สุจิตต์ วงษ์เทศ : ‘ไทย’ ลุ่มน้ำเจ้าพระยา มีต้นตอจาก ‘ไท’ เมืองแถน

ชาวบ้านหญิงชาย "ไม่ไทย" หลายชาติพันธุ์ (ดูจากการแต่งตัวต่างกัน) พบหลักฐานว่าล้วนพูดภาษาไทยเป็นภาษากลางเพื่อสื่อสารเข้าใจกันได้ สมัยอยุธยา เรือน พ.ศ.2000 (จิตรกรรมฝาผนังวัดเขียน อ.วิเศษชัยชาญ จ.อ่างทอง จากหนังสือ วัดเขียน กรมศิลปากร พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.2542)

 

‘ไทย’ ลุ่มน้ำเจ้าพระยา

มีต้นตอจาก ‘ไท’ เมืองแถน

 

คําว่า “ไทย” ที่พบครั้งแรกๆ ราว 800 ปีมาแล้วบริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยาในประเทศไทย มีต้นตอจากคำว่า “ไท” แห่งสิบสองจุไท ลุ่มน้ำแดง-ดำ ในเวียดนามเหนือ ที่เคลื่อนไหวไปมาตามเส้นทางการค้าดินแดนภายในนับพันๆ ปีมาแล้ว

คนไทยและเมืองไทย ได้คำว่า “ไทย” มาจากคำว่าไท แปลว่า คน หรือชาว เช่น ไทโคราช หมายถึงคนโคราช หรือชาวโคราช

คำว่าไท ถูกจัดไว้ในตระกูลภาษาไท-ไต (หรือไท-กะได) มีหลักแหล่งเก่าสุดราว 3,000 ปีมาแล้ว บริเวณ “โซเมีย” แถบมณฑลกวางสี ทางตะวันออกเฉียงใต้ของจีนต่อเนื่องกับทางตอนเหนือของเวียดนาม จากนั้นมีความเคลื่อนไหวและโยกย้ายไปมาตามเส้นทางการค้าดินแดนภายในภาคพื้นทวีป ถึงลุ่มน้ำโขง และลุ่มน้ำเจ้าพระยา ราว 2,500 ปีมาแล้ว

รัฐอยุธยาบริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยามีคำว่าไท โดยรับการแพร่กระจายจากภาษาและวัฒนธรรมไท-ไต ทางตอนเหนือของเวียดนาม พบร่องรอยอยู่ในคำบอกเล่าเก่าแก่เรื่องขุนบรม ซึ่งเป็นวีรบุรุษในตำนานของผู้ไท หรือไทดำ มีศูนย์กลางอยู่เมืองแถน (ปัจจุบันเรียกเป็นภาษาเวียดนามว่าเดียนเบียนฟู) นอกจากนั้น ยังพบหลักฐานอีกหลายอย่างว่ารัฐอยุธยามีวัฒนธรรมร่วมผู้ไท ได้แก่ ความเชื่อเรื่องแถน, ความเชื่อเรื่องขวัญ, ระบบศักดินา, บทสั่งเสียในนิราศ เป็นต้น

คนในรัฐอยุธยาบางกลุ่มตั้งแต่สมัยแรกพบหลักฐานเป็นลายลักษณ์อักษรเรียกตนเองว่า “ไท” ต่อมาด้วยความนิยมในภาษาบาลี-สันสกฤต ที่มากับศาสนาพุทธและศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ผลักดันให้คำว่าไท ถูกจับบวชเป็นบาลีว่า เทยฺย แล้วสะกดกลายรูปว่า “ไทย” สืบมาจนทุกวันนี้

 

ออกเสียงภาษาไทยต่างกัน

ผู้ไท หรือไทดำ พูดตระกูลภาษาไท-ไต ออกเสียงตรง คือ ท ออกเสียงว่า ท. ดังนั้น ไท ออกเสียงว่า ไท เป็นต้นทางให้สมัยอยุธยาตอนต้นพบชื่อคนไทย, เมืองไทย, ไทยใหญ่, ไทยน้อย

คนพูดภาษาไทย (ในตระกูลภาษาไท-ไต) ออกเสียงของคำว่าไท, ไทย ต่างกันเป็น 2 สำเนียง คือ ไท และไต โดยสรุปจากหนังสือความเป็นมาของคำสยามฯ ของจิตร ภูมิศักดิ์ (พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.2519 หน้า 549-550) ดังนี้

1. พวกใช้เสียงตรง คือ ท เป็น ท. ออกสำเนียง ไท ว่า ไท ได้แก่ ชาวไทย ภาคกลาง, ภาคอีสาน, ภาคใต้ ชาวลาว ลาวเหนือ, ลาวกลาง, ลาวใต้ ชาวผู้ไท สิบสองจุไท เวียดนามเหนือ

2. พวกใช้เสียงต่าง คือ ท เป็น ต. ออกสำเนียง ไท ว่าไต ได้แก่ ชาวไทยภาคเหนือ, ชาวลื้อ สิบสองพันนา ในจีน, และแขวงพงสาลี ในลาว, ชาวไทใหญ่ ในพม่า จิตร ภูมิศักดิ์ บอกว่า “ภาษาของเขาใช้ ต (non-aspirated หรือ สิถิล) แทนเสียง ท (aspirated หรือธนิต) หมดเกือบทุกคำ เช่น ทาง เป็น ตาง, ทาน เป็น ตาน, ท้าว เป็น ต้าว ฯลฯ”

[ผู้ไท หรือไทดำ ลุ่มน้ำแดง-ดำ ในเวียดนามปัจจุบัน มีทั้งสองพวกผสมกลมกลืนอยู่ด้วยกัน ได้แก่ พวกใช้เสียงตรง ออกสำเนียงไทว่า ไท และพวกใช้เสียงต่าง ออกสำเนียงไทว่า ไต]

 

ก่อนเป็น “ไทย”

ก่อนสมัยอยุธยาไม่พบหลักฐานโดยตรงชื่อเรียกตนเองว่าไทย หรือคนไทย แต่เพิ่งพบสมัยหลังดังหลักฐานความเป็นมาต่อไปนี้

1. คนไทย, เมืองไทย, ไทยใหญ่, ไทยน้อย ชื่อเหล่านี้พบเป็นลายลักษณ์อักษรครั้งแรก หรือเก่าสุดในบันทึกของลาลูแบร์ (ราชทูตฝรั่งเศส) เข้าไปอยุธยาในแผ่นดินพระนารายณ์เมื่อ พ.ศ.2230-2231 (แปลเป็นภาษาไทย โดย สันต์ ท. โกมลบุตร พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.2510 หน้า 27-29)

ลาลูแบร์บอกว่าชาวสยามในอยุธยาเรียกตนเองว่าไทย และเรียกอยุธยา (ประเทศ หรือราชอาณาจักร) ว่าเมืองไทย ส่วนไทยมี 2 พวก คือ ไทยน้อยกับไทยใหญ่ หลักฐานสมัยหลังจนทุกวันนี้ที่รับรู้เป็นสากลว่าไทยใหญ่อยู่ลุ่มน้ำสาละวิน (บางทีเรียกลาวพุงดำ เพราะมีลายสักสีดำรอบพุง) ไทยน้อยอยู่ลุ่มน้ำโขง (บางทีเรียกลาวพุงขาว เพราะไม่มีลายสักสีดำรอบพุง)

2. ชื่อเหล่านี้ คนไทย, เมืองไทย, ไทยใหญ่, ไทยน้อย ไม่เคยพบเป็นลายลักษณ์อักษรในที่อื่นก่อน พ.ศ.2230 ไม่ว่าในกรุงสุโขทัย, กรุงสุพรรณภูมิ หรือเมืองไหนๆ ในสุวรรณภูมิหรือในอุษาคเนย์ (“เมืองไท” คำนี้มีในจารึกพ่อขุนรามคำแหง แต่มีอายุสมัยหลังเพราะเป็นวรรณกรรมแผ่นดิน ร.3 สมัยกรุงรัตนโกสินทร์)

หมายความว่านับพันๆ ปีก่อน พ.ศ.2230 มีคนพูดตระกูลภาษาไท-ไต กระจายทั่วไปใน “โซเมีย” ทางตอนใต้ของจีน แต่คนเหล่านั้นไม่เรียกตนเองว่าคนไทย, ไทยใหญ่, ไทยน้อย และไม่เรียกประเทศตนเองว่าเมืองไทย เพราะคนพูดตระกูลภาษาไท-ไตเหล่านั้น เรียกตนเองด้วยชื่อต่างๆ ได้แก่ จ้วง, ต้ง, นุง, ผู้ไท, ไทดำ, ไทขาว, ไทแดง, ลาว, ลื้อ, คำตี่ เป็นต้น เรียกประเทศของตนตามชื่อต่างๆ ได้แก่ เมือง แถน, เมืองหม้วย, เมืองไล, เมืองพวน, เมืองเชียงขวาง, เมืองเวียงจันท์, เมืองเชียงรุ่ง, เมืองเชียงตุง, เมืองแสนหวี, เมืองเขิน, เมืองยอง เป็นต้น

3. คนไทยในรัฐอยุธยาเป็นไทยน้อย (มีบอกตรงๆ ในบันทึกลาลูแบร์) ซึ่งมีหลักแหล่งทั่วไปบริเวณลุ่มน้ำโขง แล้วกระจายกว้างขวางต่อเนื่องเป็นผืนเดียวกันถึงสิบสองจุไท (ตามคำบอกเล่าในตำนานเรื่องขุนบรม) อันเป็นถิ่นฐานเดิมของผู้ไท หรือไทดำ เมืองแถน

4. “เมืองไท” เป็นชื่อเรียกชุมชนขนาดใหญ่ หมายถึงเมืองของกลุ่มคนไท ตามประเพณีของผู้ไท หรือไทดำแห่งสิบสองจุไท (ในเวียดนามเหนือ) จิตร ภูมิศักดิ์ บอกไว้ในหนังสือ ความเป็นมาของคำสยามฯ (พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.2519 หน้า 607-608) แม้หลักฐานที่พบจะเป็นสมัยหลัง แต่แสดงความสืบเนื่องจากประเพณีดั้งเดิมอันเป็นต้นแบบให้คนไทยสมัยรัฐอยุธยาใช้เรียกอยุธยาว่า “เมืองไทย”

 

ไม่อิสรเสรี

ไท หรือไต เป็นชื่อของสิทธิ (หรืออภิสิทธิ์) ทางเศรษฐกิจ, การเมือง และสังคม ที่ได้รับจากเมืองหรือสังคม เป็นสิ่งที่มีทุกชาติพันธุ์ (หรือทุกชาติภาษา) ในภาคพื้นทวีปอุษาคเนย์ (หรือสุวรรณภูมิ) เช่น เป็นไท หรือไต เท่ากับเป็นคน ไม่ใช่ผีหรือสัตว์ จึงมีสิทธิ์ใช้น้ำจากแหล่งน้ำและลำธารเพื่อทำนาทดน้ำเหมือนไท-ไตอื่นๆ เป็นต้น

ไท หรือไต แปลว่า คน หรือชาว ในสังกัดของเมืองหรือสังคม ซึ่งเท่ากับเป็นไพร่ (ในบางกลุ่มชนสมัยหลังๆ หมายถึงทาส) ย่อมไม่มีอิสรเสรี ไม่เป็นเอกเทศ

ราวหลัง พ.ศ.2400 โดยอำนาจทางความรู้ของนักค้นคว้าชาวยุโรป ไท-ไตจึงเป็นชื่อเชื้อชาติ, ชนชาติ คนสมัยหลังก็รับรู้ตามตะวันตก แล้วไม่รู้ความหมายเดิม เลยทำให้ประวัติศาสตร์ไทยเป็นนิยาย [เก็บความโดยสรุปมาเรียบเรียงใหม่จากข้อเขียนของ อ.นิธิ เอียวศรีวงศ์ และ อ.ยุกติ มุกดาวิจิตร]