เสียงก้องจากเมืองตรัง “ใบมีดโกน” ขึ้นสนิม ของชายชื่อ “ชวน หลีกภัย” บาดถนนสาย “ชินวัตร” ไม่เข้า

ไม่อยากเชื่อเหมือนกันว่าจะได้ยินเรื่องราวเช่นนี้ซ้ำๆ เป็นครั้งที่ 4 จากนายชวน หลีกภัย นักการเมืองอาวุโส ระดับผู้แทนตลอดกาลของจังหวัดตรัง ระดับอดีตนายกรัฐมนตรี 2 สมัยของประเทศไทย และระดับประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ พรรคที่เก่าแก่ที่สุดของประเทศนี้

ครั้งที่ 1 ผมได้ยินตอนเป็นข่าวทางวิทยุขณะผมกำลังขับรถอยู่เมื่อหลายเดือนก่อน โดยมีเนื้อความทำนองว่า “ขอบคุณรัฐบาล คสช. ที่ช่วยจัดงบฯ ซ่อมแซมถนนในภาคใต้ โดยตนเป็นคนทำหนังสือประสานไปยังรัฐบาลด้วยตัวเอง และระบุว่าสมัยรัฐบาลทักษิณและรัฐบาลยิ่งลักษณ์แกล้งไม่จัดงบประมาณในการซ่อมแซมถนนในภาคใต้มาให้” ซึ่งเข้าใจร่วมกันว่า หมายถึงถนนเพชรเกษม หรือถนนสายหลักที่เชื่อมภาคใต้กับกรุงเทพมหานคร หรือกับภาคอื่นๆ ที่ชำรุดทรุดโทรมขนาดหนักมาเป็นเวลานาน

ครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2560 เป็นวันที่โรงเรียนสภาราชินี จังหวัดตรัง ได้เชิญท่านมาเป็นประธานเปิดกิจกรรมเสวนาวรรณกรรมในวาระครบ 81 ปีของโรงเรียน วันนั้นท่านไม่ได้พูดถึง “เย็นลมป่า” ผลงานทางด้านวรรณกรรมอันลือลั่นสมัยหลังเหตุการณ์นองเลือด 6 ตุลาคม 2519 ของท่านเอง หรือเรื่องราวการเขียน การอ่านใดๆ เลยแม้แต่ถ้อยคำเดียว มีแต่เรื่องการเมือง เรื่องการปลูกต้นไม้ริมทางหลวง รวมทั้งความคิดที่จะปลูกต้นสะตอให้นักท่องเที่ยวจากจีนเหมาลำ (เครื่องบิน) เดินทางมาชม “โม้งตอ” (ดอกสะตอ) และเรื่องการที่รัฐบาลสองพี่น้องตระกูลชินฯ ไม่ได้จัดงบฯ ซ่อมแซมถนนดังกล่าวให้

ครั้งที่ 3 เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2561 คือวันที่ท่านเดินทางไปแสดงปาฐกถาในฐานะกรรมการสภามหาวิทยาลัย วาระครบ 50 ปี ม.อ. (มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์) ที่ศูนย์ประชุมนานาชาติ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ นอกจากท่านได้พูดถึงบทบาทหน้าที่ของมหาวิทยาลัยกับสังคมแล้ว ท่านยังได้พูดถึงเรื่องที่รัฐบาลทักษิณ-รัฐบาลยิ่งลักษณ์ไม่ได้จัดงบประมาณซ่อมถนนภาคใต้ให้ด้วย

ครั้งที่ 4 เมื่อวันที่ 13 เมษายนที่ผ่านมา ภายหลังที่ท่านได้ร่วมพิธีทำบุญตักบาตรเนื่องในวันสงกรานต์กับพี่น้องประชาชนชาวตรัง ณ สวนสาธารณะสระกะพังสุรินทร์ ท่านก็ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนถึงเรื่องนี้อีกครั้งหนึ่ง

ผมกำลังจะบอกว่า ส่วนตัวผมเองได้ยินเรื่องนี้มาแล้วทั้งหมด 4 ครั้ง แต่ไม่ยืนยันว่า ที่ผ่านมานายชวนได้พูดถึงประเด็นนี้จริงๆ แล้วกี่ครั้ง กี่หน แต่ทุกครั้งที่ได้ยินเรื่องนี้ผมจะนำมาบอกเล่าและแสดงความคิดเห็นในสื่อสาธารณะเสมอมา

ถามว่า เนื้อหาสาระที่ท่านพูดซ้ำแล้วซ้ำเล่าเหมือนแผ่นเสียงตกร่อง และเหมือนกับอีกหลายๆ เรื่องที่สามารถพูดซ้ำได้ประโยคต่อประโยคอย่างหาตัวจับยากนั้น เป็นความจริงหรือไม่ ก็ต้องยอมรับว่า หลายๆ ถ้อยความเหล่านั้นเป็นความจริง

จริง, ที่ก่อนนี้ถนนภาคใต้ โดยเฉพาะสายหลักอย่างถนนเพชรเกษม มีสภาพที่ชำรุดทรุดโทรมอย่างหนัก ชนิดที่นั่งรถมาจากภาคอื่นที่เป็นถนนเรียบแปล้แล้วหลับอย่างสบายๆ จะต้องตกใจตื่นเมื่อรถแล่นเข้าสู่เขตพื้นที่ภาคใต้แถวๆ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์หรือชุมพร และมีสภาพเช่นนั้นไปเกือบตลอดเส้นทางจนถึงชายแดนประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซีย อันนี้ยังไม่พูดถึงถนนในระดับจังหวัด อำเภอ และตำบลอื่นๆ นะครับ

จริง, ที่รัฐบาลทักษิณ ชินวัตร เคยประกาศว่าจะจัดเงินงบประมาณสนับสนุนเพื่อการพัฒนาให้กับจังหวัด หรือพื้นที่ที่เลือกพรรคของตนก่อนที่อื่นๆ แต่ในส่วนของถนนภาคใต้ หรือถนนสายหลักที่นายชวนเอ่ยถึงบ่อยๆ นี้ เราไม่เคยมีข้อมูล หรือรับรู้ข่าวคราวมาก่อนว่า ทาง ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ที่ครองเสียงข้างมากของภาคใต้มาตลอด โดยเฉพาะนายชวน หลีกภัย แม่ทัพตัวจริงของพรรคได้ทำหน้าที่เป็นปากเป็นเสียงนำเสนอสภาพปัญหา นำเสนอโครงการเพื่อแก้ปัญหานี้มาแล้วมากน้อยแค่ไหน หรือไม่ อย่างไร

พูดถึงสภาพปัญหาการชำรุดทรุดโทรมของถนนสายหลักที่ลงมาภาคใต้ที่ก่อนนี้ขาดคนเหลียวแลมานานแสนนาน ก็ไม่ต่างกับสภาพของการให้บริการรถไฟสายใต้ ก่อนนี้ไม่ว่าสายหลักที่ไปถึงชายแดนประเทศมาเลเซีย หรือสายที่ไปนครศรีธรรมราช หรือสายที่มาตรัง ล้วนแล้วแต่ชำรุดทรุดโทรมทั้งเส้นทาง หัวรถจักร และตู้โดยสาร เหมือนกับเก่ามาจากภาคอื่นๆ แล้วนำมาใช้ใหม่กับภาคใต้บ้านเรา ประมาณนั้น

พูดกันเฉพาะ 2 เรื่องนี้ คือสภาพถนนสายหลักกับสภาพรถไฟสายใต้ที่ด้อยคุณภาพทั้งเส้นทางและการบริการมาก่อนนี้ เราต้องยอมรับความจริงอย่างหนึ่งว่า นอกจากเป็นการขาดการดูแลเอาใจใส่ของหน่วยงานราชการผู้รับผิดชอบโดยตรงแล้ว

ยังน่าจะเป็นความบกพร่องของนักการเมืองระดับ ส.ส.ภาคใต้ด้วยเช่นกัน

พูดกันตามความจริง, ส.ส. หรือผู้แทนภาคใต้เกือบทั้งหมดมักจะเดินทางด้วยเครื่องบิน เพราะหนึ่ง เป็นความสะดวกและรวดเร็ว เพราะสอง ไม่ต้องจ่ายค่าเดินทางเครื่องบินด้วยตัวเอง จึงจะมี ส.ส.ภาคใต้คนไหนบ้าง ตั้งแต่ชุมพรจังหวัดที่เป็นประตูสู่ภาคใต้ไปจนถึงนราธิวาสที่ยังเดินทางด้วยรถยนต์หรือการบริการของรถไฟ

เมื่อก่อนนี้ แต่ละสัปดาห์ แต่ละเดือน แต่ละปี มีแต่จะนั่งเครื่องบินข้ามหัวประชาชนผู้เลือกตนมาใช้สิทธิที่เหนือกว่า

จึงมีใครสักกี่คนที่จะเห็นสภาพถนนที่เป็นหลุมเป็นบ่อเกือบตลอดทาง จึงจะมีใครสักกี่คนที่นั่งรถไฟ เดินไปมาในขบวนเพื่อจะเห็นสภาพของตู้โดยสารชั้น 3 รวมทั้งห้องน้ำที่ถ่ายอุจจาระลงรางมาตั้งแต่ไหนแต่ไรอย่างไม่รู้เมื่อไหร่จะปรับปรุง จะมี ส.ส. สักคนไหมที่ติดอยู่ในขบวนรถไฟที่จะเสียเมื่อไหร่ก็ได้ เสียอยู่ในป่าตรงไหนก็ได้อย่างไม่มีใครบอกกล่าวอะไรว่าอีกเมื่อไหร่ นานแค่ไหนจะขยับขบวนไปต่อได้

ผมกำลังจะบอกว่า ที่ผ่านมาหลายสิบปีก่อนนี้ ก่อนที่จะไปผลิตวาทกรรมให้ร้ายผู้อื่น มีใครหน้าไหนเคยคิดที่จะพิจารณาและทบทวนบทบาทการเป็น “ผู้แทน” ของตน ของพรรค ของภาคใต้กันบ้างไหม

พูดกันเฉพาะ 2 เรื่องนี้พอ คือถนนรถยนต์ กับเส้นทางรถไฟ

แม่ทัพนายกองของพรรคเก่าแก่นี้เคยชวนบรรดา ส.ส. ที่ตนได้ปราศรัยหาเสียงให้ประชาชนเลือกมาตลอดทุกยุคทุกสมัย ได้ออกมานั่งรถยนต์จากกรุงเทพฯ กลับบ้านที่ภาคใต้พร้อมๆ กันสักครั้งไหม

ถ้าเคยทำมาก่อนบ้างคงได้เห็นและรับรู้สภาพถนนเส้นนี้มาก่อน และสภาพถนนคงไม่เลวร้ายเหมือนที่ชวนกันบ่นแบบไม่ได้ทำอะไร แก้ปัญหาอะไร อย่างที่เป็นข่าวและรับรู้กันในขณะนี้

ถ้าแม่ทัพนายกองของพรรคเก่าแก่พรรคนี้ได้เคยชวน ส.ส. ลูกทีมมานั่งรถไฟชั้น 3 กลับบ้านบ้างปีละสักครั้งสองครั้ง ก็จะได้เห็นว่า รถไฟชั้น 3 ชาวบ้านเขานั่ง เขานอนกันบนพื้นทางเดินอย่างไร

ห้องน้ำเหม็นเหลือทนขนาดไหน

เช้าที่น้ำในห้องน้ำไม่ไหลมันจะผะอืดผะอมอย่างไร

ถ้ามีโอกาสได้มาใช้ชีวิตร่วมกับประชาชนผู้เลือกตนเข้าไปบ้างก็จะเข้าใจ จะรับรู้ว่าชาวบ้านเขาอดทนมานานแสนนานแค่ไหนแล้ว จากนั้น ถ้ายังมีสำนึกที่ดีเหลืออยู่บ้างก็จะนำสภาพปัญหาไปสู่การแก้ปัญหาที่แท้จริงได้

สรุปในขั้นนี้ได้ว่า สภาพถนนที่เคยชำรุดทรุดโทรมขนาดหนัก สภาพการบริการของการรถไฟฯ ที่ย่ำแย่ขนาดหนักมาแต่ไหนแต่ไรนั้นเป็นความจริง แต่ใช่หรือไม่ว่า ส่วนหนึ่งเกิดจากความไม่เอาใจใส่อย่างแท้จริงของคนผู้เป็น “ผู้แทน” ของภาคใต้ด้วยนั่นเอง

กลับไปพูดถึงประเด็นที่นายชวนแสดงอาการ “แผ่นเสียงตกร่อง” บ่อยๆ ว่า “ขอบคุณรัฐบาล คสช. ที่ช่วยจัดงบฯ ซ่อมแซมถนนในภาคใต้ โดยมีตนเป็นคนทำหนังสือประสานไปยังรัฐบาลด้วยตัวเอง และระบุว่า สมัยรัฐบาลทักษิณและรัฐบาลยิ่งลักษณ์แกล้ง ไม่จัดงบประมาณในการซ่อมแซมถนนในภาคใต้มาให้”

ถ้อยความส่วนนี้ ผมพอจะมองย่อยออกได้เป็น 3 ประเด็นครับ

(1) รัฐบาลทุกรัฐบาล ไม่ว่าจะมาจากการเลือกตั้ง หรือจะมาจากการยึดอำนาจ ย่อมมีหน้าที่ในการพัฒนาประเทศ ย่อมมีหน้าที่ในการแก้ปัญหาทุกข์ร้อนให้กับประชาชนอยู่แล้วทั้งสิ้น จึงแปลกใจที่นักการเมืองผู้เป็นอดีตนายกรัฐมนตรีถึง 2 สมัยต้องลงทุนน้อมตัวลงมาขอบคุณรัฐบาลเช่นนี้ จึงแปลกใจที่นักการเมืองอาวุโสผู้ยึดมั่นในระบบรัฐสภาและมาจากพรรคการเมืองเก่าแก่ที่ประกาศแนวทางชัดเจนว่า “จะปกป้องประชาธิปไตย และต่อต้านเผด็จการทุกรูปแบบ” จะยอมศิโรราบให้กับรัฐบาลผู้มีอำนาจเบ็ดเสร็จราวจะมีที่มาต่างพรรคกันหัวหน้าในปัจจุบันขณะนี้

(2) การออกมาแสดงวาทกรรมซ้ำๆ ว่ารัฐบาลของตระกูลชินวัตรกลั่นแกล้ง ไม่ยอมจัดงบประมาณพัฒนาถนนสายใต้นั้นน่าจะมีนัยที่ต้องพูดถึง 2 ประการคือ

ประการแรก เป็น “เอาชั่วใส่เพื่อน” ตามสไตล์การผลิตวาทกรรมซ้ำๆ มาร่วม 50 ปีของนักการเมืองท่านนี้ที่มักจะฟาดฟันฝ่ายตรงข้ามด้วยวาจา มากกว่าการลงมือทำงานให้ดีกว่า และที่สำคัญ การพูดครั้งนี้คล้ายจะส่อแสดงถึงอาการหวั่นไหวต่อการเลือกตั้งที่จะมาถึงในต้นปีหน้าว่าพรรคของตนจะต่อสู้ด้วยยาก จึงเร่งปลุกผีการเมืองของสองพี่น้องตระกูลชินฯ ขึ้นมาย่ำยีเสียแต่เนิ่นๆ

ประการสอง ทุกครั้งที่นายชวนพูดจาเช่นนี้ต่อกรณีนี้ ผมมักจะนำมาแย้งให้เห็นข้อเท็จจริงเพิ่มเติมว่า ห้วงเวลาระหว่างรัฐบาลทักษิณ มาเป็นรัฐบาลสมชาย มาเป็นรัฐบาลสมัคร และล่าสุดก่อนที่จะมาถึงรัฐบาลยิ่งลักษณ์ มีรัฐบาลของอภิสิทธิ์ แห่งพรรคประชาธิปัตย์เข้ามาครองอำนาจ บริหารบ้านเมืองอยู่ถึง 2 ปีกว่า ถามว่า ระหว่างเวลาเหล่านั้น รัฐบาลของพรรคนายชวนเองได้จัดสรรงบประมาณสำหรับการพัฒนาถนนสายใต้ที่ตน “เอาชั่วใส่เพื่อน” อยู่บ่อยๆ นั้นกี่บาท หรือไม่มีเลยไม่ต่างกัน

(3) นายชวนได้กล่าวว่า ตนเป็นผู้ทำหนังสือถึงรัฐบาลผ่านนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ด้วยตัวเองเรื่องขอให้จัดงบฯ ซ่อมแซมถนนสายใต้ ทั้งนี้ เป็นไปหลังจากได้มอบหมายให้นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ได้พูดคุย (ในฐานะผู้สนิทสนม) กับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มาก่อนแล้ว

เจตนานี้จึงแปลความได้ว่า การพูดมาทั้งหมดก็เพื่อจะ “เอาดีใส่ตัว” ว่า ตนเป็นเจ้าของผลงานการของบประมาณมาทำการซ่อมแซมถนนทั้งหมดนั่นเอง

นายชวนคงจะนึกไม่ถึงว่า หลังจากที่ตนให้สัมภาษณ์ด้วยถ้อยความดังกล่าวครั้งล่าสุดนี้จะเกิดปฏิกิริยาด้านลบกลับมาหาตัวเองสูงมาก สูงจนน่ากลัว สูงจนน่าจะนับได้ว่ามากที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิต 50 ปีทางการเมืองของตน

จริงอยู่ เมื่อคนระดับอดีตหัวหน้าพรรคและอดีตนายกรัฐมนตรี 2 สมัยพูดอะไรที่แหลมออกมาเช่นนี้ย่อมมีลูกพรรคจำนวนหนึ่งออกมาให้สัมภาษณ์สนับสนุน ขณะเดียวกันก็ย่อมมีนักการเมืองของพรรคเพื่อไทยคู่กรณีโดยตรงหลายคนออกมาปกป้องและฟาดฟันนายชวนอย่างเจ็บร้อนที่สุดไม่แพ้กัน

ที่น่าจะตั้งเป็นข้อสังเกตมากกว่านั้น คือการแสดงความคิดเห็นของผู้ติดตามประเด็นทางการเมืองผ่านสื่อออนไลน์ครั้งนี้มีจำนวนมากมายมหาศาล แน่นอนที่สุดที่มีผู้สนับสนุนฝ่ายถูกกล่าวหาที่ต้องออกมาปกป้องและฟาดดาบใส่อดีตนายกรัฐมนตรีชนิดนับแผลไม่ถ้วน

ที่น่าสนใจกว่านั้นคือ มีผู้แสดงความคิดเห็นอีกจำนวนมากที่เป็นคนภาคใต้ และเป็นคนจังหวัดตรังที่เคยเลือกนายชวนมากับมือได้ออกมาแสดงความผิดหวัง เบื่อหน่าย เอือมระอาต่อการผลิตวาทกรรม “เอาดีใส่ตัว เอาชั่วใส่เพื่อน” เช่นนี้อย่างน่าหวาดหวั่นต่อการเลือกตั้งครั้งหน้ายิ่งนัก

การออกมาสบัดใบมีดโกนใส่ศัตรูด้วยความเคยชินของนายชวนครั้งนี้ เจ้าตัวคงจะลืมไปว่า มีดโกนที่เคยเลื่องลือมาเนิ่นนานนั้น บัดนี้ ขึ้นสนิม หมดคม กอปรกับกำลังกายอ่อนแรงไปตามวัย จึงแทนที่จะฟาดฟันฝ่ายตรงข้าม กลับมีแรงแค่เงื้อขึ้นปาดตัวเองเท่านั้น

บทความก่อนหน้านี้นาทีประวัติศาสตร์! ผู้นำสองเกาหลีจับมือบนเขตปลอดทหาร ร่วมประชุมสุดยอดคลายวิกฤตคาบสมุทร
บทความถัดไปบรูไนกับจีนในมิติใหม่