า เป็นสาเหตุที่ทำให้ไทยเราติดอันดับต้นๆ ด้านความเหลื่อมล้ำ

กว่าสิบปีที่ผ่านมา การปฏิวัติ รัฐประหาร ทำให้สังคมไทย “เฮง” หรือ “ซวย” อย่างไร

หลายคนคงมีคำตอบอยู่แล้ว

 

และตอนนี้ วันนี้ เพื่อนบ้านของเรา คือเมียนมา ทำให้เราหวนคิดถึง 2 วันดังกล่าวอีกครั้ง

ใช่แล้ว เชื้อปฏิวัติไม่มีวันตายสำหรับภูมิภาคนี้

เมื่อ พล.อ.มิน อ่อง ลาย ผบ.ทหารสูงสุด เมียนมา กระทำการยึดอำนาจ

ควบคุมตัวนางออง ซาน ซูจี ที่ปรึกษาแห่งรัฐและรัฐมนตรีต่างประเทศเมียนมา รวมถึงผู้นำพรรคเอ็นแอลดีคนอื่นๆ เมื่อช่วงเช้าของวันที่ 1 กุมภาพันธ์

อ้างเหตุมีโกงเลือกตั้ง

พร้อมประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน 1 ปี

มีการแต่งตั้งให้ พล.อ.มินต์ ส่วย ทำหน้าที่ประธานาธิบดีชั่วคราว

ยังไม่รู้ว่า พล.อ.มิน อ่อง ลาย จะนำพาเมียนมากลับเข้าบ้านและปิดประเทศ ขังตนเองเหมือนอย่างรัฐบาลทหารเดิมหรือไม่

และนานเพียงใด

 

แต่ตอนนี้ ไทยกับเมียนมา กลายเป็นคู่แฝดของโลก ที่ตัดสินทางการเมืองโดยการรัฐประหารไปแล้ว

แม้ไทยจะก้าวหน้ากว่าเล็กน้อย ด้วยการใช้แป้งตราการเลือกตั้ง ปะบนหน้ามาระยะหนึ่ง

ถึงกระดำกระด่างแต่ก็พออ้างได้ว่ามาจากการเลือกตั้ง

ส่วนเมียนมาที่กลับไปใช้ทานาคาโปะหน้า

ยังไม่รู้ว่าจะกลบเกลื่อนริ้วรอยรัฐบาลทหารลงได้หรือไม่

ต้องติดตาม

บทความก่อนหน้านี้“พิชัย” รอด! อัยการไม่ฟ้อง “คดีกบต้ม” ชี้ เตือนนานจนเศรษฐกิจไทยทรุด “ประยุทธ์” กลับไม่ฟัง
บทความถัดไป“การุณ” โต้โฆษกรัฐบาล มีทุนสำรองเยอะ ไม่ใช่ฐานะการเงินเข้มแข็ง