รายงานพิเศษ : 1 ปีที่ “พ่อ” ไม่อยู่

นับถึงวันนี้ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จสวรรคตครบ 1 ปีแล้ว และแม้ใครต่อใครจะพากันบอกว่า เวลาสามารถเยียวยาได้ทุกสิ่ง หากกระนั้นกับความสูญเสียอันยิ่งใหญ่ของชาวไทยครั้งนี้ บอย ปกรณ์ ฉัตรบริรักษ์ ก็ว่า

“ผมว่าคนไทยทุกคนยังคงมีความรู้สึกเหมือนเดิมๆ คือคิดถึงพระองค์ท่าน แล้วก็ยังระลึกถึงสิ่งที่พระองค์ท่านทรงทำไว้”

อย่างไรก็ดี ยังเชื่อด้วยว่า “สิ่งที่พระองค์ท่านทรงต้องการ คืออยากให้คนไทยทุกคนสู้ต่อไป แน่นอนว่าทุกคนต้องค่อยๆ ปรับตัวเพื่อพร้อมรับการเปลี่ยนแปลง แต่ผมก็เชื่อว่าอีกสิ่งหนึ่งที่พระองค์ท่านทรงอยากให้เกิดขึ้น คือให้คนไทยสานต่อสิ่งที่พระองค์ท่านได้ทรงทำไว้”

ซึ่งสำหรับเขา นอกเหนือจากจะพยายามทำสิ่งต่างๆ เหล่านั้นด้วยตัวเองแล้ว ยังตั้งใจว่าจะส่งต่อเรื่องราวของพระองค์ท่านรวมถึงพระบรมราโชวาทของพระองค์ท่านไปสู่คนรุ่นต่อไป รุ่นอย่าง วันใหม่ น้องสาววัย 5 ขวบของเขา รวมไปถึงคนใกล้ตัวคนอื่นๆ

“แล้วอาชีพนักแสดงที่เราทำ มันก็มีโอกาสให้ได้ไปเผยแพร่ ไปพูดให้เด็กๆ ได้ฟัง ซึ่งเราอาจจะไม่ได้เป็นนักพูดที่เก่ง ที่ดี แต่อาจจะมีประสบการณ์มากกว่าเด็กนักเรียน เพราะเราได้ไปเจอสิ่งที่พระองค์ท่านทรงทำไว้ หรือพระราชกรณียกิจต่างๆ”

ดังนั้น หากมีที่ไหนชวนให้ไปพูด เขาก็มักจะตอบรับ “เพราะก็รู้สึกว่านี่เป็นสิ่งที่เราทำได้เพื่อพระองค์ท่าน”

เล่าด้วยว่า ในส่วนการถ่ายทอดเรื่องของในหลวงรัชกาลที่ 9 ให้เด็กเล็กอย่างวันใหม่ฟังนั้นในตอนนี้อาจทำได้ไม่เต็มที่ “แต่สิ่งที่เราปลูกฝัง คือความรักของคนไทยที่มีต่อในหลวง ทุกวันนี้เวลาเจอรูปในหลวง ร.9 ผมจะไหว้รูปท่าน แล้วบอกให้น้องไหว้ นี่คือสิ่งที่ปลูกฝัง”

“ในหลวงรัชกาลที่ 9 เป็นพระมหากษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ตอนเด็กเราอาจจะเห็นแค่พระราชกรณียกิจตามข่าวพระราชสำนักในทีวี แต่พอโตขึ้นมา ได้สายอาชีพที่ต้องเดินทางไปถ่ายรายการ ไปท่องเที่ยว ไปได้รับทราบพระปรีชาสามารถทางด้านต่างๆ กีฬา ดนตรี จนรู้สึกว่าคนคนหนึ่งทำไมถึงทำอะไรหลายอย่างขนาดนี้”

“หลายๆ อย่างที่พระองค์ท่านทรงทำ คือสิ่งที่ไม่น่าเชื่อว่าจะทำได้ สิ่งที่ผมรู้สึกแปลกใจมาก คือครั้งที่ไปถ่ายรายการที่จังหวัดเชียงรายในพื้นที่โครงการหลวง สมัยก่อนพื้นที่ตรงนั้นภูเขาทั้งลูกเป็นพื้นที่ปลูกฝิ่น มีการปราบปราม ยิงกัน ฆ่ากัน มีอาชญากรรมเข้ามาเกี่ยวข้องเยอะแยะ แต่พระองค์ท่านทรงค่อยๆ เข้าไปเปลี่ยนแปลง ให้คนที่นั่นทำอาชีพที่ดีขึ้น เปลี่ยนเป็นไร่สตรอว์เบอร์รี่แบบไม่มีการสูญเสียเลือดเนื้อเลย”

“ผมคิดว่าตรงนี้จะใช้คำว่าเหลือเชื่อมากเลยก็ได้”

ขณะในส่วนของ โตโน่ ภาคิน คำวิลัยศักดิ์ เขาว่า “ผมไม่ได้คิดว่าพระองค์ท่านทรงจากไปไหน”

“ตอนที่พระองค์ท่านทรงจากไป เราเสียใจนะครับ แต่ผมรู้สึกว่าพระองค์ท่านทรงเป็นสัญลักษณ์ของการทำความดี สัญลักษณ์ของการอดทน ดังนั้น ถึงแม้ว่าพระองค์ท่านจะทรงจากไป แต่ก็ทรงจากไปแค่พระวรกาย ต่อให้จะกี่ปี หรืออีกกี่สิบปี นั่นก็อยู่ที่วิธีการใช้ชีวิต อยู่ที่วิธีคิดของเรา”

“แต่พระองค์ท่านทรงมองเราอยู่ พระองค์แค่เปลี่ยนที่อยู่ จากบนดิน เป็นอยู่บนฟ้า”

“เราจึงยิ่งต้องทำความดี ถ้าหากว่าเรารักพระองค์ท่านจริงๆ”

“ผมยังเชื่อมั่นด้วยว่า การทำความดี เป็นเหมือนกับการที่ได้พบพระองค์ท่าน คำสอนของพระองค์ท่าน สิ่งที่พระองค์ท่านทรงปฏิบัติ แบบอย่างที่พระองค์ท่านทรงกระทำไว้ ไม่ได้จากเราไปไหนเลย”

ส่วน ยิปโซ อริย์กันตา มหาพฤกษ์พงศ์ บอก “สำหรับยิปเอง คงไม่มีวันไหนที่รู้สึกแย่ไปกว่าวันที่เรื่องนั้นเกิดขึ้น”

“แต่ท้ายที่สุดแล้ว เราก็ต้องอยู่บนพื้นฐานความเข้าใจว่า ณ ตอนนี้มันก็เป็นลำดับเหตุการณ์ที่ต้องเกิดขึ้นต่อ”

บอกด้วยว่าที่ผ่านมาเคยมีคนถามเธออยู่เหมือนกัน ว่าที่ผ่านได้เธอได้ทำอะไรเพื่อถวายแด่ในหลวง ร.9 บ้างหรือไม่

“สิ่งที่ยิปทำได้ แล้วน่าจะถือว่าทำให้พระองค์ท่านได้บ้าง ก็คงเป็นการรับผิดชอบตัวเองให้ดี” ยิปโซบอก

“มีคนถามเยอะว่าทำโครงการอะไร หรือเอาพระราชดำริเรื่องไหนมาทำบ้าง แต่ยิปรู้สึกว่ามันไม่จำเป็นต้องคิดเป็น 1 2 3 4 แบบนั้น แต่ถ้าเกิดเราประเมินตัวเอง เราก็รู้ว่าเราทำอะไรได้ดี แล้วเราทำอะไรเพื่อคนอื่น หรือไม่ทำร้ายคนอื่นได้บ้าง แล้วมาทำให้เป็นสไตล์เราเอง ตราบใดที่มันไปหาเป้าหมายเดียวกัน คือการที่ทุกคนอยู่ด้วยกันแล้วแฮปปี้ ยิปเชื่อว่านั่นคือสิ่งที่พระองค์ท่านต้องการ”

สําหรับ แก้ม วิชญาณี เปียกลิ่น นั้น เธอว่า แม้จะรู้ๆ อยู่ว่าการเสด็จสวรรคตย่อมเป็นไปตามกฎของธรรมชาติ

“แต่ไม่คิดว่า พอเกิดแล้วจะมีผลกระทบหนักขนาดนี้ คือเราเหมือนสูญเสียเสาหลักของประเทศ”

“ตอนนี้คนไทยก็ยังรู้สึก เพียงแต่เรายังต้องใช้ชีวิตและยังดำเนินชีวิตต่อไป ถ้ามานั่งโศกเศร้า เราก็จะจมอยู่ คงไม่สามารถทำงานต่อ ซึ่งพระองค์ท่านคงไม่ทรงอยากให้เป็นแบบนั้น”

“ในหลวงรัชกาลปัจจุบันก็ทรงงานหนักเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้น เราก็ต้องทำหน้าที่ของคนไทยทุกคนต่อไปให้ดีที่สุด”

“นั่นแหละคือสิ่งสำคัญ”

ในทุกๆ วันที่ “พ่อ” ไม่อยู่