“บุพเพสันนิวาส” จุดเปลี่ยนประเทศไทย ?

“คอนสแตนติน ฟอลคอน เป็นคนดีหรือเลว ? “

หากว่า ถามประโยคนี้ เมื่อประมาณ 3 เดือนก่อน ก็คงมีคนที่อยากรู้อย่างจริงจังไม่เกิน 1% ของประชากรประเทศไทย

ใครจะไปสนใจเรื่องราวของคนที่ตายไปแล้ว 300 กว่าปี

แต่ครั้นเมื่อละครบุพเพสันนิวาสออกอากาศในเดือนกุมภาพันธ์ 2561 ทุกสิ่งทุกอย่างก็ได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างไม่มีวันหวนกลับ

บางคนอาจจะวิจารณ์ละครเรื่องนี้ไปต่างๆ นานา

หากทว่า สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ก็คือ ละครเรื่องนี้กอบโกยผลกำไรไปมากมายนัก

และยังส่งผลสะเทือนไปในหลากหลายวงการ

“ขนมไทย อาหารไทย บทกวี ลิปสติก ตำราเรียน เครื่องกรองน้ำ วัดวาอาราม การท่องเที่ยว และข้อเท็จจริงในประวัติศาสตร์” ล้วนแต่ได้รับอานิสงส์ไปถ้วนหน้า

ในโลกที่ทุกสิ่งต่างแย่งชิงความสนใจจากผู้คนอย่างบ้าคลั่ง และสิ่งที่มีคุณค่ามากมาย กลับถูกทอดทิ้งไปอย่างไม่ไยดี เพียงเพราะมันเรียบง่ายสามัญ ยุ่งยากปวดหัว หรือสูงส่งเกินเอื้อม

เหตุใดละครโทรทัศน์เรื่องหนึ่งจึงสามารถ “ชุบชีวิต” สิ่งต่างๆ ที่มันเข้าไปเกี่ยวข้อง ให้กลายเป็นเรื่องราวที่ผู้คนสนใจและหลงใหลได้

นี่คือพลังของเรื่องเล่า (Story) ที่เชื่อมร้อยกันอย่างโดดเด่น ซึ่งเปิดโอกาสให้สิ่งของ เครื่องใช้ ขนม อาหาร และสถานที่งดงาม ได้เข้ามาสร้างสีสันกันอย่างลงตัว โดยผ่านบุคลิกที่อยากรู้อยากเห็นและสนุกสนานของนางเอก และปฏิสัมพันธ์ของตัวละครที่หลากหลาย

แม้ว่าต้องใช้ต้นทุนในการสร้างสรรค์หลายล้านบาท แต่ผลตอบแทนที่ได้ก็เกินคุ้มค่า ยังไม่นับผลสะเทือนและการต่อยอดที่เกิดขึ้นตามมาอย่างคาดไม่ถึง

“ประเทศไทย” มีจุดแข็งเรื่องการท่องเที่ยวมากมาย ไม่ว่าจะเป็นรอยยิ้มและนิสัยใจคอของคนไทย อาหารอร่อย ผลไม้หวานฉ่ำ และสถานที่พักมีราคาย่อมเยา

หากทว่า ปัจจัยสำคัญประการหนึ่ง ที่ทำให้นักท่องเที่ยวจีนหลงใหล และอยากเข้ามาเยือนเมืองไทยสักครั้ง ก็คือ ภาพยนตร์เรื่อง Lost in Thailand ซึ่งเข้าฉายในปี 2555

หลังจากนั้น อัตราการเติบโตของนักท่องเที่ยวจีนที่เข้ามาในประเทศไทย ก็พุ่งทะยานสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด

“บุพเพสันนิวาส” จึงอาจกลายเป็น Model ต้นแบบ ให้กับการสร้างละครหรือภาพยนตร์ที่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เพิ่มสูงขึ้นได้อีกมหาศาล พร้อมกับรายได้จากการขายอาหารและขนมไทย

เสน่ห์ของละครเรื่องนี้ ไม่ได้มีเพียงความรักหวานแหววของพระเอกและนางเอก หากทว่า กลับเต็มไปด้วยเรื่องราวของการท่องเที่ยว เพื่อชื่นชมความงดงามของวัดวาอาราม และการลิ้มรสอาหารอร่อย ตั้งแต่หมูโสร่ง ทองหยิบ กุ้งเผาน้ำจิ้มซีฟู้ด ไปจนกระทั่งถึงมะม่วงน้ำปลาหวาน

ผู้เขียนเชื่อมั่นว่า ชาวต่างชาติที่คลั่งไคล้ละครบุพเพสันนิวาส จะต้องกระหายอยากที่จะเสพสัมผัสรสชาติของอาหารและขนมไทยซึ่งได้กล่าวถึงในเรื่องนี้ไม่น้อยไปกว่าการเดินทางมาชื่นชมสถาปัตยกรรมและวัดวาอารามทั้งในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา และลพบุรี

เราไม่อาจคาดเดาได้ว่า ชาวต่างชาติจะหลงใหลสิ่งใดในเมืองไทย ที่มากเพียงพอให้ตัดสินใจควักระเป๋ามาเที่ยวเมืองไทยสักครั้ง แต่หากมีสิ่งที่โดดเด่นหลากหลายประเภทให้เลือกสรร ก็น่าจะมีอย่างน้อย 1 อย่างที่เป็นแรงกระตุ้นให้เกิดความสนใจใคร่เรียนรู้ได้

ยุทธศาสตร์ “การท่องเที่ยวเมืองรอง” ของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จึงอาจประสบความสำเร็จได้ หากสามารถหยิบยืมเรื่องราวของสถานที่ท่องเที่ยว และอาหารประจำท้องถิ่นนั้น เข้ามาผสมผสานกับตำนาน เรื่องเล่า และประวัติศาสตร์ เพื่อผลิตออกมาเป็นภาพยนตร์หรือละครที่มีความสนุกสนานโดดเด่นได้อย่างน้อย 1 เรื่อง

เราต้องไม่ลืมว่า ละครบุพเพสันนิวาส ไม่ว่าจะยิ่งใหญ่เพียงใด ก็จะต้องมีวันสิ้นสุดยุติลง และผ่านไปไม่เกิน 3 ปี ผลกระทบที่สร้างไว้ แม้จะไม่ถึงกับสูญสลาย แต่ก็คงลดน้อยถอยลงไปพอสมควร

ยิ่งกว่านั้น การสร้างสรรค์ละครที่ดังทะลุฟ้าแบบนี้ ย่อมไม่ใช่เรื่องง่าย และอาจเกิดขึ้นไม่บ่อยครั้งนัก

หากทว่า เมื่อมีบุพเพสันนิวาสเป็นจุดเริ่มต้น เราก็อาจเรียนรู้ ต่อยอด ปรับประยุกต์ หรือแม้กระทั่งข้ามพ้นและเอาชนะได้

ขอเพียงมีละครที่ประสบความสำเร็จอย่างน้อย 70% ของบุพเพสันนิวาส จำนวน 2-3 เรื่องทุกปี ก็จะกระตุ้นเชื่อมร้อยความน่าสนใจของประวัติศาสตร์ สถานที่ท่องเที่ยว และอาหารดีๆ ของไทย ให้อยู่ในความสนใจของผู้คนไปได้อย่างต่อเนื่อง

เมื่อได้อ่านข่าวธนาคารพาณิชย์ของไทยต้องฟาดฟันกันด้วยกลยุทธ์ฟรีค่าธรรมเนียม เพื่อให้แข่งขันได้ในยุคสมัย Disruption ก็ทำให้ผู้เขียนเกิดความรู้สึกเศร้าสะเทือนใจ เพราะเป็นห่วงอนาคตของประเทศไทย ที่มีแนวโน้มจะโดน Disrupt จากอภิมหาทุนจากต่างประเทศ ซึ่งกำลังรุกรานไปทั่วทุกซอกมุมของระบบทุนนิยมโลก

“การท่องเที่ยว” อาจเป็นอุตสาหกรรมเพียงไม่กี่ประเภทที่เป็นจุดแข็งของประเทศไทย และยากจะถูก Distupt จากโลกออนไลน์ ดังนั้น ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องจึงควรจะวางยุทธศาสตร์ เพื่อสร้างการเติบโตของรายได้ให้ก้าวกระโดดกว่านี้ เพื่อชดเชยรายได้ที่อาจจะหายไปในอนาคตจากอุตสาหกรรมอีกมายมายที่ต้องถูก Disrupt ไม่ช้าก็เร็ว

การหยิบยืมพลังของภาพยนตร์ ละคร และนิยายที่สอดแทรกอาหารและสถานที่ท่องเที่ยวในประเทศไทย เข้าไปได้อย่างมีเสน่ห์สีสัน จึงน่าจะเป็นอาวุธสำคัญชนิดหนึ่ง ที่จะทำให้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวของไทยสร้างรายได้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และส่งผ่านอานิสงส์เชื่อมโยงไปยังอุตสาหกรรมอื่นๆ ได้อีกด้วย

การเมืองไทยยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ซับซ้อน และคลุมเครือ ไม่ว่าจะยุคสมัยพระนารายณ์ หรือแม้กระทั่งปัจจุบัน

แต่สิ่งที่แน่นอนกว่า คือ ความสามัคคีและกลมเกลียวของคนไทยจำนวนหลายล้านคน ที่เฝ้าติดตามความสนุกสุดฟินของละครบุพเพสันนิวาส ด้วยใจระทึกพลัน

ผู้เขียนก็ทำได้เพียงคาดหวังให้ “มรรคผล” ที่เกิดขึ้นจากละครบุพเพสันนิวาส จะไม่สิ้นสุดลงพร้อมกับบทอวสานของเรื่องนี้

แต่สามารถส่งผลสะเทือนไปสู่การสร้างสรรค์ละครโทรทัศน์หรือภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ซึ่งอาจบุกเบิกแนวทางใหม่ ที่พลิกแพลง และแตกแขนงออกไป หากทว่า สามารถเชื่อมโยงไปสู่ธุรกิจอาหารและการท่องเที่ยวได้เฉกเช่นเดียวกัน

และหากเป็นไปได้ ก็ขอให้บทเรียนจากละครเรื่องนี้ เป็นตัวสมานรอยร้าวจากความขัดแย้งทางการเมืองของคนไทย ให้ฟื้นฟูขึ้นมาบ้าง

สักน้อยนิดก็ยังดี

บทความก่อนหน้านี้‘อนุชา’ต้อนรับก๊วนอดีตนายกฯ’สมชาย’งดพูดการเมือง
บทความถัดไปจ่อ ถก ‘สุวพันธุ์’-สำนักพุทธฯ ปม พระผู้ใหญ่ในมหาเถรฯ ถูกกล่าวหาโกงเงินทอนวัด